South Watch.org South Watch.org
บทความพิเศษ
ผู้หญิงกับการสร้างสรรค์สันติภาพ
รวบรวมและเรียบเรียง โดย

ราณี หัสสรังสี

คณะทำงานวาระทางสังคม

สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สันติภาพ
การเคลื่อนไหวของผู้หญิงไทย

การประชุมระดับโลกเรื่องสตรีที่นครปักกิ่ง ได้ผ่านมาแล้ว 8 ปี การประชุมครั้งนั้นได้มีการประชุมคู่ขนาน เวทีองค์กรพัฒนาเอกชนเรื่องผู้หญิงในหัวข้อ “มองโลกผ่านสายตาผู้หญิง” มีผู้หญิงเกือบทั่วโลกจำนวนนับหมื่นกว่าคนเข้าร่วม ผู้หญิงไทยเข้าร่วมนับได้กว่า 70 คน เป็นครั้งแรกที่ผู้หญิงระดับรากหญ้าของไทยได้ไปร่วมการประชุมระดับโลก หลายคนมีความตื่นเต้นอย่างมากเมื่อพบว่าผู้หญิงที่มาจากทั่วทุกสารทิศของโลกที่แตกต่างกัน แต่เรามีปัญหาร่วมเช่นเดียวกัน ไม่ว่าเป็นเรื่องความรุนแรงในครอบครัว ตลอดจนถึงความรุนแรงทางโครงสร้างในสังคมที่กระทบต่อผู้หญิง เช่น ความยากจน การแย่งชิงทรัพยากร การทำลายสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ รูปแบบการใช้แรงงานหญิงที่เปลี่ยนแปลง การเลิกจ้างขนาดใหญ่ การรับช่วงเหมางานทำที่บ้าน และแรงงานในระบบที่ถูกทำให้เป็นแรงงานนอกระบบ มีหลายเรื่องที่เป็นเรื่องใหม่สำหรับขบวนการผู้หญิงในไทย เช่น เรื่องโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ การปรับโครงสร้าง (Structural Adjustment Programme) หรือบางเรื่องที่รู้สึกเป็นเรื่องใหญ่และไกลตัว เช่น สันติภาพ และความมั่นคงของมนุษย์ การใช้กำลังทหาร การค้าอาวุธ

ความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกและประเทศไทยในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ทำให้ประเด็นเรื่องใหม่และใหญ่ มิได้ไกลตัวจากสังคมไทยอีกต่อไป และประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ เชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน ซึ่งเป็นเรื่องท้าทายในการ “มองโลกผ่านสายตาผู้หญิง” เป็นอย่างยิ่ง

การเคลื่อนไหวสันติภาพไทย

ในคริสต์ศตวรรษที่ผ่านมา มีผู้กล่าวว่าเป็นศตวรรษแห่งความสุดโต่ง สุดโต่งทั้งในเรื่องเทคโนโลยี และความโลภ โกรธ หลงของมนุษย์ การเคลื่อนไหวสันติภาพไทยได้เกิดขึ้น ท่ามกลางความสุดโต่งดังกล่าว ปรากฏเป็นภัยของสงครามโลก สงครามภูมิภาค และการต่อสู้ของค่ายทุนนิยมกับค่ายคอมมิวนิสต์ พวกเราคงจำได้ดีถึงสงครามเอเชียมหาบูรพา การทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ที่ญี่ปุ่น สงครามเกาหลี และสงครามเวียตนาม แต่พอเริ่มต้นคริสต์ศตวรรษใหม่นี้ โลกต้องเผชิญกับภัยสงครามที่รุนแรงไม่แพ้กัน แม้ว่าสงครามเย็นได้ยุติไปแล้ว ความสุดโต่งที่สืบเนื่องมาจากยุคโลกาภิวัตน์ที่รุ่งโรจน์ในทศวรรษที่แล้วยังดำรงอยู่ และปรากฏออกมาในเหตุการณ์เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544 ติดตามด้วยสงครามถล่มอัฟกานิสถาน และสงครามอิรัก

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2544 พระภิกษุสงฆ์ แม่ชี นักวิชาการ ศิลปิน สื่อมวลชน และตัวแทนองค์การพัฒนาเอกชนได้ร่วมประชุมปรึกษาหารือกัน ณ ห้องประชุมอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา เพื่ออภิปรายถึงแนวทางการเสริมสร้างสันติภาพ ที่ประชุมดังกล่าวได้ร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์หลังเหตุการณ์ 11 กันยายน 2544 ว่า สหรัฐอเมริกาใช้เงินกว่า 10 ล้านล้านบาท เท่ากับรายได้ของคนไทยทั้งประเทศรวมกันมากกว่า 2 ปี เพื่อการก่อสงครามอัฟกานิสถาน สงครามนี้เกิดจากการตัดสินใจของผู้นำไม่กี่คน และเป็นการตัดสินใจในขณะที่ คนอเมริกันกว่าร้อยละ 90 มีความโกรธ ความกลัวและความเกลียดชัง การตัดสินใจเช่นนี้ น่าอันตรายอย่างยิ่ง นอกจากนี้ สหรัฐอเมริกาได้เคลื่อนไหวระดมทหารจากพันธมิตรด้วยวิธีการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นทางการเมือง การทูต และเศรษฐกิจ เพราะต้องการเผด็จศึก โดยส่งกำลังภาคพื้นดินเข้าไปภายหลังการทิ้งระเบิด และต้องการหลีกเลี่ยงการสูญเสียของกำลังภาคพื้นดิน เนื่องจาก ถ้าคนอเมริกันหรือพันธมิตรตายมาก จะนำมาซึ่งปัญหาการเมืองภายในประเทศ จะเห็นได้ว่า สหรัฐอเมริกา ได้ก่อสงครามทำลายล้าง รัฐบาลอัฟกานิสถาน ไม่ใช่สงครามทำลายกลุ่มผู้ก่อการร้าย ซึ่งมีผลทำให้ประชาชนคนบริสุทธิ์จำนวนมากต้องเสียชีวิต

หลังจากนั้น สถานการณ์สงครามใกล้ไทยมากยิ่งขึ้นเมื่อมีรายงานข่าวในหนังสือพิมพ์รายวัน The Nation ของไทย ฉบับวันที่ 11 มิถุนายน 2546 เรื่องนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เยือนสหรัฐฯ ว่า สหรัฐฯ ต้องการร่วมมือกับไทยในการทำสงครามกับการก่อการร้าย โดยเฉพาะหลังสงครามอิรัก การก่อการร้ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้เพิ่มขึ้น และการปูทางสู่ความร่วมมือทางทหารที่กองทัพสหรัฐฯ จะมาใช้เมืองไทยเป็นฐานของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนถึงสถานการณ์ในพม่า และความร่วมมือทางการค้า ระหว่างไทยและสหรัฐฯ การสนับสนุนองค์การการค้าโลก (WTO) เป็นต้น จะเห็นได้ว่า ปรากฎการณ์ของความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่กำลังเกิดขึ้น ส่งสัญญาณที่พวกเราคนไทยพึงระวัง เพื่อมิให้ประเทศชาติถลำไปสู่ความรุนแรงเชิงโครงสร้างในรูปแบบต่างๆ เช่น การเอาเปรียบกันทางเศรษฐกิจ การใช้กำลัง การก่อสงครามที่ขณะนี้กลายเป็นกระแสทั่วไปของโลก

เงื่อนไขความรุนแรงในบริบทโลกาภิวัตน์

โลกาภิวัตน์โดยบรรษัท

ในช่วงสองศตวรรษที่ผ่านมา ช่องว่างระหว่างประเทศที่รวยที่สุดกับจนที่สุดเปลี่ยนแปลงไปมากจาก 3 : 1 ในปี 2363 เป็น 72 : 1 ในปี 2535 บรรษัทต่าง ๆ ในประเทศร่ำรวยเติบโตอย่างรวดเร็ว การผนึกกำลังของอำนาจบรรษัทเกิดอย่างรวดเร็วขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่มีใครสามารถตรวจสอบและควบคุมได้ ในสหรัฐฯ มูลค่ารวมของการควบและผนวกกิจการเพิ่มขึ้นในอัตราปีละเกือบ 50% ทุกปี นับตั้งแต่ 2535-2541 และยังไม่เห็นแววยุติ การควบและผนวกกิจการโดยส่วนใหญ่ยังตามมาด้วยการลอยแพพนักงานขนานใหญ่อีกด้วย การกระจุกตัวดังกล่าวเกิดขึ้นมากที่สุดในภาคการเงินและโทรคมนาคม ส่อนัยเป็นลางร้ายอย่างยิ่งต่ออนาคตของประชาธิปไตย ในสหรัฐฯ เพียงประเทศเดียวจากต้น 2536 ถึงสิ้นปี 2540 มีการควบกิจการธนาคารพาณิชย์ 2,492 ครั้ง คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในธุรกิจประกันภัยมีทั้งสิ้น 5,114 กรณี มูลค่า 110,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และในวงการวิทยุและโทรทัศน์มีการควบกิจการ 1,453 กรณี คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 162,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2541 บรรษัทการธนาคารซิตี้คอร์ปและบรรษัทประกันภัยทราเวลเลอร์กรุ๊ปประกาศควบกิจการเพื่อสร้างสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก แม้แต่กฎหมายของสหรัฐที่ได้ตราไว้ เพื่อป้องกันการเกิดวิบัติทางการเงิน ที่เคยเกิดในช่วงยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ เมื่อปี 2472 ก็ถูกเพิกเฉย อุตสาหกรรมอื่นที่มีการรวมกิจการในอัตราเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วได้แก่บริการด้านสุขภาพ นายหน้าการลงทุน สาธารณูปโภค การกลั่นน้ำมันและก๊าซ โรงแรม และบ่อนการพนัน ในสหรัฐฯ มีผู้รับเหมาทางทหารรายใหญ่เพียงแค่สามรายเท่านั้น และมีผู้ผลิตเครื่องบินพาณิชย์โดยสารขนาดใหญ่เพียงรายเดียว” (เดวิด ซี.คอร์เท็น,2545) กระแสการควบกิจการ การผูกขาดของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่เหล่านี้ได้เกิดขึ้นทั่วโลก ธุรกิจเอกชนขนาดใหญ่ในประเทศต่าง ๆ ขยายอำนาจอิทธิพลของตนในลักษณะเดียวกัน

