South Watch.org South Watch.org
มุมหนังสือ
a picture
ความรู้และความไม่รู้ 3 จังหวัดชายแดนใต้
สรุปเนื้อหาจากงานเสวนาทางวิชาการ ในโครงการตลาดวิชามหาวิทยาลัยชาวบ้าน ชุด 3 จังหวัดภาคใต้
จำนวน 5 ครั้ง (ช่วงเดือน มิถุนายน 2548-กุมภาพันธ์ 2549)

วิทยากร นิธิ เอียวศรีวงศ์/ ศรีศักร วัลลิโภดม/ อัมมาร์สยามวาลา/
อิสมาอีล ลุตฟี จะปะกียา/ชุลีพร วิรุณหะ/ ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ/
ปณิธาน วัฒนายากร ฯลฯ

จัดพิมพ์โดย แผนงานร่วมศึกษาเสริมสร้างสุขภาวะ กรณี 3 จังหวัดภาคใต้
คณะทำงานวาระทางสังคม สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

คำถามว่าปัญหาความไม่สงบในภาคใต้มาจากเหตุอะไร และจะแก้ไขยังไง เป็นคำถามที่ทุกคนในสังคมไทยต้องการ “รู้” คำตอบ แต่นับวันก็ยิ่งจะหาคำตอบได้ยากมากขึ้นทุกที โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนในสังคมไทยส่วนใหญ่ที่มี โอกาสรับรู้ข้อมูล สถานการณ์ ความเป็นมาเป็นไปของภาคใต้ตามที่เป็นจริงน้อยมาก

หนังสือ “ความรู้และความไม่รู้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้” อาจเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ สำหรับผู้ที่ต้องการแสวงหาข้อมูลเพื่อที่จะทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ในแง่มุมต่างๆ ทั้งเรื่องประวัติศาสตร์ การจัดการ ทรัพยากร การศึกษา เศรษฐกิจสังคม และมหาอำนาจกับการก่อการร้าย

แน่นอนว่าจะไม่มีคำตอบสำเร็จรูปสำหรับปัญหาที่มีความซับซ้อน แต่การเริ่มเปิดใจของคนในสังคมที่มีข้อกังขาและต้องการจะรับรู้ เรียนรู้ สิ่งที่เกิดขึ้น ตามความเป็นจริง อย่างปราศจากอคติ ด้วยความอดทนอดกลั้น หนังสือเล่มนี้อาจพอจะช่วย ขยับขยายพื้นที่ความเข้าใจสังคม 3 จังหวัดภาคใต้ให้ใครหลายคนได้

ความหนา 154 หน้า
ราคา 120 บาท
ปีที่พิมพ์ พิมพ์ครั้งแรก กรกฎาคม 2549
จัดจำหน่ายโดย เคล็ดไทย

ผู้สนใจติดต่อ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
คณะทำงานวาระทางสังคม สถาบันวิจัยสังคม
อาคารวิศิษฐ์ – ประจวบเหมาะ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ถนนพญาไท แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
โทร 02 - 2187392 / 02 - 2187382


บทนำ
ตลาดวิชามหาวิทยาลัยชาวบ้าน
ในฐานะเครื่องมือต่อสู้กับวัฒนธรรมเชิงเดี่ยวในสังคมไทย

หนังสือเล่มนี้มีที่มาจากโครงการตลาดวิชามหาวิทยาลัยชาวบ้านชุด 3 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างเดือนสิงหาคม 2548 ถึงเดือนมกราคม 2549 มี 5 เรื่องด้วยกัน คือ วิกฤตในการจัดการทรัพยากร 3 จังหวัดภาคใต้, มหาอำนาจกับโลกมุสลิม : การเมืองของการก่อการร้าย, ประวัติศาสตร์ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส, เศรษฐศาสตร์การเมือง 3 จังหวัดภาคใต้, ปรัชญาการศึกษาที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชน : อุดมการณ์และขีดจำกัด

