South Watch.org South Watch.org
มุมหนังสือ
a picture


ฝนกลางไฟ : พลังชีวิต พลังใจ ห้าสิบเสียงจากผู้หญิงชายแดนใต้

หัวหน้าโครงการ ราณี หัสสรังสี
ที่ปรึกษา สนิทสุดา เอกชัย
บรรณาธิการ วันดี สันติวุฒิเมธี
นักเขียน กุลธิดา สามะพุทธิ / สุพัตรา ศรีปัจฉิม / ติชิรา พุทธ สาระพันธ์ / จิตต์ปภัสสร์ บัตรประโคน / งามศุกร์ รัตนเสถียร / วันดี สันติวุฒิเมธี


หนังสือแจกฟรี



นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ปล้นปืนที่อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส เมื่อปี พ.ศ.2547 เป็นต้นมา สถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ก็ร้อนระอุขึ้นตลอดเวลา 5 ปีทีผ่านมา อีกทั้งยังทวีความรุนแรงและบ่อยครั้งมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์มัสยิดกรือเซะ เมื่อปลายเดือนเมษายน เลยไปจนถึงโศกนาฏกรรมตากใบ เมื่อปลายเดือนตุลาคม ภายในเวลาเพียงปีเดียว ความรุนแรงที่เกิดขึ้นล้วนสร้างให้เกิดความสูญเสีย บาดเจ็บ ล้มตายเป็นจำนวนมาก ความสูญเสียเหล่านั้นไม่ได้เกิดขึ้นกับเฉพาะผู้สูญเสียเท่านั้น แต่ยังสร้างบาดแผลหยั่งลึกไปถึงบุคคลรอบข้างด้วย ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ภรรยา และลูก ๆ ของผู้สูญเสีย ต่างก็ได้รับชะตากรรมที่เศร้าสะเทือนใจ และชะตาชีวิตที่ผันแปรอย่างไม่เคยคาดคิดมาก่อน พวกเขาเหล่านั้นจะมีความรู้สึกอย่างไร จะใช้ชีวิตอยู่อย่างไร ลำบากแสนสาหัสแค่ไหน สังคมละเลยและลืมถามถึง นอกจากเหตุการณ์ระเบิดรายวันแล้ว ควันที่จางหายไปกับเสียงระเบิด ณ วันนั้น กลับสร้างความทุกข์มหันต์ให้กับกลุ่มคนผู้มีชีวิตอยู่เบื้องหลัง ตราบจนทุกวันนี้

ท่ามกลางสถานการณ์อันเลวร้าย “ผู้หญิง” คือกลุ่มคนที่พยายามลุกขึ้นต่อสู้ ลบรอยบาดแผลที่ปวดร้าวภายในใจ รวมทั้งร่วมกันเยียวยาให้กำลังใจกันและกัน เพื่อยืนหยัดอยู่ในสังคมอันสับสนให้จงได้ จนกลายมาเป็น “ผู้หญิงแถวหน้า” ที่สร้างปรากฏการณ์ดี ๆ ให้เกิดขึ้นอย่างมากมาย พวกเธอ นำความศรัทธา ความเมตตา ความอบอุ่น และความดีงาม นำฝ่าเมฆควันสีดำผ่านมาได้อย่างไร เธอเหล่านั้น จะมาเล่าเรื่องราวที่พลิกผันจากความเจ็บปวดรวดร้าว มาเป็นพลังจรรโลงโลกได้อย่างไร ผู้หญิง 50 ชีวิตจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะมาถ่ายทอดหยาดฝนที่งดงามของเธอ ให้เราได้รับทราบเพื่อเป็น พลังชีวิต พลังใจ ใน “ฝนกลางไฟ”