ในประเทศกำลังพัฒนา ข้อตกลงใหม่ ๆ ภายใต้กฎกติกาขององค์การการค้าโลก (WTO) และข้อกำหนดของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่เข้าไปกำหนดเงื่อนไขนโยบายทางเศรษฐกิจภายหลังประเทศพลาดพลั้งประสบวิกฤต ทำให้ตลาดการเงิน การค้า การลงทุนของประเทศเหล่านี้ถูกแทรกแซงทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ เกิดการควบกิจการทั้งจากบรรษัทข้ามชาติและบรรษัทในประเทศอย่างรวดเร็ว

โลกาภิวัตน์กับผู้หญิง

โลกาภิวัตน์ที่ขับเคลื่อนโดยบริษัทธุรกิจซึ่งเป็นผู้กุมทุนและเทคโนโลยี แต่ต้องการแสวงหาวัตถุดิบ และแรงงานราคาถูก และตลาดผู้บริโภคใหม่ ๆ เพื่อที่จะทำกำไรเพิ่มขึ้น สามารถใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากแรงงานหญิง ซึ่งมีลักษณะเหมาะสมตรงกับความต้องการของตนมากที่สุด ลักษณะที่ว่าคือ ความละเอียด ความขยันอดทน และว่านอนสอนง่าย ซึ่งสังคมบ่มมาให้เป็นคุณสมบัติของผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย นโยบายการเปิดเสรีด้านการลงทุนและการส่งออกนำเข้าของประเทศกำลังพัฒนา ช่วยให้บริษัทธุรกิจเคลื่อนย้ายสถานที่ประกอบการได้อย่างสะดวก เมื่อแรงงานของที่ใดเริ่มมีราคาแพง มีการแข็งข้อต่อรองมากขึ้น ก็สามารถย้ายไปหาที่ใหม่ที่ยังมีแรงงานหญิงส่วนเกินอยู่ ดังเช่นที่ โรงงานสิ่งทอ และเสื้อผ้าได้ปิดทำการ แล้วย้ายไปประเทศอื่นแทน

โลกาภิวัตน์ที่ขับเคลื่อนโดยบริษัทธุรกิจก็ชอบผู้หญิงมาก ในฐานะเป็นผู้บริโภครายใหญ่สำหรับสินค้าของตน ผู้หญิงมีหน้าที่ทั้งรับผิดชอบงานบ้านและดูแลทุกข์สุขของคนในบ้าน รายได้ที่เพิ่มขึ้นจะนำไปซื้อข้าวของจิปาถะ ตั้งแต่ของใช้ที่จำเป็นและเครื่องทุ่นแรงต่าง ๆ ในบ้าน ไปจนถึงสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น เครื่องสำอางค์ประทินโฉมของตัวเอง นอกจากเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายตนเองแล้ว ยังดูแลของลูกและสามี ลัทธิบริโภคนิยมที่เรามองว่าเป็นลักษณะของโลกาภิวัตน์ อีกอย่างหนึ่งก็มาพร้อมกับการเปิดการค้าและการลงทุนเสรีนั่นเอง และมีบริษัทธุรกิจเป็นตัวขับเคลื่อนผ่านการโฆษณาชวนเชื่อและสื่อบันเทิงต่าง ๆ จะเห็นได้ว่า ธุรกิจการขายสินค้าเงินผ่อนเฟื่องฟูไปด้วย การเพิ่มปริมาณบริโภคสินค้าและบริการเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เศรษฐกิจประเทศไทยเติบโตขึ้นอย่างมาก

ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่เกิดขึ้นหลังวิกฤตการเงิน ในปี 2540 ภาระหนี้สินล้นพ้นตัวในภาคธุรกิจเอกชน ทำให้ธุรกิจต้องปิดตัวลงหรือไม่ก็ปลดคนงานออกบางส่วนโดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้แรงงานหนาแน่น ซึ่งมีต้นทุนที่เป็นค่าแรงในสัดส่วนที่สูง ผู้หญิงต้องพยายามหางานในภาคนอกระบบมากขึ้น หมายถึง การเผชิญกับภาวะค่าจ้างต่ำลงและงานไม่ต่อเนื่อง เช่น การรับเหมาช่วงมาทำงานที่บ้านที่ปรากฏอยู่ทั่วไป เครือข่ายองค์กรผู้หญิงรายงานจากตัวอย่างที่พบเห็นมาว่า แรงงานหญิงไทยปัจจุบันต้องทำงานยาวนานขึ้นโดยไม่มีวันหยุด ในขณะที่ได้รับค่าจ้างเพียงครึ่งเดียวของที่เคยได้รับ รายงานจากประเทศอื่นที่ประสบภาวะเศรษฐกิจถดถอยมาแล้วในอดีต ยืนยันว่า ผู้หญิงที่ถูกปลดจากงานจะมีโอกาสน้อยกว่าผู้ชายที่จะหางานใหม่ทำได้ในระดับค่าจ้างและเงื่อนไขเท่ากับงานเดิม

แนวโน้มของโลกาภิวัตน์ คือการแข่งขันในการทำธุรกิจจะมีมากขึ้น โดยเฉพาะการที่ธุรกิจของคนในชาติจะต้องแข่งขันกับธุรกิจต่างชาติที่มีทุนและเทคโนโลยีที่เหนือกว่าภายในตลาดในประเทศของตนเอง เนื่องจากได้ผูกเข้ากับตลาดโลกไปแล้ว แรงงานไทยทั้งหญิงชาย จะต้องปรับทักษะของตนให้สูงขึ้น เพราะเครื่องจักรจะเข้ามาแทนแรงงานระดับไร้ทักษะมากขึ้น ผู้หญิงจะอยู่ในภาวะเสียเปรียบเช่นเคย เพราะตลาดแรงงานมีลักษณะเหมือนกันทั่วโลก คือลำเอียงเข้าข้างผู้ชาย รายได้ของผู้หญิงในประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับร้อยละ 60-70 ของผู้ชายเท่านั้น สำหรับผู้หญิงไทย สถิติตัวเลขของสภาพัฒน์ฯ ระบุว่าต้องมีการศึกษาสูงกว่าผู้ชายถึง 3 ปีโดยเฉลี่ย จึงจะมีรายได้เท่าเทียมกับผู้ชายในตำแหน่งงานเท่าๆกัน

สิ่งที่โลกาภิวัตน์ตามแนวทุนนิยมเสรีไม่เคยใส่ใจคือ ภาระงานในบ้านที่ผู้หญิงแบกรับอยู่ ทั้งที่เป็นงานผลิตและทำนุบำรุงทรัพยากรมนุษย์ สิ่งที่คนงานหญิงเรียกร้องมาตลอด ให้มีการจัดตั้งศูนย์ดูแลเด็กเล็กในสถานประกอบการ ไม่มีทางจะเกิดขึ้นได้ เพราะเป็นการลงทุนที่ไม่เห็นผลตอบแทนเป็นตัวเงิน แรงงานและเวลาที่ผู้หญิงใช้ไปกับงานดูแลครอบครัวและชุมชนก็เช่นเดียวกัน ไม่มีค่าทางเศรษฐกิจเพราะไม่มีค่าตอบแทนเป็นตัวเงิน ทั้งที่องค์การยูนิเฟมประมาณว่ามีมูลค่าถึงครึ่งหนึ่งของผลผลิตมวลรวมของโลก