ถ้านำทั้งห้าเรื่องมาจัดเรียงเสียใหม่ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างเรื่องเหล่านี้ โดยเรียงเป็นชิ้นความสำพันธ์ซึ่งแต่ละชั้นเชื่อมโยงกัน โดยเริ่มต้นจากสิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุด ไปสู่สิ่งที่ดำรงอยู่ในโครงสร้างสังคมไทยซึ่งสะท้อนความไม่เป็นธรรมในสังคมอัน เป็นที่มาของความรุนแรงที่ดำเนินอยู่ในรูปต่าง ๆ และที่สุดที่แฝงเร้นอยู่ในชั้นวัฒนธรรมซึ่งทำหน้าที่ให้ความชอบธรรมกับความคิดคับแคบที่มีต่อผู้คนที่แตกต่างจากตัว ถึงขั้นยอมรับให้ใช้ความรุนแรงต่อคนเหล่านั้นได้สนิทใจ อาจช่วยให้เห็น ประเด็นสำคัญ 5 ประเด็น และ ทางออก 5 ทาง คือ

ชั้นของบุคคลที่ใช้ความรุนแรง

1. ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีตัวละครมากมาย ทั้งฝ่ายผู้ก่อการใช้ความรุนแรง ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน และมหาอำนาจของโลก ทั้งหมดนี้ดำเนินไปท่ามกลางบริบททางการเมืองความมั่นคงของ โลกที่แทบทุกประเทศถูกครอบงำด้วยยุทธศาสตร์สร้างความมั่นคงกระแสหลัก และดังนั้นต้องหาหนทางให้ประเทศเป็นอิสระทางความคิดยุทธศาสตร์เพื่อสถาปนาความมั่นคงที่ยั่งยืน

ชั้นทางโครงสร้าง

2. ผู้คนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยากจนและเผชิญกับความไม่ยุติธรรมทางเศรษฐกิจ และดังนั้นต้องหาหนทางแก้ไขความไม่เป็นธรรมที่ดำรงอยู่ในระบบเศรษฐกิจทุนนิยม แต่ขณะเดียวกันสังคมไทยก็ต้องไม่เห็นว่าคำตอบของปัญหาความรุนแรง ภาคใต้อยู่ที่อยู่ที่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจเท่านั้น

3. ภายใต้ระบบเศรษฐกิจที่เห็นทุกสิ่งเป็นสินค้าเหมือนไม่มีขอบเขตพอเพียง สามจังหวัดชายแดนภาคใต้จึงต้องเผชิญกับวิกฤตในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และดังนั้นต้องหาหนทางให้ท้องถิ่นเป็นอิสระในทางการจัดการทรัพยากร

ชั้นทางวัฒนธรรม

4. การจัดการศึกษาไทยเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างระบบราชการแต่วัฒธรรมความคิดเกี่ยวกับการศึกษาไทยถูกครอบงำจากส่วนกลาง จึงกลายเป็นการศึกษาที่ไม่เห็นความสอดคล้องกับวิถีแห่งชุมชน และดังนั้นจึงต้องหาหนทางสร้างวัฒนธรรม การศึกษาที่ยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม

5. สังคมไทยโดยรวมตกอยู่ใต้อิทธิพลครอบงำของประวัติศาสตร์ชาติชนิดที่มีกรุงเทพฯเป็นศูนย์กลาง อีกทั้งยังสร้างความเชื่อมโยงต่อเนื่อง กลับไปยังอยุธยาและสุโขทัย ดังนั้นต้องหาหนทางเปิดพื้นที่ให้ประวัติศาสตร์สังคมชนิดที่มีอัตลักษณ์ ของท้องถิ่นมีความหมายได้รับการยอมรับให้อดีตของผู้คนที่แตกต่างหลากหลายมีเสียง มีที่ทางในประวัติศาสตร์ชาติอย่างใหม่ที่ต้องสร้างบนพื้นฐานความเป็นจริงของสังคมไทยนั้นเอง

กล่าวอย่างรวบรัดให้ถึงที่สุด โครงการตลาดวิชามหาวิทยาลัยชาวบ้านชุด 3 จังหวัดภาคใต้ ดูจะเข้าใจว่า ทางออกของปัญหาความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ อยู่ที่การต่อสู้ด้วยความรู้กับการครอบงำที่ดำรงอยู่ในรูปต่างๆ และปลดปล่อย ชีวิตผู้คนและสังคมไทยโดยรวมให้เป็นอิสระจากการถูกครอบงำเหล่านั้น

ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง สิ่งที่ต้องต่อสู้ด้วยอย่างจริงจังเห็นจะเป็นสภาพ “วัฒนธรรมเชิงเดี่ยวทางความคิด” ที่ดำรงอยู่ในสังคมมนุษย์มากหลายรวมทั้งสังคมไทยด้วย “วัฒนธรรมเชิงเดี่ยวทางความคิด” ทำหน้าที่ ผลิตตัวแบบทางความคิด ซึ่งมุ่งลดทอนบ่อนทำลายความหลากหลายต่าง ๆ ในนามของการพัฒนา ความก้าวหน้า และความมั่นคงกระแสหลัก ภัยร้ายแรงของ “วัฒนธรรมเชิงเดี่ยวทางความคิด” เมื่อความแตกต่างหลากหลาย ถูกทำลาย ก็จะทำให้ทางเลือกต่าง ๆ อันตรธานไปด้วย และฝังสังคมมนุษย์ไว้กับมายาคติว่า ไม่มีทางเลือกใด ๆ อีกแล้ว นอกจากยอมจำนนกับความคิดหลักที่ครอบงำผู้คนอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ความมั่นคงของประเทศ เศรษฐกิจการเมือง ทรัพยากรธรรมชาติ การศึกษา หรือการหวนคิดถึงอดีตของตน

ผู้อ่านควรครุ่นคิดดูว่า หนังสือในโครงการตลาดวิชามหาวิทยาลัยชาวบ้านชุด 3 จังหวัดภาคใต้เล่มนี้ ช่วยให้ตนตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นนอกกรอบที่ครอบงำสังคมไทยอยู่หรือไม่ และได้แลเห็นความเป็นไปได้ของทางเลือกในการเผชิญกับปัญหา ของผู้คนทั้งในพื้นที่สามจังหวัดและในประเทศไทยโดยรวมเพียงไร

ชัยวัฒน์ สถาอานันท์
ศูนย์ข่าวสารสันติภาพ มูลนิธิเพื่อการศึกษาประชาธิปไตยเพื่อการพัฒนา
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
สิงหาคม 2549


ผู้สนใจเนื้อหาเต็มของหนังสือ "ความรู้และความไม่รู้ 3 จังหวัดชายแดนใต้"
สามารถหาอ่านได้ที่
1. วิกฤติการจัดการทรัพยากร 3 จังหวัดภาคใต้
2. มหาอำนาจกับโลกมุสลิม การเมืองของการก่อการร้าย
3. ประวัติศาสตร์ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส
4. เศรษฐศาสตร์การเมือง ๓ จังหวัดภาคใต้
5. ปรัชญาการศึกษาที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและชุมชน : อุดมการณ์และขีดจำกัด

เปิดพื้นที่เรียนรู้ไฟใต้ ด้วยหนังสือเปลี่ยนทัศนคติ


ณรรธราวุธ เมืองสุข
สถาบันข่าวอิศรา สมคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ
14 ตุลาคม 2006

การเป็นพลเมืองของประเทศที่มีไฟแห่งความขัดแย้งอย่างรุนแรงคุกรุ่นอยู่ในมุมใดมุมหนึ่งของแผ่นดิน ถามว่าจำเป็นด้วยหรือ ? ที่พลเมืองภายในประเทศต้องทำความเข้าใจต่อปรากฏการณ์ความขัดแย้งดังกล่าว จากประชากร 60-70 ล้านคน แต่ มีประชากรที่อยู่ท่ามกลางสถานการณ์รุนแรงไม่ถึง 3 ล้านคน ถามว่าจำเป็นด้วยหรือที่จำนวนประชากรที่เหลือต้องมาเดือดร้อนทำความเข้าใจต่อปรากฏการณ์ด้วย คำตอบที่เหมาะสมแน่นอนที่สุดคือจำเป็น และที่สำคัญต้องทำความเข้าใจอย่างเร่ง ด่วน

ความขัดแย้งที่แฝงเร้นอยู่ทุกซอกหลืบของสังคม โดยเฉพาะสังคมไทยปัจจุบัน อาจมีพื้นฐานเรื่องความเชื่อ เรื่องผลประโยชน์ จนนำไปสู่ความรุนแรงที่เห็นทุกวี่วันตามหน้าหนังสือพิมพ์และสื่อโทรทัศน์ ปรากฏการณ์ดังกล่าวอาจเป็นเรื่องเล็กเมื่อ เปรียบเทียบกับสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในภาคใต้ของประเทศ แต่เชื่อหรือไม่ว่าความรุนแรงอันเกิดจากความขัดแย้งทุกบริบทในสังคมเชื่อมโยงถึงกันทุกประเด็นปัญหา