หนังสือ “ฝนกลางไฟ : พลังชีวิต พลังใจ ห้าสิบเสียงจากผู้หญิงชายแดนใต้” เป็นหนังสือที่เผยให้เห็นคุณค่าของผู้หญิง หยาดฝนหยดเล็ก ๆ เหล่านี้ได้รับการร้อยเรียงมาเป็นเรื่องอย่างน่าประทับใจ จากนักข่าว นักเขียน นักวิชาการ และนักพัฒนาที่ลงพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ คณะทำงานวาระทางสังคม สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เครือข่ายผู้หญิงเพื่อความก้าวหน้าและสันติภาพ มูลนิธิผู้หญิง และมูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท (Friedrich Ebert Stiftung) ได้ร่วมกันกอบก่อเม็ดฝนหยดเล็ก ๆ มาเป็น “ฝนกลางไฟ” ให้เราได้ร่วมกันเรียนรู้ ศึกษา และสร้างพลังชีวิต เพื่อก่อเกิดเป็น “พลังใจ” ส่งไปยังผู้หญิงอีกนับหมื่นนับแสนในจังหวัดชายแดนใต้ ร่วมกันหนุนใจช่วยเธอ “ผู้หญิง” หยาดฝนหยดเล็ก ๆ ดับไฟใต้


องค์กรร่วมจัดทำ คณะทำงานวาระทางสังคม สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
เครือข่ายผู้หญิงเพื่อความก้าวหน้าและสันติภาพ
มูลนิธิผู้หญิง
มูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท (Friedrich Ebert Stiftung)

ลิขสิทธิ์ในการจัดพิมพ์ คณะทำงานวาระทางสังคม สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
มูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท (Friedrich Ebert Stiftung)

ISBN 978-616-90238-1-4
ตีพิมพ์ครั้งแรก สิงหาคม 2552
จำนวนพิมพ์ 2,500 เล่ม

ผู้สนใจติดต่อ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
คณะทำงานวาระทางสังคม สถาบันวิจัยสังคม
อาคารวิศิษฐ์ – ประจวบเหมาะ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ถนนพญาไท แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
โทร 02 - 2187392 / 02 – 2187382

ฝนกลางไฟ: ห้าสิบเสียงจากผู้หญิงชายแดนภาคใต้

จิตต์ปภัสสร์ บัตรประโคน

ความ รุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงได้รับการนำเสนอผ่านสื่อมวลชนอย่าง ต่อเนื่อง ภาพความตาย ความสูญเสีย และความทุกข์ของผู้คนมีให้เห็นแทบทุกวัน เสียงร้องไห้ระงมของคนและแผ่นดินดังกังวานกลบสรรพเสียงอื่นๆ จนดูราวกับว่าแทบจะหากำลังใจ ความหวัง และความสุขสงบไม่ได้อีกแล้ว แต่เมื่อได้สัมผัสลึกเข้าไปในชีวิตและชุมชนที่นั่น เราได้พบความหวังที่สุกสกาวในหัวใจคนธรรมดาสามัญ ซึ่งเป็นดั่ง “ฝนกลางไฟ” ที่คอยประทังไฟไม่ให้ลุกลาม

แม้ ว่าเรื่องราวของชีวิตผู้คนในจังหวัดชายแดนใต้จะได้รับการถ่ายทอดออกมาหลาย ต่อหลายครั้ง โดยเฉพาะในรูปแบบหนังสือที่มีเป็นจำนวนมากในปัจจุบัน แต่ครั้งนี้นับว่าได้พลิกมุมมองการนำเสนอที่แตกต่างออกไป เพราะเสียงที่บอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดเป็น “เสียง” ของผู้หญิงจำนวนห้าสิบคน แต่ละคนเป็นผู้หญิงธรรมดาที่มีชีวิตอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ แต่ยังสามารถใช้ชีวิตอย่าง “ปกติ” เท่าที่จะเป็นไปได้ ผู้หญิงเหล่านี้มีทั้งแม่บ้าน ชาวนา ครู อาจารย์ พยาบาล หมอ นักศึกษา ผู้ใหญ่บ้าน นักพัฒนาเอกชน และภรรยาผู้ต้องคดีความมั่นคง ที่บางภารกิจและบทบาทต่างๆ กัน ได้เกื้อกูล เยียวยา และบรรเทาความเดือดร้อนของชีวิตผู้คนร่วมแผ่นดินที่นั่น โดยทุกๆ เรื่องราวปรากฏอยู่ในหนังสือ “ฝนกลางไฟ: พลังชีวิต พลังใจ ห้าสิบเสียงจากผู้หญิงชายแดนใต้”