แนวโน้มอีกด้านหนึ่งของโลกาภิวัตน์ก็คือ บริการทางสังคมต่าง ๆ ที่จำเป็นคือ การศึกษา สุขาภิบาล การสาธารณสุข ที่รัฐเคยเป็นผู้ลงทุนให้บริการแก่ประชาชน จะแปรรูปไปเป็นการทำธุรกิจบริการค้ากำไรโดยภาคเอกชน เพราะเชื่อว่าจะมีประสิทธิภาพสูงกว่า ซึ่งหมายความว่าครอบครัวของคนจน อาจจะไม่สามารถเข้าถึงบริการดังกล่าวที่มีคุณภาพได้ ในครอบครัวเหล่านี้ ภาระหนักขึ้นจะตกอยู่แก่ผู้หญิงในฐานะผู้บริการให้แก่ครอบครัว (ชนิดา จรรยาเพศ แบมฟอร์ด : 2545)

การบังคับเปิดประเทศในยุคโลกาภิวัตน์

ประเทศมหาอำนาจได้ใช้ การปรับโครงสร้าง (Structural Adjustment Programme) เป็นชุดนโยบาย ซึ่งผลักดันโดยผ่านกลไกธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF เพื่อเจาะตลาดภายในประเทศกำลังพัฒนาให้แก่บรรษัทข้ามชาติ (TNC) โดยใช้วิกฤตหนี้สินเป็นเครื่องมือทำลายกลไกต่าง ๆ ที่พิทักษ์อธิปไตยทางเศรษฐกิจภายในประเทศกำลังพัฒนา ชุดนโยบายดังกล่าวประกอบด้วย

• การลดกำแพงการค้า เปิดให้ผู้ผลิตต่างชาติเข้ามาแย่งตลาดกับผู้ผลิตภายในประเทศ
• การลดการอุดหนุนและการควบคุมราคาสินค้า เพื่อเปิดตลาดเสรีให้ขึ้นอยู่กับกลไกของตลาด
• การปรับโครงสร้างระบบการเงิน เพื่อให้ตลาดการเงินไหลเวียนเข้าออกประเทศอย่างเสรี
• การขายกิจการของรัฐให้เป็นธุรกิจเอกชน เปิดโอกาสให้บรรษัทต่างชาติธุรกิจขนาดใหญ่เข้ามาทำกำไร
• การส่งเสริมการลงทุนของเอกชนต่างชาติโดยเพิกถอนการควบคุมต่าง ๆ
• การลดการแทรกแซงโดยรัฐ ทั้งในด้านการบริหารจัดการเศรษฐกิจ และการจัดบริการทางสังคม เพื่อขยายบทบาทธุรกิจเอกชนขนาดใหญ่


ซึ่งสรุปได้เป็นสูตรนโยบายของระบบทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ หรือทุนเสรีนิยมผูกขาด 3 ประการ คือ

Deregulation การยกเลิกการควบคุมของรัฐ การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ

Liberalization การปล่อยเสรีทางการค้าและการเงิน

Privatization การแปรกิจการของรัฐให้เป็นธุรกิจเอกชน

ประเทศไทยนับแต่วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ได้ลงนามในสัญญาเงินกู้ หนังสือแสดงเจตจำนงค์ฯ กับ IMF 11 ฉบับ ได้ผูกพันให้ประเทศต้องสูญเสียอธิปไตยทางเศรษฐกิจภายใต้ปรัชญาความเชื่อการเปิดตลาดเสรีที่ผูกขาดมากขึ้นตามลำดับ ทำให้ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนยากจนขยายห่างมากขึ้น มีการวิจัยพบว่า สัดส่วนคนยากจนในประเทศไทยเพิ่มขึ้น กล่าวคือ ปี 2518-2519 กลุ่มประชากรร้อยละ 20 ที่มีรายได้สูงสุดมีส่วนแบ่งรายได้ร้อยละ 49.2 ปี 2543 ส่วนแบ่งดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 57.8 หรือสรุปได้ว่า คนเพียงหนึ่งในห้าของประเทศ มีรายได้รวมกันมากกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งหมดของประเทศ ในปี 2518-2519 กลุ่มประชากรร้อยละ 20 ที่มีรายได้สูงสุดมีส่วนแบ่งรายได้คิดเป็นประมาณ 8 เท่าของกลุ่มที่มีรายได้ต่ำสุด ปี 2543 อัตราส่วนนี้เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 15 เท่า วิกฤตเศรษฐกิจยิ่งทำให้คนส่วนใหญ่ของประเทศยากจนลง แต่ก็ทำให้คนส่วนน้อยกลุ่มหนึ่งร่ำรวยขึ้น เปรียบดังฟ้ากับเหว (ปรานี ทินกร,2545)

ความยากจนที่เกิดขึ้นกับคนส่วนใหญ่ของประเทศ จึงเป็นความยากจนเชิงโครงสร้าง กล่าวคือ โครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ทั้งในระดับประเทศและระดับโลกที่ผู้มีอำนาจ ทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม อ้างความชอบธรรมในการแสวงหาผล ประโยชน์

ความชอบธรรมดังกล่าวได้ถูกตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่น โลกาภิวัตน์ที่เป็นอยู่ปัจจุบัน เป็นสิ่งที่ดีสำหรับคนส่วนใหญ่ในโลกหรือไม่ การพัฒนาที่เน้นความจำเริญเติบโตทางเศรษฐกิจหรือ Growth ทำให้ชีวิตคนส่วนใหญ่มีความสุขสันติหรือไม่ การเน้นเศรษฐกิจส่งออกเป็นผลดีต่อคนส่วนใหญ่ในประเทศกำลังพัฒนาหรือไม่ การค้าเสรี เสรีจริงหรือไม่

ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วหรือร่ำรวย เช่น สหรัฐฯ และยุโรป ผลักดันให้ประเทศกำลังพัฒนาหรือยากจนลดการอุดหนุนเกษตร แต่กลับมีมาตรการต่าง ๆ นานา ภายในประเทศเพื่อช่วยเหลืออุดหนุนการเกษตรของตน ปัญหาหนี้สินของประเทศยากจนที่พอกพูนมากขึ้น คำถามต่าง ๆ เหล่านี้ได้ก่อรูปขึ้นเป็นความเคลื่อนไหวทางสังคม ของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากรูปแบบการพัฒนาที่เป็นอยู่ ทั้งในระดับประเทศ และระดับสากลที่ชัดเจนที่สุด คือ การประท้วงการประชุมขององค์กรการค้าโลกหรือ WTO ที่ซีแอตเติล ในปี 2542 การประท้วงครั้งใหญ่นี้ อาจกล่าวได้ว่า เป็นการต่อสู้กับ “การทำให้ทุกมิติของชีวิตเป็นของธุรกิจเอกชน” ซึ่งเป็นรูปแบบการรุกรานวิถีชีวิตของประชาชนในชุมชนท้องถิ่นต่าง ๆ ทั่วโลก

สงครามกับการก่อการร้าย

ปัจจัยทางวัฒนธรรม

พระไพศาล วิสาโล วิเคราะห์รากฐานทางวัฒนธรรมที่สำคัญ ของการก่อสงครามในยุคสมัยนี้ มี 2 ขั้ว คือ ขั้วของความเกลียดชัง และขั้วของความละโมบ

วัฒนธรรมแห่งความเกลียดชัง ซึ่งมาในรูปของขบวนการ Fundamentalism หรือมาในรูปของขบวนการก่อการร้ายกำลังกลายเป็นกระแสใหญ่ในระดับโลก ทั้งนี้โดยมีเชื้อจากการแบ่งขั้วในด้านต่าง ๆ รวมทั้งด้านเศรษฐกิจและด้านสังคม วัฒนธรรม

บุชก็มองโลกแบบนี้เช่นเดียวกัน คือเห็นอัลเคด้าและบางประเทศเป็นตัวแทนแห่งความชั่วร้ายที่ต้องกำจัดทุกวิถีทาง ดังที่เขากำลังทำอยู่ในเวลานี้ การมองโลกเป็นดำเป็นขาวขีดเส้นความดีความชั่วชัดเจนหรือ Moral Clarity ทำให้มีเหตุผลและความชอบธรรมในการจัดการกับคนที่คิดไม่เหมือนตัวโดยติดฉลากว่าเป็นตัวชั่วร้าย