ความชาชินที่เห็นชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ถูกลอบยิงรายวันใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็เพราะรู้สึกว่าในหมู่บ้านใด หรืออำเภอหนึ่งที่อยู่ใกล้ตัวมีสถิติฆ่ากันตายมากกว่านี้

รถทหารถูกลอบวางระเบิดเจ็บตายหลายสิบนายก็ไม่รู้สึกตกใจ เพราะในหมู่บ้านกลุ่มวัยรุ่นยกพวกตะลุมบอนเจ็บตายกันมากกว่านี้

และทัศนคติดังกล่าวนี่เอง ที่ผูกโยงเป็นความคับแค้นใจ โกรธเกลียดชิงชังไร้เหตุผล ส่งผลให้ปัญหาความขัดแย้งที่เริ่มมีช่องทางคลี่คลายด้วยสันติวิธีต้องยืดเยื้อออกไปอย่างไม่มีกำหนด

เพราะฉะนั้นทัศนคติจึงเป็นเรื่องสำคัญ ทัศนคติที่ก่อเกิดจากประสบการณ์ ความรู้ ความเข้าใจ แต่ไม่ต้องนับว่าเกิดจากการเล่าเรียนศึกษา เพราะคนไทยโดยมากไม่มีประสบการณ์เรียนรู้ด้านความขัดแย้ง

ทัศนคติ (Attitude) ที่เกิดจากความรู้อย่างแท้จริงนั้นจึงหาได้ยากยิ่ง ส่วนใหญ่เป็นการเชื่อต่อๆ กันมา ไม่ได้เกิดจากศึกษาหาความจริงเพื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติของตนเองไปสู่พื้นที่แห่งความถูกต้องและเป็นธรรม

ปัญหาภาคใต้ ซึ่งมีความสลับซับซ้อนของปมปัญหา และมีตัวละครมากมาย มีบริบทของความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์ ศาสนา วัฒนธรรม การ 'กระทำ' ระหว่างผู้อยู่ในอำนาจรัฐและประชาชนที่ไม่ได้กินเวลาเพียง 5 ปีหรือ 10 ปี แต่ช่วงเวลาแห่ง ความขัดแย้งดำเนินมานานนับศตวรรษ ทัศนคติที่ถูกต้องและเป็นธรรมจึงเป็นเรื่องสำคัญ การมองปัญหาแบบฉาบฉวยจึงไม่มีวันเข้าใจ เช่นเดียวกัน การทำความเข้าใจก่อนตัดสินใจเชื่อก็เป็นสิ่งควรคำนึง เพราะร้อยทั้งร้อยการตัดสินปัญหาก็มักจะ เกิดจากความคิดความเชื่อของตนเองเป็นพื้นฐาน เพราะฉะนั้นถ้าทัศนคติถูกต้องและเป็นธรรม ความขัดแย้งจะคลี่คลายลงในเวลารวดเร็ว ด้วยความ 'วางใจ'ของทั้งสองฝ่าย

คณะทำงานวาระทางสังคม สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพิ่งจะส่งหนังสือดี 3 เล่มมาให้สถาบันข่าวอิศราเมื่อหลายวันก่อน

เป็นหนังสือดี ที่ประกอบด้วยทัศนคติที่ถูกต้องและเป็นธรรม

เล่มหนึ่งชื่อ "ความรู้และไม่รู้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้" ที่เห็นชื่อผู้เขียนแล้วจะร้องอ๋อ ประกอบด้วยบุคคลากรในแวดวงวิชาการที่ศึกษาปัญหาภาคใต้มาจนแตกฉานเชี่ยวชาญ

นิธิ เอียวศรีวงศ์,ศรีศักร วัลลิโภดม,อัมมาร์ สยามวาลา,อิสมาอีล ลุตฟี จะปะกียา,ปณิธาน วัฒนายากร ฯลฯ

เล่มสองชื่อ "ความรู้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ผ่านมุมมองประวัติศาสตร์" ของ 'ผศ.ดร. ชุลีพร วิรุณหะ' จากภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากรเป็นผู้เขียน มีเนื้อหาเน้นหนักความขัดแย้งในบริบทประวัติศาสตร์