สนิท สุดา เอกชัย ที่ปรึกษากองบรรณาธิการเขียนบทนำหนังสือเล่มนี้ เปรียบเทียบฝนกับผู้หญิง ซึ่งไม่เพียงทำให้เกิดความรู้สึกฉ่ำเย็น แต่ยังช่วยปรับสายตาให้มองถึงผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างเปี่ยมด้วยความ หวัง ดังความว่า

“ผู้หญิง “ธรรมดา” ที่ “ไม่ธรรมดา” ทั้งห้าสิบคนนี้เป็นตัวแทนของผู้หญิงอีกจำนวนมากที่ทำหน้าที่ของตนเองอยู่ เงียบๆ อย่างมุ่งมั่น แต่ละคนเปรียบเหมือนเม็ดฝนแต่ละเม็ดที่นำความเย็นมาสู่พื้นดินที่กำลังร้อน เป็นไฟ

ใน ยามที่เปลวเพลิงร้อนแรง เม็ดฝนเหล่านี้ทำได้แค่ประทังไฟไม่ให้ลุกลาม และให้ความเย็นชื่นใจได้บ้าง แต่เมื่อความร้อนลดองศาลง เม็ดฝนเหล่านี้แหละจะช่วยให้ดินที่แห้งกร้านได้กลับมาชุ่มชื้น เติมพลังใหม่ให้ต้นไม้ใบหญ้ากลับมาเขียวขจี อุดมสมบูรณ์และร่มเย็นดังเดิม

“ด้วยพลังของผู้หญิงเล็กๆ เหล่านี้ ความสงบในภาคใต้คงไม่ใช่ความฝันแน่นอน”

เนื้อหาในหนังสือ “ฝนกลางไฟ: พลังชีวิต พลังใจ ห้าสิบเสียงจากผู้หญิงชายแดนใต้” ประกอบด้วยบทสัมภาษณ์ผู้หญิงจากจังหวัดชายแดนภาคใต้จำนวน 50 คน แต่ละคนได้บอกเล่าสถานการณ์ ปัญหาความขัดแย้ง ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ตลอดจนถึงแนวทางและวิธีการที่จะแก้ไขเพื่อนำไปสู่ความสงบสุขสันติ ผู้อ่านจะได้เห็นมุมมองอันหลากหลาย จากประสบการณ์ในสถานการณ์ที่แต่ละคนเผชิญอยู่ บางเรื่องเศร้าสะเทือนใจ บางเรื่องตื่นเต้นสนุกสนาน อีกหลายเรื่องทำให้รู้สึกถึงพลังใจ ความมุ่งมั่น และความศรัทธาในวิถีชีวิต และการทำหน้าที่ของตนเอง ซึ่งความสำคัญของคนธรรมดาเหล่านี้อยู่ที่การสร้างประชาธิปไตยให้แก่การ อธิบายปัญหาความไม่สงบ ลดอำนาจและการผูกขาดคำอธิบาย ที่ถูกทำให้เป็นกิจกรรมเฉพาะกลุ่มคน เช่น นักวิชาการในการนำเสนอทางออกบนแนวคิดและกรอบทางทฤษฎี แต่บางครั้งขาดการสะท้อนถึงชีวิต ความคิด ความรู้สึกของชีวิตธรรมดา หรือ “ชีวิตคนข้างล่าง” ที่สัมผัส มีประสบการณ์โดยตรง และได้รับผลกระทบทุกวัน

ดัง นั้นหากผู้คนธรรมดาได้มีพื้นที่บอกเล่า หรืออธิบายปัญหาจากมุมมองแต่ละคนที่แตกต่างกันบ้างแล้ว การบรรลุถึงสันติภาพและความสงบสุขในอนาคต ย่อมจะเปิดกว้างแก่แนวทางและวิธีการที่หลากหลาย สอดคล้องกับความเป็นจริงของสถานการณ์ และผลกระทบต่อชีวิตในระดับที่แตกต่างกันไปมากขึ้น

นอก จากนี้การที่คน “ธรรมดา” ทั้งหมดล้วนเป็นผู้หญิง ก็เพื่อสื่อสารให้เห็นถึงกลุ่มคนที่มักถูกละเลย ทอดทิ้ง และกีดกัน ออกจากการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา หรือถูกจัดไว้เป็นเพียงผู้ได้รับผลกระทบ หรือ “เหยื่อ” ที่ต้องคอยรับการช่วยเหลือ ไร้ความสามารถในการกำหนดชะตากรรม การดำเนินชีวิต และการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการนำสันติภาพมาสู่ครอบครัว ชุมชน และสังคมตนเอง

การ ถูกกระทำและถูกละเลยดังกล่าว เป็นผลจากกระบวนการตั้งแต่ระดับนโยบาย และการปฏิบัติงานในพื้นที่เพื่อการแก้ไขปัญหาความไม่สงบ ดำเนินไปภายใต้การตัดสินใจ การจัดการ การควบคุม รวมถึงการประเมินผลที่มีสัดส่วนผู้ชายเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ขาดความอ่อนไหวต่อผลกระทบ ปัญหา และความต้องการแตกต่างกันระหว่างหญิงชาย

ความ แตกต่างนี้เป็นผลจากบทบาททางสังคมวัฒนธรรม สะท้อนความคาดหวังของสังคมที่มีต่อทั้งหญิงชาย โดยแต่ละสังคมมีความคิด ความเชื่อที่กำหนดนิยามและความหมายของความเป็นหญิงชาย นำมาสู่แบบแผน พฤติกรรม และการปฏิบัติที่ยอมรับกันในสังคมนั้น เช่น การเป็นลูกสาวถูกคาดหวังให้เป็นผู้ดูแลพ่อแม่ การเป็นเมียต้องซื่อสัตย์ คอยปรนนิบัติรับใช้สามี และคอยดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อยภายในบ้าน ขณะที่การเป็นแม่จะต้องเป็นผู้ดูแลทุกข์สุขของลูกและสมาชิกในครอบครัว เป็นต้น

จาก สถานะและบทบาททางสังคมดังกล่าวได้หล่อหลอมตัวตนของผู้หญิงให้เป็นผู้ดูแล เกื้อกูลและรับผิดชอบต่อคนอื่น กำหนดความสนใจไว้ในเรื่องใกล้ตัว และเป็นรูปธรรมได้แก่ ปัญหาปากท้อง ความเป็นอยู่ และชีวิตของสมาชิกในครอบครัว รวมถึงญาติพี่น้อง แม้แต่ในสถานการณ์ความรุนแรง ปัญหาเหล่านี้ได้รับความสำคัญเป็นอันดับแรก เมื่อใครถามว่าผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบต้องการความช่วยเหลือในเรื่องใด ส่วนใหญ่จึงต้องการได้รับการจ้างงาน มีอาชีพ และมีรายได้เพียงพอเลี้ยงดูครอบครัว ควบคู่ไปกับการสนับสนุนให้ลูกหลานในวัยเรียนได้รับการศึกษา

แนว ทางเพื่อแก้ไขปัญหาของผู้หญิงในสถานการณ์ความรุนแรง หรือสถานการณ์การต่อสู้ด้วยอาวุธจึงมุ่งไปที่ปัญหาขาดแคลนปัจจัยพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหาร เรื่องการดูแลรักษาพยาบาล หรือประเด็นที่ใกล้ชิดกับตัวเองและครอบครัว ก่อนเข้าร่วมจัดการปัญหาอื่นๆ ซึ่งอยู่นอกเหนือประสบการณ์ชีวิตของตนเอง

แต่ ทั้งนี้ผู้หญิงก็มิได้ละทิ้งประเด็นปัญหาส่วนรวม หรือปัญหาสาธารณะที่สมาชิกในชุมและสังคมต้องเผชิญร่วมกันเช่น ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ดังจะเห็นการเข้าร่วมในขบวนการสันติภาพ เพราะนั่นหมายถึงการที่ครอบครัวจะสามารถดำรงชีวิตอย่างปกติและสงบสุขได้ อย่างยั่งยืน

หาก มองปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้จากมุมมองของผู้หญิง ซึ่งเป็นมุมมองที่ได้เชื่อมโยงเข้ากับประสบการณ์ชีวิต บทบาททางสังคมวัฒนธรรม โดยเฉพาะการเป็นผู้ดูแลครอบครัวและชุมชนของตนเอง รวมถึงความรับผิดชอบและหน้าที่ของผู้หญิงในบริบทต่างๆ เชื่อได้ว่าจะเป็นโอกาสขยายมุมมองต่อการแก้ไขปัญหาให้กว้างขวางออกไป อย่างน้อยการนำเสนอเรื่องราวผ่านบทสัมภาษณ์ของผู้หญิงทั้ง 50คน อาจเป็นแนวทางและวิธีการในการแก้ไขปัญหาได้ถึง 50 แนวทาง

ตัวอย่างใน “นิทานดีสร้างเด็กดี” ครูเจะฮาฟเซาะ เจะอาแวบอก เราถึงปัญหาและผลกระทบจากสถานการณ์ ทำให้ครูทำการสอนได้ไม่เต็มที่ เพราะครูต้องมาโรงเรียนเป็นกลุ่มพร้อมกับชุดคุ้มครองที่ประกอบด้วยทหารและ ตำรวจ กว่าจะถึงโรงเรียนก็สาย แล้วต้องรีบกลับในช่วงบ่าย เมื่อครูเจะฮาฟเซาะนำเสนอปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ สิ่งที่ครูอนุบาลคนหนึ่งสนใจจึงอยู่ที่จะทำให้การศึกษามีประสิทธิภาพใน สถานการณ์เช่นนี้ได้อย่างไร

เช่นเดียวกับปาตีเมาะ ยูโซ๊ะ พนักงานคุมประพฤติ สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดปัตตานี ใน “ผู้นำความสดใสของเด็กๆ กลับคืนมา” เธอรู้สึกว่า แนวทางการเยียวยาและบำบัดของสถานพินิจฯ ควรได้รับการออกแบบให้เหมาะสมกับสังคมและสภาพปัญหาในแต่ละพื้นที่ โดยพื้นที่ที่มีคนมุสลิมอาศัยอยู่เป็นส่วนใหญ่ ทำให้มีเด็กและเยาวชนในกลุ่มนี้ทำผิดเป็นจำนวนมาก ควรนำแนวทางตามหลักคำสอนทางศาสนา หรือศาสนาบำบัดเพื่อเยียวยาและบำบัดพฤติกรรมของเด็ก

ความปรารถนาของปาตีเมาะที่จะเห็นสันติภาพจึงไม่ใช่เพียงการปราศจากเหตุร้ายและสถานการณ์ความไม่สงบ แต่เป็นสิ่งที่เธอบอกว่า

“สิ่ง ที่อยากเห็นมากที่สุดคือ มีคดีเข้ามาน้อยหรือไม่มีเลย จำนวนคดีที่น้อยลงเป็นเครื่องวัดความสำเร็จในการทำงานของเรา เราอยากให้บรรยากาศที่ดีเก่าๆ กลับคืนมาสู่สามจังหวัด อยากเห็นเด็กๆ มีแววตาสดใสเหมือนเดิม”

หนังสือ “ฝนกลางไฟ: ห้าสิบเสียงจากผู้หญิงชายแดนใต้” แทรกตัวขึ้นมาเพื่อสะท้อนชีวิตและประสบการณ์ของคนธรรมดา โดยการเลือกเสนอเฉพาะเรื่องราวและเรื่องเล่าของผู้หญิงเท่านั้น เป็นการกระตุ้นเตือนความทรงจำและความตระหนักต่อผลกระทบ ความต้องการ และศักยภาพของผู้หญิงที่ถูกละเลยไป

จากมุมมองและประสบการณ์ของผู้หญิงทั้ง 50 คนนี้ จะเป็น “ส่วนขยาย” และ “ต่อยอด” ความหวังในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบ และความรุนแรงที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้