ส่วนวัฒนธรรมแห่งความละโมบมีลักษณะพุ่งเข้าหาและยึดเอาไว้ ต้องการยึดถือ ครอบครองให้เป็นอมตะ ส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมแห่งความละโมบในยุคนี้ก็คือลัทธิบริโภคนิยมซึ่งกำลังกลายเป็นกระแสใหญ่อีกกระแสหนึ่งที่ครอบงำไปทั้งโลก มีอิทธิพลต่อชีวิตของผู้คนตั้งแต่เด็กไปถึงผู้ใหญ่ แม้กระทั่งตอนนี้วัยรุ่นก็ยอมขายตัวเพื่อจะมีโทรศัพท์มือถือหรือมีรถยนต์ อัตลักษณ์ของคนรุ่นใหม่ภายใต้วัฒนธรรมดังกล่าวอยู่ที่การบริโภคแล้วจะเป็นใคร เป็นคนมีคุณค่าหรือไม่ อยู่ที่ว่าคุณใช้สินค้ายี่ห้ออะไร การรวมกลุ่มจะผูกติดอยู่กับการบริโภค เช่น เที่ยวห้าง ดูคอนเสิร์ต หรือว่าจะรวมกลุ่มกันก็รวมกลุ่มกันโดยดูว่าใช้ของยี่ห้อเดียวกันหรือไม่ ไม่มียุคไหนไม่มีมุมไหนของโลกที่ปลอดพ้นจากบริโภคนิยม อันมาจากโทรคมนาคมผ่านดาวเทียมที่เป็นสื่ออย่างดีสำหรับการโฆษณา และรายการโทรทัศน์ที่กระตุ้นบริโภคนิยม เงินกลายเป็นสรณะอย่างใหม่ที่ผู้คนต่างมุ่งถือเอาประโยชน์ส่วนตัวเป็นใหญ่ ก่อให้เกิดผลกระทบตามมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกัน การคอรัปชั่น การทำลายสิ่งแวดล้อม ครอบครัวร้าวฉานเพราะพ่อแม่ก็มุ่งหน้าทำมาหาเงินหรือว่าสัมพันธ์กันด้วยผลประโยชน์ ชุมชนแตกแยกเพราะต่างคิดเอาประโยชน์ส่วนตัว เงินกลายมาเป็นตัวกลางความสัมพันธ์กันด้วยผลประโยชน์ ชุมชนแตกแยกเพราะต่างคิดเอาประโยชน์ส่วนตัว เงินกลายมาเป็นตัวกลางความสัมพันธ์แทนที่ความรัก ความเอื้ออาทร ในวัฒนธรรมแห่งความละโมบผู้คนต่างเห็นซึ่งกันและกันเป็นเหยื่อนั่นเอง แม้แต่ตัวบุคคล แต่ละคน ๆ ก็เริ่มจะรู้สึกแปลกแยกกับตัวเอง เพราะไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรแน่ เกิดความเครียดความกลัดกลุ้มมากขึ้น

อีกด้านหนึ่งของวัฒนธรรมแห่งความละโมบก็คือการตักตวงทรัพยากร เช่น ที่ดิน แร่ธาตุ ธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อมาตอบสนองลัทธิบริโภคนิยม ในกระบวนการดังกล่าวทุกสิ่งทุกอย่างถูกแปรให้เป็นสินค้าไม่เว้นแม้แต่ผู้หญิง เด็ก ประเพณี เป็นต้น การเอารัดเอาเปรียบเช่นนี้ ทำให้เกิดปัญหาความยากจน ควบคู่กับการกระจุกตัวของทรัพย์สิน และโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจทำให้ปัญหานี้รุนแรงมากขึ้น ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องกล่าวอย่างละเอียดในที่นี้ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเสรีการนำเข้า เปิดเสรีด้านการลงทุนล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อชาวไร่ชาวนาหรือว่าคนยากคนจน ซึ่งต้องได้รับผลกระทบจากสินค้าที่แพงขึ้นหรือต้นทุนที่สูงขึ้น” (พระไพศาล วิสาโล, 2546)

การตระหนักว่า โลกาภิวัตน์ที่ขับเคลื่อนโดยบรรษัทนั้น เป็นพลังขับดันอยู่เบื้องหลังความรุนแรง ความเกลียดชัง ความละโมบ ความสิ้นหวัง และความยากจนที่ปรากฏอยู่ในโลกปัจจุบัน จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการสร้างสันติภาพยุคนี้

สื่อมวลชนกับสงคราม

หากมิเอ่ยถึงบทบาทสื่อมวลชนในยุคสมัยใหม่เลยก็เหมือนขาดการวิเคราะห์กลไกสำคัญในการผลักดันความเห็นสาธารณชน หรือตัวจักรที่สร้างความชอบธรรมทางการเมือง สงครามอิรักครั้งนี้ ทั้งประธานาธิบดีบุช นายกรัฐมนตรีอังกฤษ โทนี แบลร์ และพวกพ้อง ต้องทำงานทางการเมือง การทูต อย่างหนัก ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนอย่างไม่ขาดสาย เพื่อสร้างความเห็นชอบจากมหาชนทั่วโลก ทั้งก่อนและระหว่างการปฏิบัติการทางทหาร

สื่อหนังสือพิมพ์ในประเทศตะวันตก เช่น รูเบิต เมอด็อค (Rubert Murdoch) ซึ่งเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ทั่วโลกกว่า 175 แห่ง ผ่านบรรษัท News Corp เผยแพร่อยู่ใน 3 ทวีป ตีพิมพ์ สัปดาห์ละกว่า 40 ล้านฉบับ เป็นหนังสือพิมพ์ที่ขายดีในออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอังกฤษ และมีอิทธิพลต่อมติมหาชนในประเทศเหล่านี้ เมอด็อกได้ให้สัมภาษณ์นิตยสารเดอะ บูลลาตินของออสเตรเลีย(ที่เขาไม่ได้เป็นเจ้าของ) อย่างตรงไปตรงมาว่า “สิ่งสำคัญที่สุดที่จะได้จากสงครามครั้งนี้ก็คือ ราคาน้ำมันจะลดลงมาเหลือบาร์เรลละ 20 เหรียญออสเตรเลีย ยิ่งใหญ่กว่าการลดภาษีในทุกประเทศ……..เมื่อขจัด (ผู้นำอิรัก) ออกไปแล้ว โลกทั้งโลกจะได้ประโยชน์จากน้ำมันถูก ซึ่งจะเป็นตัวกระตุ้น(เศรษฐกิจ)ที่สำคัญที่สุด” ประธานาธิบดีบุช ยังไม่สามารถประกาศถึงขนาดนี้ หนังสือพิมพ์ที่เมอ ดอคเป็นเจ้าของในอังกฤษ ได้แก่ The Sun, Sunday Times, The Times ในออสเตรเลียคือ The Australian, Brisbane Courier-mail, Sydney Daily Telegraph, Adelaide Advertise ในนิวซีแลนด์คือ Wellington Dominion-Post ในสหรัฐฯได้แก่ New York Post หนังสือพิมพ์เหล่านี้ทั้งหมด สนับสนุนสหรัฐฯและอังกฤษทำสงคราม ต่อต้านสันติภาพ ทั้งนี้เพราะรูเบิต เมอด็อค ต้องการเปลี่ยนมติมหาชนให้หันมาหนุนสงคราม ดังคำพูดที่ว่า “ชนะในด้านประชาสัมพันธ์นั้นสำคัญเท่ากับชนะด้านการทหาร” (Sunday Times) (ประชา หุตานุวัตร : 2546)

ทั้งนี้มิต้องพูดถึงการรายงานข่าวทางโทรทัศน์โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สถานีโทรทัศน์ CNN และเครือข่ายต่าง ๆ ที่ผู้ชมข่าวทั่วโลกต้องพยายามไขว่คว้าหาข่าวสารข้อมูลช่องทางต่าง ๆ มาตรวจสอบ ชั่งตวงวัดความน่าเชื่อถือของข่าว

การขยายอิทธิพลทางการทหาร

ประธานาธิบดี บิล คลินตัน เคยกล่าวไว้ในที่ประชุมแห่งหนึ่งว่า “สหรัฐฯ มีประชากรคิดเป็นร้อยละ 4 ของโลก และเราก็อยากจะเก็บเอาความมั่งคั่งของโลกร้อยละ 22 เอาไว้เป็นของเรา” หนทางการสร้างความมั่งคั่งของสหรัฐฯ กับหนทางการรักษาความมั่งคั่งในปัจจุบันของสหรัฐฯ ก็มาจากฐานคิดเดียวกัน (โจเซฟ เกอร์สัน,2545)

การที่ประธานาธิบดีจอร์จ บุช และทีมที่ปรึกษาสายเหยี่ยวประสบความสำเร็จในการผลักดันให้เกิดทฤษฎีสงครามล่วงหน้า (เพื่อป้องกันสงคราม) มาจากตรรกะและความชอบธรรมที่ทำเนียบขาวอ้างว่ากลุ่มก่อการร้ายทั้งหลาย ซึ่งนัยคือกลุ่มมุสลิม กำลังวางแผนจะก่อการร้าย ดังเหตุการณ์ 9/11 ในสหรัฐอเมริกาอีก ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมและความสูญเสียอันใหญ่หลวงดังเดิมอีก สหรัฐฯ จึงจำเป็นต้องทำสงครามกำจัดการก่อการร้ายที่จะเกิดขึ้น

ทฤษฎีสงครามที่โจมตีก่อนของนายจอร์จ บุช ครั้งนี้ นอกจากชื่อที่ใหม่แล้ว นอกนั้นล้วนเป็นของเก่าทั้งสิ้น วิธีการสร้าง “ปีศาจ” และเป้าหมายของสังคมใหม่ที่จะเกิดในประเทศทั่วโลกนั้น ล้วนเป็นอันเดียวกับทฤษฎีทรูแมนในการต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ มองย้อนกลับไปไม่มีประเทศไหนที่สหรัฐฯ เคยเข้าไปช่วยเหลือและช่วยสร้างระบบประชาธิปไตยสามารถก่อรูปของระบบประชาธิปไตยแบบอเมริกันได้สักประเทศ

แม้วลีสำคัญที่ให้ความชอบธรรมแก่สหรัฐฯ ในการโจมตีอิรัก.. “อาวุธทำลายล้างขนาดใหญ่” (massive destruction weapons) ก็เป็นวลีที่ประดิษฐ์ขึ้นมาหลังทฤษฎีทรูแมนออกใช้แล้ว แต่ที่ตลกและ เป็นเรื่องตรงกันข้าม ก็คือ ตอนนั้นคนสร้างวลีนี้ขึ้นมาคือนายจอร์จ เคนแนน (George F. Kennan) ต้องการใช้วลีนี้มาวิพากษ์นโยบายสงครามเย็นของสหรัฐฯ ที่เริ่มจากการทิ้งระเบิดปรมาณูใส่ญี่ปุ่น จนนำไปสู่การแข่งขันสร้างอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างประเทศมหาอำนาจและประเทศที่อยากมีอำนาจอื่น ๆ ไปทั่วโลก โดยเขาวิจารณ์ว่า สหรัฐฯ เป็นคนแรกที่ริเริ่มนโยบายต่างประเทศด้วยการใช้ “อาวุธทำลายล้างขนาดใหญ่” (massive destruction weapons)

นี่คือบริบททางประวัติศาสตร์ของ “อาวุธทำลายล้างขนาดใหญ่” (massive destruction weapons) ที่บัดนี้กลับกลายมาเป็นข้ออ้างในการสร้างความชอบธรรมให้แก่สหรัฐฯ ในการใช้ “สงครามโจมตีล่วงหน้า” ต่อผู้อื่นก่อนได้ เพราะสิ่งนี้เป็นหลักฐานอันสำคัญที่สุดที่สหรัฐฯ นำมาใช้เล่นงานอิรัก และโน้มน้าวสหประชาชาติให้ต้องดำเนินตามเจตนารมณ์ของสหรัฐฯ

คำถามสุดท้ายซึ่งนายจอร์จ บุชไม่ได้ให้คำตอบและแนวทาง แต่ได้วางรากฐานให้กับมัน และเป็นสิ่งที่ประชาชนและประเทศทั้งหลายจะต้องหาคำตอบกันเอาเอง ก็คือการใช้การทหารมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อไปบรรลุเป้าหมายทางการเมือง (เช่น การสร้างเสรีภาพ และประชาธิปไตยให้กับสังคมอื่น ๆ นั้น) เป็นสิ่งที่กระทำได้จริง ๆ หรือ (ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ, 2546)

วุฒิสมาชิกวิลเลียม ฟุลไบรต์ (William Fulbright) ประธานคณะกรรมาธิการว่าด้วยความสัมพันธ์กับต่างประเทศของวุฒิสภาได้กล่าวเตือนสติรัฐบาลสหรัฐฯ สมัยประธานาธิบดี ลินคอน จอห์นสัน ครั้งที่สหรัฐฯ ขยายการทำสงครามล้างเผ่าพันธุ์กับคนเวียตนามว่า “อำนาจมักจะพาตัวมันไปสับสนปนเปกับคุณงามความดีอยู่เสมอ แล้วชาติใหญ่ ๆ ก็คอยจะหลงไปกับความคิดที่ว่า การที่ตนมีอำนาจเป็นสัญญาณว่า พระเจ้าโปรดประเทศของตน” เขาเตือนว่าสหรัฐฯ “อาจจะเลื่อนเปื้อนไปทำข้อผูกพันซึ่ง… ไพศาลเกินกว่าศักยภาพอันยิ่งใหญ่ของอเมริกาจะรับได้…” เขาระบุต่อไปถึงแง่มุมด้านจิตวิทยาว่าด้วย “ความจำเป็นที่ชาติต่าง ๆ ดูเหมือนจะต้องพิสูจน์ว่า ชาติของตนใหญ่กว่า ดีกว่า และเข้มแข็งกว่าชาติอื่น ๆ” พร้อมกับย้ำว่า “สิ่งที่แฝงอยู่ในแรงกระตุ้นดังกล่าว ก็คือ สมมติฐานว่าแสนยานุภาพ (Force) คือ เครื่องพิสูจน์ที่เด็ดขาดของความเหนือกว่า (Superiority) เมื่อชาติใดชาติหนึ่งแสดงให้เห็นว่ามีกองทัพแข็งแกร่งกว่า ก็ย่อมเท่ากับพิสูจน์ได้ว่า มีกำลังคน สถาบัน หลักการและอารยธรรมโดยรวมที่ดีกว่านั่นเอง” (โจเซฟ เกอร์สัน,2545) รากเหง้า ความคิดเช่นนี้ยังใช้อธิบายลักษณะจักรวรรดินิยมอเมริกาในปัจจุบันได้อย่างไม่ห่างไกลกันนัก

ภัยอันตรายของอาวุธร้ายแรง และสงคราม

ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ แห่งศูนย์ข่าวสารสันติภาพ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้กล่าวถึง เงาอันตรายจากอาวุธนิวเคลียร์ในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 21 นี้ ยังแผ่ปกคลุมโลกอยู่ ด้วยเหตุผลหลายข้อ คือ

1. มหาประเทศยังไม่ยอมยุติการครอบครองและทดลองอาวุธนิวเคลียร์ของตน
2. อุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปรมาณูและอาวุธนิวเคลียร์เกิดขึ้นมากครั้งกว่าที่หลายคนคิดในช่วงครึ่งศตวรรษหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
3. ประเทศอีกหลายประเทศกลายเป็นสมาชิกอันตรายใน “สโมสรนิวเคลียร์” (nuclear club)
4. การก่อการร้ายที่อาศัยอาวุธมหาชนวินาศ (Weapons-of-mass-destruction) อันประกอบไปด้วยอาวุธเคมี ชีวภาพ รังสี และนิวเคลียร์ ที่รวมเรียกว่า CBRN กำลังกลายเป็นภัยคุกคามโลกที่ “เป็นจริง”
5. ประเทศที่เป็นคู่ขัดแย้งกันมานาน ทำสงครามกันมาแล้ว 3 ครั้ง และมีศักยภาพใช้อาวุธนิวเคลียร์ด้วยกันทั้งคู่อย่างอินเดีย กับปากีสถาน กำลังเดินอยู่บนหุบเหวแห่งมหัตภัยสงคราม มีการศึกษาพบว่าตั้งแต่ปี 2531- มิถุนายน 2543 มีเหตุการณ์รุนแรงเฉพาะบริเวณชายแดนของสองประเทศนี้ แถบแคว้นแคชเมียร์ 45,500 ครั้ง แต่ละประเทศมีอาวุธนิวเคลียร์จำนวนพอ ๆ กัน คือ ขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์ 12 ถึง 18 ลูก วิกฤตระหว่างสองประเทศนี้ ได้มีการวิเคราะห์ว่า หากเกิดการใช้อาวุธนิวเคลียร์ระหว่างสองประเทศจะมีผู้เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 12 ล้านคน


ก่อนสงครามอิรัก นักวิเคราะห์ด้านยุทธศาสตร์สายเหยี่ยวของอเมริกาก็ได้เตือนว่า สงครามในอิรักจะนำไปสู่ “หายนะภัย ด้านการแพร่ขยายอาวุธครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์” ถ้าอิรักมีอาวุธเคมีและอาวุธชีวภาพ เผด็จการที่นั่นจะควบคุมมันไว้อย่างดี และแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่อิรักจะใช้อาวุธที่มีพลานุภาพทำลายล้างสูงที่มีอยู่ยกเว้นเป็นหนทางสุดท้ายถ้าถูกโจมตี เพราะจะทำให้เกิดการเผาผลาญเป็นจุลในทันที โอกาสที่อาวุธเหล่านี้จะหลุดมือไปสู่ผู้นำอย่างอุสมา บินลาดิน ก็แทบจะไม่ได้เลย ทั้งนี้ เพราะจะเป็นภัยคุกคามอย่างใหญ่หลวงต่อซัดดัม ฮุสเซ็นเอง ยังไม่ต้องคิดไปถึงปฏิกิริยาของโลกที่จะเกิดขึ้น ถ้ามีใครแพร่งพรายว่าอิรักจะส่งมอบอาวุธไปเช่นนั้น แต่เมื่อถูกโจมตี สังคมจะล่มสลายลง รวมทั้งระบบควบคุมอาวุธที่มีพลานุภาพทำลายล้างสูงก็จะล่มสลายด้วย นักวิชาการด้านการก่อการร้ายชี้ว่า ในสถานการณ์เช่นนั้น มีโอกาสที่อาวุธเหล่านี้จะตกไปอยู่ในการครอบครองของเอกชน และถูกขายไปให้กับ “ตลาดอาวุธที่ไม่ธรรมดา ซึ่งไม่ยากที่จะหาผู้ซื้อได้” นั่นจะเป็น “สภาพของฝันร้าย” อย่างแท้จริง (โนม ชอมสกี,2546)

ก่อนการเกิดสงครามอิรักครั้งแรก รายได้ประชาชาติต่อหัวของอิรักขึ้นสูงสุดถึง US$ 9,000 ในปี 2522 หลังจากการทำสงครามกับอิหร่าน (2523-2531) และสงครามอ่าวเปอร์เซีย (2533-2534) รายได้ประชาชาติต่อหัวของอิรักประมาณว่าลดลงเหลือเพียง US$1,000 – 1200 ในปี 2544 หมายความว่ามาตรฐานความเป็นอยู่ของประชาชนเสื่อมถอยลงถึงร้อยละ 90

นักเศรษฐศาสตร์ได้ประมาณความเสียหายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจดังต่อไปนี้

• สงครามระหว่างอิรัก-อิหร่าน (2523-2531) ทำลายทุนสำรองของประเทศ ลดการผลิตน้ำมัน ลดการส่งออก และลดสินทรัพย์ของต่างชาติไป 450,000 ล้านดอลล่าร์
• สงครามอ่าวเปอร์เซีย (2533-2534) ซึ่งเป็นผลจากการที่อิรักบุกคูเวต ทำให้สหประชาชาติเห็นชอบให้มหาอำนาจถล่มอิรักตอบแทน ทำลายโครงสร้างพื้นฐานของอิรักไป 230,000 ล้านดอลล่าร์
• การคว่ำบาตรอิรักทางการค้าโดยสหประชาชาติ ตั้งแต่ปี 2534 เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน มีผลเสียหายต่อการผลิต ทรัพยากรเงินทุน และรายได้ของประเทศคิดเป็นมูลค่าเทียบเท่ากับผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศถึง 8 ปีรวมกัน


ในด้านสังคมตามดัชนีการพัฒนามนุษย์ของสหประชาชาติ ประเทศอิรักอยู่ในอันดับที่ 50 ในจำนวน 130 ประเทศ ในปี2533 แต่ทว่า10 ปีหลังจากนั้น อิรักร่วงลงมาอยู่อันดับที่ 126 จาก 174 ประเทศในปี 2543 สาเหตุมาจาก ผลลัพธ์โดยตรงจากสงครามอ่าวเปอร์เซีย (2534)

• มีการประมาณขั้นต้นว่าชาวอิรัก 100,000 คน เสียชีวิตเพราะสงคราม แต่ยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัด
• 2.5 ล้านคนต้องอพยพออกจากถิ่นที่อยู่เพื่อหลีกหนีภัยสงคราม
• ในจำนวนนี้มี 1.3 ล้านคน อพยพข้ามพรมแดนไปลี้ภัยในประเทศเพื่อนบ้าน คือ อิหร่าน ซาอุดิอาระเบีย ตุรกี คูเวต และซีเรีย (รายงานของสำนักข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ UNHCR)
• ในปี 2546 ยังมีผู้อพยพชาวอิรักอยู่ในประเทศอิหร่าน 200,000 คน และในซาอุดิอาระเบีย 5,200 คน
• ระบบการผลิตและแจกจ่ายไฟฟ้าถูกทำลายโดยการทิ้งระเบิดระหว่างสงคราม ปัจจุบัน 1 ใน 3 ของระบบไฟฟ้ายังใช้การไม่ได้ ส่งผลกระทบต่อบริการพื้นฐานด้านน้ำประปา และสุขาภิบาล (รายงานขององค์กรอ๊อกซ์แฟม)


ผลสืบเนื่องจากการถูกคว่ำบาตรทางการค้าโดยสหประชาชาติ (2534-2546)

• 16 ล้านคน (จากประชากรทั้งหมด 22 ล้านคน) ต้องพึ่งการปันส่วนอาหารจากรัฐ การแจกจ่ายอาหารเคยทำเดือนละครั้ง แต่ตั้งแต่ปี 2545 มีการยืดเวลาเป็น 2 เดือนต่อครั้ง
• อัตราการตายของเด็กทารกเพิ่มขึ้น 2 เท่า เมื่อเทียบกับระยะก่อนถูกคว่ำบาตร
• เด็กเกือบ 1 ล้านคน อยู่ในสภาพขาดสารอาหารอย่างต่อเนื่อง (รายงานของยูนิเซฟ)
• ยูนิเซฟประมาณว่ามีเด็กตายไปแล้ว 500,000 คน ที่เป็นผลกระทบโดยตรงจากการคว่ำบาตร โดยเฉลี่ยมีเด็กตายไปเดือนละ 4,500 คน
• อาการขาดสารโปรตีนในผู้ใหญ่ปรากฏให้เห็นทั่วไป (องค์การอนามัยโลก)
• ก่อนการที่คว่ำบาตร 70% ของคนในชนบทมีน้ำดื่มที่สะอาด ปัจจุบันเหลือเพียง 46% (รายงานขององค์การช่วยเหลือเด็ก Save the Children)
• มีการประมาณว่า มีประชาชนอิรักที่เสียชีวิตจากทุโภชนาการ และโรคภัยไข้เจ็บที่น่าจะป้องกันได้ อันเป็นผลจากการถูกคว่ำบาตรทางการค้า อยู่ในระหว่าง 250,000 – 1 ล้านคน ซึ่งมากกว่าการเสียชีวิตในสงครามหลายเท่า


ข้อมูลจาก www.costofwar.com ให้ตัวเลขของค่าใช้จ่ายในสงครามอิรักครั้งนี้ จนถึงวันที่ 26 เมษายน 2546 ระบุไว้ว่าใช้เงินไปแล้วถึง 45,060,000,000 เหรียญสหรัฐ โดยทุก ๆ วินาทีตัวเลขยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อนำเงินนี้มาคำนวณพบว่า สามารถนำไปใช้ ให้การศึกษาสำรับเด็กก่อนวัยเรียน เป็นเวลา 1 ปี ได้ 6,370,713 คน เป็นค่าบริการสุขภาพเด็ก เป็นเวลา 1 ปี ได้ 19,314,260 คน จ้างครูมาสอนในโรงเรียนรัฐบาล เป็นเวลา 1 ปี ได้ 858,290 คน ให้ทุนการศึกษาสำหรับเด็กชั้นปริญญาตรี เป็นเวลา 4 ปี 1,142,939 คน เปลี่ยนรถยนต์ให้เป็นรถใช้ก๊าซธรรมชาติ ได้ 11,265,128 คัน สร้างบ้านราคาถูกให้กับประชาชน ได้ 643,723 หลัง

การครองความเป็นจ้าวทางเศรษฐกิจและการทหาร : สองด้านของเหรียญจักรวรรดินิยม

นับแต่เริ่มลงมือทำสงครามเป็นต้นมา รัฐบาลของประธานาธิบดีบุชเลี่ยงมาโดยตลอดที่จะไม่พูดถึงผลตอบแทนทางธุรกิจที่กำลังทำกันขึ้นในอิรักสำหรับสหรัฐฯ และบรรษัทต่างชาติอื่น ๆ แต่ก็ได้ลงมือดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ กันไปแล้ว เช่น ทำสัญญากับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งชื่อ บริการขนถ่ายแห่งอเมริกา (Stevedoring Services of America) ให้บริหารท่าเรือที่เมืองอุมม์กาสร์ สัญญาอีกฉบับทำกับบริษัทชื่อ กลุ่มทรัพยากรระหว่างประเทศ (International Resources Group) ให้เข้ามาให้ความช่วยเหลือด้านวิชาการก่อสร้าง ซึ่งจะไปแบ่งสรรงานกับบริษัทผู้รับเหมาของสหราชอาณาจักรชื่อ คราวน์เอเยนต์ (Crown Agents) ซึ่งก็เป็นผลงานการถ่ายโอนการผลิตไปสู่ภาคเอกชนของสำนักงานให้ความช่วยเหลือด้านการพัฒนาแห่งหนึ่งของอังกฤษนั่นเอง

สำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (U.S. Agency for International Development) ซึ่งทำหน้าที่ประสานให้เกิดการวางแผนบูรณะปฏิสังขรณ์ต่าง ๆ ขึ้นในอิรักขณะนี้ ได้ให้สิทธิพิเศษแก่บริษัทวิศวกรรมขนาดใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ในสหรัฐฯ ราว 6 แห่งในการเสนอประมูลงานการสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน

เห็นชัด ๆ แล้วว่าโอกาสการทำธุรกิจในอิรักนั้นมีให้หยิบฉวยมากมายมหาศาล ว่ากันว่า รัฐบาลของประธานาธิบดีบุช ลงมือจัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจ (Task Forces) ขึ้นมาราว 10 ชุด ให้ทำหน้าที่วางแผนการแปลงรูปทุกสิ่งทุกอย่างในอิรักตั้งแต่การเกษตรไปจนถึงการธนาคาร คาดกันว่าบรรดาบริษัทของสหรัฐฯ จะได้รับสัญญาให้เข้าไปปรับโครงสร้างและดูแลจัดการสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เช่น สนามบิน โรงเรียน และโรงพยาบาล

โรเบิร์ต แม็คฟาร์เลน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงในสมัยรัฐบาลประธานาธิบดีเรแกน และไมเคิล เบลเซอร์ ผู้บริหารอาวุโสของบริษัทบริหารกองทุนหุ้นสามัญแห่งหนึ่ง ได้ร่วมกันตีพิมพ์บทความในหน้าบทบรรณาธิการของ นสพ. วอลล์สตรีทเจอร์นัล ในหัวข้อว่า “ยึดอิรักให้เอกชน (Taking Iraq Private)” ทั้งสองคนให้ความเห็นว่า “สหรัฐฯ และพันธมิตรน่าจะรวมกันตั้งทีมธุรกิจเอกชนขึ้นมาทำหน้าที่ ‘คณะกรรมการดำเนินงาน’ เพื่อควบคุมและติดตามตรวจสอบ” การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ (Economic restructuring)

ในการประชุมสัมมนาของมูลนิธิเฮอริเทจ (Heritage Foundation) ซึ่งเป็นพวกฝ่ายขวาเมื่อฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว มีการประกาศข้อเรียกร้องอย่างโจ่งแจ้งให้มีการถ่ายโอนการผลิตไปสู่ภาคเอกชน ไม่ใช่แค่ให้มีการลงทุนของภาคเอกชนเท่านั้น ในเอกสารซึ่งเสนอต่อที่ประชุมสัมมนาครั้งนั้น (และมีการแก้ไขปรับปรุงอีกครั้งเมื่อเดือนมีนาคม 2546) แอเรียล โคห์น และเจอรัลด์ โอดริสคอลล์ เขียนเอาไว้ว่า “การจะฟื้นฟูและสร้างความทันสมัยให้แก่ระบบเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลที่ตั้งขึ้นหลังยุคซัดดัม จำเป็นต้องดำเนินงานเรื่องต่าง ๆ ที่เป็นนโยบายเศรษฐกิจจำเพาะด้าน (Economic policy fronts) ไปพร้อม ๆ กัน ต้องหาประโยชน์จากประสบการณ์ของประเทศอื่น ๆ ในการดำเนินการถ่ายโอนการผลิตไปสู่ภาคเอกชนและปฏิรูปโครงสร้าง” ผู้เขียนทั้งสองยืนยันต่อไปว่าสิ่งที่เขาทั้งสองเรียกว่าบทเรียนที่หนึ่งก็คือ “การถ่ายโอนการผลิตไปสู่ภาคเอกชนนั้น ทำที่ไหนก็ได้ผลทุกที่ (Privatization Works Everywhere.)”

เมื่อเดือนกันยายน 2545 เว็บไซต์วอชิงตันของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ รายงานเนื้อหาเต็ม ๆ ของการหารือในที่ประชุมของมูลนิธิเฮอริเทจ โดยอ้างคำพูดของโคห์นที่ว่า สิ่งที่อยู่ในรายการคำแนะนำลำดับต้น ๆ ของเขาก็คือ “ภาวะแวดล้อมด้านกฎหมายที่ทันสมัยซึ่งรับรองสิทธิในทรัพย์สิน (Property rights) ที่อิรักไม่มีในตอนนี้ อันจะเป็นตัวช่วยให้เกิดการถ่ายโอนการผลิตไปสู่ภาคเอกชนได้”

เสียงเรียกร้องให้มีการถ่ายโอนการผลิตไปสู่ภาคเอกชนของสหรัฐฯ ก็เช่นเดียวกับเรื่อง อื่น ๆ เกี่ยวกับอิรัก ตรงที่ไปก้องกังวานอยู่ที่อังกฤษด้วย สถาบันของคนรักตลาดเสรีอย่าง อดัมสมิธ (Free market-loving Adam smith Institute) ออกเอกสารชุดหนึ่งใช้ชื่อว่า “มุ่งสู่วาระทางเศรษฐกิจและการจัดระเบียบการปกครองสำหรับอิรักยุคใหม่ (Toward an Economic and Governance Agenda for a New Iraq)” เนื้อหาตอนหนึ่งของเอกสารดังกล่าวตั้งต้นด้วยคำประกาศที่ว่า “การถ่ายโอนการผลิตไปสู่ภาคเอกชนเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ (Sine qua non) ในการปฏิรูปอิรักให้สำเร็จ” ในเอกสารกล่าวต่อไปอีกว่า “ในอิรักมีอะไรต่ออะไรมากมายให้ถ่ายโอนไปสู่ภาคเอกชน เพราะเศรษฐกิจจำนวนมหาศาลอยู่ในครอบครองของรัฐ” และเสนอว่าในบรรดาภาคการผลิตที่น่าจะเปิดให้เข้าไปทำมาหากินได้ ได้แก่ อุตสาหกรรมเหมืองแร่ สารเคมี และการก่อสร้าง (ฟิลิป แมตทีรา,2546)

สันติภาพ
ภาคประชาสังคมกับการต่อต้านสงครามทั่วโลก : 15 กุมภาพันธ์ 2546

สิ่งที่ได้กล่าวมาข้างต้น เป็นข้ออธิบายว่าทำไมสาธารณชนทั่วโลก จึงไม่เห็นด้วยกับการที่สหรัฐอเมริกาและอังกฤษทำสงครามกับอิรัก เนื่องจากไม่ต้องการเห็นการใช้กำลังทหารเป็นวิธีการแก้ปัญหาใด ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเห็นได้ชัดว่าการก่อสงครามครั้งนี้เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของมหาอำนาจทั้งสองเองเป็นหลัก

ขบวนการสังคมและองค์กรประชาชนทั่วโลกจึงได้นัดหมายกันแสดงออกซึ่งความไม่เห็นด้วยกับสงครามครั้งนี้ ด้วยการชุมนุมอย่างพร้อมเพรียงกันในเมืองต่าง ๆ 311 เมือง ทั่วโลกในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2546 เพื่อให้ความเห็นของประชาชนเป็นที่ประจักษ์แก่รัฐบาลของทุกประเทศ สหประชาชาติ และสถาบันระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งประชาชนชาวโลกทั้งปวง

การนัดหมายเริ่มขึ้นในการประชุมเวทีสังคมยุโรปที่เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2545 เริ่มด้วยการเดินขบวนของประชาชน 1 ล้านคนที่นั่น และได้รับการขานรับต่อเนื่องในการประชุมของขบวนการประชาชนในที่ต่าง ๆ รวมทั้งในการประชุมเวทีสังคมเอเชียเมื่อต้นเดือนมกราคม 2546 ที่เมืองไฮเดอราบาด อินเดีย และการประชุมเวทีสังคมโลกที่เมืองปอร์โต อเลเกร ประเทศบราซิล ซึ่งมีคนเข้าร่วมนับแสนคน

การชุมนุมในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ มีคนเข้าร่วม 1 ล้านคน (โพลระบุ คนอังกฤษ 58% ไม่ต้องการสงคราม) ในขณะที่กรุงโรม มีคนร่วมเดินขบวนถึง 1.5 ล้านคน ตามตำแหน่งที่ตั้งบนโลก ประเทศไทยเป็นประเทศแรก ๆ ที่ร่วมการชุมนุมใหญ่ทั่วโลกในครั้งนี้ ประเทศที่ได้เริ่มชุมนุมเช้ากว่าไทยคือ เมืองอาดีเลด และแคนเบอร์ร่า บริสเบน เพิร์ธ และอื่น ๆ ในประเทศออสเตรเลีย อ็อคแลนด์ และไครสต์เชิช ในประเทศนิวซีแลนด์ และกรุงโตเกียว ประเทศอาทิตย์อุทัย และที่เริ่มพร้อม ๆ กับไทยคือที่กรุงจาการ์ตา (ประเทศอินโดนีเซีย) ฮ่องกง และกรุงมะนิลา (ประเทศฟิลิปปินส์)

มีเมืองต่าง ๆ 604 แห่งทั่วโลกที่มีการชุมนุมประท้วงการก่อสงครามหรือการชุมนุมเพื่อสันติภาพ ที่ประเทศไทยมีผู้เข้าร่วมทั่วประเทศ ที่กรุงเทพฯ นับพันกว่าคน ที่เชียงใหม่นับร้อยกว่าคน ที่ปัตตานีนับหมื่นกว่าคน

ผู้หญิงอยู่ตรงไหนในการสร้างสรรค์สันติภาพ

ผู้คนทั่วโลกนับจำนวนล้าน ๆ คน ซึ่งมีวัยรุ่นและผู้หญิงเข้าร่วมจำนวนมาก พร้อมใจกันออกมาเดินบนท้องถนน ชุมนุมคัดค้านสงครามที่สหรัฐฯ พยายามหาเหตุก่อขึ้นในอิรัก แต่ก็มิอาจยับยั้งได้ แม้ข้อมูลปรากฏชัดว่า สงครามที่เกิดขึ้นตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง พลเมืองตกเป็นเป้า บาดเจ็บล้มตายมากกว่าทหารที่รบกันทั้งสองฝ่าย

ในการก่อสงครามอิรักของสหรัฐฯ ครั้งนี้ ผู้หญิงไทยคนหนึ่งต้องสูญเสียลูกชายวัยหนุ่มแน่นไป ผู้หญิงอิรักนับแสน ต้องสูญเสียคนรัก สามี ลูกชาย ลูกเล็ก ญาติพี่น้อง มิตรสหาย ตลอดจนต้องเข้าร่วมในการรบราฆ่าฟันและตกเป็นเหยื่อของสงครามในรูปแบบต่าง ๆ ผู้หญิงอเมริกันจำนวนไม่น้อยก็ต้องประสบกับความสูญเสียเช่นกัน

สงครามยังไม่ยุติเพียงที่อิรัก สันติภาพและความเป็นธรรมยังเป็นหนทางอีกยาวไกลของศตวรรษใหม่นี้ ผู้หญิงจำเป็นต้องมีบทบาทมากขึ้นในการจรรโลงและสร้างสรรค์สันติภาพร่วมกับขบวนการสันติภาพทั้งในระดับประเทศและระดับโลก เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสีย และหายนะที่มีแนวโน้มรุนแรงกว่าที่เป็นอยู่สุดจะบรรยาย ในความสลับซับซ้อนของการเมือง เศรษฐกิจ สังคมปัจจุบัน ความเคลื่อนไหวของผู้หญิงอาจจะเริ่มต้นจากโจทย์ที่ชัยวัฒน์ สถาอานันท์เคยตั้งไว้ สำหรับการวิเคราะห์สถานการณ์สงครามว่า

1. อะไรคือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสงครามที่เกิดขึ้น
2. อะไรคือโครงสร้างเศรษฐกิจที่รองรับสงคราม
3. อะไรคือเงื่อนไขทางวัฒนธรรมที่ให้ความชอบธรรมกับการก่อสงคราม


ต่อสถานการณ์วิกฤตของโลก ประเวศ วะสี วิเคราะห์ว่า “โลกทั้งโลกกำลังเข้าไปสู่ crisis สิ่งที่เรียกว่า โลกาภิวัตน์ หรือ globalization ที่กำลังส่งเสริมกันอยู่ ส่งเสริมเพียงแต่ว่าจะเชื่อมโยงกันด้วยเศรษฐกิจเสรี การเงินเสรี ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นเราก็รู้แล้ว ถ้าเอาเงินเป็นตัวตั้ง มันนำไปสู่ที่เรียกว่า

ความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียม เป็นแบบนั้นหมดทั้งโลก และนำไปสู่กรณีเวิลด์เทรด นำไปสู่กรณีอัฟกานิสถาน อิรัก รวมทั้งของไทยในเขมรด้วย เป็นปรากฏการณ์เดียวกันที่เกิดขึ้นเนื่องจากความสัมพันธ์ที่มันเป็นเชิงบริวารต่อกัน

ก่อนเกิดเหตุการณ์เวิลด์เทรดสักสองปี นักปราชญ์ฝรั่งคุยกันที่แคลิฟอร์เนียเป็นคนยุโรปสองคน คนอเมริกันหนึ่งคน คนยุโรปชื่อ ลาสโร่กับโกรฟ คนอเมริกันชื่อปีเตอร์ รัสเซล คุยกันสองวันสองคืนแล้วบอกว่าอารยธรรมตะวันตกกำลังพาโลกทั้งโลกเข้าไปสู่วิกฤติอย่างหนีไม่พ้น อารยธรรมวัตถุนิยมบริโภคนิยมไม่สามารถจะพาโลกต่อไปได้

อัลเบิร์ต ไอสไตน์เองก็พูดว่า ถ้ามนุษยชาติจะอยู่รอดได้ต้องการวิถีคิดใหม่โดยสิ้นเชิง “We shall need a radically new manner of thinking if mankind is to survive. (ประเวศ วะสี, 2546)

หากสันติภาพคือการอันตรธานไปของความอยุติธรรมทางเศรษฐกิจ และความรุนแรงเชิงโครงสร้าง หนทางแห่งการสร้างสรรค์สันติภาพคงเป็นเส้นทางที่ยาวไกล ความเอารัดเอาเปรียบทางเศรษฐกิจที่รุนแรง ก็อาจเรียกได้ว่าเป็นสงครามอีกรูปแบบหนึ่งที่ทำให้ประชาชนต้องทนทุกข์ยาก ทรมานไม่น้อยกว่าสงครามที่ใช้อาวุธ โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจแบบโลกาภิวัตน์โดยบรรษัทได้ก่อให้เกิดผลกระทบตกหนักกับผู้หญิง

ผู้หญิงจะต้องตระหนักถึงสภาพการณ์เหล่านี้และร่วมกันสร้างสันติภาพ ซึ่งจะทำให้สันติภาพมีมิติของผู้หญิงมากขึ้น

“เราต้องการตัวอุดมคติ ต้องการการเรียนรู้ การวิจัย ต้องการการเคลื่อนไหวทางสังคม โดยส่งเสริมคน ปัญญาชน ในที่นี้ไม่ได้แปลว่าอาจารย์มหาวิทยาลัยเท่านั้น อาจจะเป็นเอ็นจีโอ อาจจะเป็นผู้นำชุมชน อาจจะเป็นสื่อมวลชน เป็นใครก็ได้ แม้แต่ทหารในกองทัพก็ได้ อยากจะทำงานเพื่อสาธารณะแล้วทำเชิงปัญญา คือมีการเรียนรู้ เรื่องนั้นเรื่องนี้เรื่องสื่อ เรื่องชนกลุ่มน้อย เรื่องสิทธิมนุษยชน เรื่องกฎหมายเรื่องอะไรได้ทั้งสิ้น เพราะสิ่งเหล่านี้มีความสำคัญในสภาพที่มันซับซ้อน ถ้าเราไม่เข้าใจมันพอ เราคลายมันไม่ออก มันเป็นตัวเขม็งเกลียวตีเข้าไป บีบคั้นคนทุกคนที่ต้องเข้าใจมันพอ และก็หาทางคลายมันออก สันติภาพจึงจะเกิด” (ประเวศ วะสี,2546)

ผู้หญิงสามารถเข้าร่วมกระบวนการเรียนรู้ดังกล่าวได้ และการเคลื่อนไหวของผู้หญิงมาถึงจุดที่ต้องเชื่อมโยงประสบการณ์ การเคลื่อนไหวทางสังคมที่มีอยู่ ไม่ว่า เรื่องความรุนแรงต่อผู้หญิงในครอบครัวและสังคม ความรุนแรงเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจต่อผู้หญิง เช่น กรณีคนงานหญิงถูกเลิกจ้าง หรือความขัดแย้งในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติต่าง ๆ ในชนบทที่กระทบต่อผู้หญิง เชื่อมโยงกับ ความเคลื่อนไหวเพื่อความเป็นธรรมในบริบทโลก ซึ่งรวมความเคลื่อนไหวเพื่อสันติภาพเข้ามาด้วย เพื่อสร้างสันติสุขที่แท้จริงให้เกิดขึ้นบนผืนแผ่นดินไทยและผืนโลกนี้

………………………………………………………….

เอกสารอ้างอิง

เกอร์สัน, โจเซฟ. (2545). ความต่อเนื่องและความเปลี่ยนแปลงในเหตุการณ์หลัง11กันยายน

คอร์เท็น, เดวิด ซี. (2545). ชีวิตหลังทุนนิยม โลกยุคหลังบรรษัท. กรุงเทพฯ: สวนเงินมีมา.

ชนิดา จรรยาเพศ. (2545). ผู้หญิงกับโลกาภิวัตน์. http://www.focusweb.org/

ชอมสกี, โนม. 2546. ประจันหน้ากับจักรวรรดิ. กรุงเทพฯ: คณะทำงานวาระทางสังคม.

ชัยวัฒน์ สถาอานันท์. (2545). อุปลักษณ์สุขภาพ/สันติภาพเชิงวิพากษ์. นนทบุรี: สถาบันวิจัย ระบบสาธารณสุข.

ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ. (2546). จักรวรรดิอเมริกากับสงครามที่ปฏิเสธสงคราม. http://www.carefore.org/peace.

ประชา หุตานุวัตร. (2546). ข่าวคราวจากตะวันตก. กรุงเทพฯ: คณะทำงานวาระทางสังคม.

ประเวศ วะสี. การมอบรางวัลปัญญาชนสาธารณะแห่งเอเชีย. API Fellowships. (24 มีนาคม 2546)

ปรานี ทินกร. (2545). ความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ในช่วงสี่ทศวรรษของการพัฒนา ประเทศ:2504-2544 ในการสัมมนาทางวิชาการประจำปี, คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

พระไพศาล วิสาโล. ศาสนธรรมกับกลียุค. API Fellowships (24 มีนาคม 2546)

แมตทีรา, ฟิลิป. (2546). อิรักหลังสงคราม ผลงานการแปรรูปกิจการของรัฐให้เป็นเอกชน. http://www.focusweb.org/
 
 
จำนวนผู้เข้าชม : 4997