ทั้งสองเล่มเป็นหนังสือในโครงการตลาดวิชามหาวิทยาลัยชาวบ้าน ชุด 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ของคณะทำงานวาระทางสังคม สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งได้ทำการศึกษา รวบรวมข้อมูลและจัดเสวนาทางวิชาการเกี่ยวกับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในประเด็นต่างๆ เพื่อนำเสนอข้อมูล สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องรอบด้าน เกี่ยวกับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาเป็นระยะเวลาหนึ่ง

อีกเล่มหนึ่งชื่อ "เยียวยาแผ่นดิน" รวมบทความสารคดี ชุด Healing the Land จากเซคชั่น Outlook หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์โดยผู้เขียนที่ชื่อ 'สนิทสุดา เอกชัย' นักหนังสือพิมพ์รุ่นเก๋าที่ให้ความสนใจปัญหาภาคใต้ในแง่มุมความขัดแย้งในเชิง ทรัพยากร

เล่มหลังนี้เป็นหนังสือที่รวมเล่มและจัดพิมพ์ขึ้นโดยแผนงานร่วมศึกษากรณี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ของคณะทำงานวาระทางสังคมเช่นเดียวกัน

ทั้ง 3 เล่มอาจมองปัญหาภาคใต้ด้วยทัศนคติที่ถูกต้องและเป็นธรรมเหมือนกัน แต่มีความต่างที่มุมมองของแต่ละเล่ม ที่ผู้เขียนแต่ละคนใช้ประสบการณ์ความรู้ของตนเองในการมอง นอกจากมิติของปัญหาแล้ว ความเป็นปัจจุบันและความเป็นอดีต ของปัญหาก็เป็นเรื่องที่ผู้เขียนแต่ละคนให้ความสำคัญไม่เท่ากัน

คณะทำงานวาระทางสังคมนำเสนอว่า "ความรู้กับความไม่รู้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้" คือจุดเริ่มต้นเล็กๆ สำหรับผู้ที่ต้องการแสวงหาข้อมูลเพื่อจะทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในชายแดนภาคใต้ในแง่มุมต่างๆ ทั้งเรื่องประวัติศาสตร์ การจัดการ ทรัพยากร การศึกษา เศรษฐกิจสังคม และมหาอำนาจกับการก่อการร้าย

หนังสือ "ความความรู้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ผ่านมุมมองประวัติศาสตร์" ช่วยให้ได้เรียนรู้ว่า การศึกษาประวัติศาสตร์จะทำให้เรารู้รากเหง้าของความขัดแย้ง หนังสือเล่มนี้จะช่วยอธิบายให้เราเห็นที่มาที่ไปของความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับ ชุมชนท้องถิ่นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เกี่ยวกับสิทธิและอำนาจในการตัดสินใจและความขัดแย้งจากการเข้าใจหรือการตีความอดีตที่แตกต่างกัน

ส่วน "เยียวยาแผ่นดิน" เผยให้เห็นความหายนะของสิ่งแวดล้อมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกิดจากนโยบายจากส่วนกลาง ช่วยให้เห็นความพยายามของชาวบ้านที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการเพื่อฟื้นฟูชุมชน

เป็นหนังสือ 3 เล่มที่ทรงคุณค่าและต้องการเผยแพร่ให้ทุกภาคส่วนของสังคมไทยได้อ่าน ไม่ใช่แค่การทำความเข้าใจ 'ปรับทัศนคติ' ต่อปัญหาภาคใต้เท่านั้น แต่เป็นการเรียนรู้การจัดการความขัดแย้ง โดยใช้ปัญหาภาคใต้เป็นกรณีศึกษา เพราะ ความขัดแย้งไม่ใช่เรื่องไกลตัว มันได้ก่อตัวขึ้นและดำรงอยู่ในสังคมมานานแล้วอย่างเงียบๆ ผิดแต่คนไทยไม่ใคร่สนใจ ปล่อยให้มันขยายตัวกัดกร่อนสังคมจนนำไปสู่การใช้ความรุนแรง

เพราะฉะนั้น เราจึงต้องเปิดพื้นที่ให้เกิดการปรับเปลี่ยนทัศนคติให้ถูกต้องและเป็นธรรมอย่างเร่งด่วน ก่อนที่ความขัดแย้งและความรุนแรงนั้น จะก่อรูปขึ้นเงียบๆ ภายในตัวของเราเอง

จาก สถาบันข่าวอิศรา สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย