South Watch.org South Watch.org
บทความพิเศษ

การทำงานและการวิจัยเชิงปฏิบัติการ

คณะทำงานวาระทางสังคม กรณี 3 จังหวัดภาคใต้

ระหว่างปี 2548-2550


ราณี หัสสรังสี
คณะทำงานวาระทางสังคม
สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


 



 


          การทำงานของคณะทำงานวาระทางสังคม กรณี 3 จังหวัดภาคใต้ ในแผนงานร่วมศึกษา หาความจริง เสริมสร้างสุขภาวะ กรณี 3 จังหวัดภาคใต้ อาจกล่าวได้ว่า เป็นกลุ่มที่มองปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่เน้นสังคม นิเวศวัฒนธรรม คณะทำงานฯ สนใจความเปลี่ยนแปลงระดับจุลภาค เชื่อมโยงกับความเปลี่ยนแปลงระดับมหภาค ที่มากระทบผู้คนตัวเล็กตัวน้อยในชุมชนท้องถิ่น 3 จังหวัดภาคใต้ การเสริมสร้างความเข้มแข็งทางสติปัญญา และความคิดร่วมกับคนท้องถิ่นและผู้คนในสังคมไทยผ่านการทำงานในพื้นที่และการ จัดเวทีเสวนาสาธารณะ ทำให้มีความชัดเจนมากขึ้นตามลำดับ แม้จะมีความจำกัดในหลายๆประการ ดังจะกล่าวต่อไป


          คณะทำงานฯส่วนใหญ่ เป็นคนนอกพื้นที่ ที่ไปทำงานร่วมกับคนข้างใน ตระหนักว่าการทำงานเรื่อง 3 จังหวัดภาคใต้เป็นงานที่ยากและสำคัญ อย่างน้อยการเข้าไปสัมพันธ์กับคนในพื้นที่ ไม่ปล่อยให้ชาวบ้านเผชิญชะตากรรมแต่ตามลำพัง ก็ถือว่าเป็นงานพื้นฐาน


          สิ่งที่พวกเราทุกคนต้องเผชิญในงานนี้ คือ ความหวาดกลัว พวกเราต้อaงจัดการกับความกลัวของตัวเองเป็นอันดับแรก แต่เมื่อทำงานผ่านมาได้สองปี พวกเราได้เพื่อน ได้เครือข่ายกว้างขึ้น จากเดิมที่ไม่รู้จักมักคุ้นเลย พวกเราได้เรียนรู้มากขึ้นว่า ความกลัวที่เกิดขึ้นกับแต่ละคนไม่ใช่เป็นเรื่องปัจเจกบุคคล แต่เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น ดังที่ ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ได้สรุปว่า "ขณะนี้สิ่งซึ่งเราเห็นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ อาจเรียกได้ว่า อุตสาหกรรมสร้างความไม่มั่นคง คือมีผู้ผลิต ผู้จำหน่ายจ่ายแจก มีผู้ลงทุน และมีผู้ได้รับผลประโยชน์ ไม่ได้เลือกว่าคุณเป็นฝั่งรัฐหรือไม่ฝั่งรัฐ"


          ประสบการณ์ที่ทำให้กลัวมากที่สุด ก็คือช่วงที่สนับสนุนให้นักศึกษาไปทัศนศึกษาในพื้นที่ ซึ่งตอนนั้นหลังจากเหตุการณ์ระเบิด 10 กว่าจุดใน 3 จังหวัดเพียงวันเดียว ทุกคนกังวลและห่วงใยความปลอดภัยของนักศึกษา จนต้องเปิดประชุมปรึกษาหารือ กับนักศึกษาและให้ทุกคนรับรู้สถานการณ์ร่วมกัน ชีวิตเป็นของทุกคน ที่ไม่สามารถให้ใครเป็นตัวแทนตัดสินใจแทนกันได้ นักศึกษาทุกคนได้ผ่านการคิดและใคร่ครวญ ไตร่ตรองด้วยตนเอง และทุกคนก็ตัดสินใจเดินหน้าเรียนรู้พื้นที่ ซึ่งต่อมานักศึกษาได้รวบรวมประสบการณ์การลงพื้นที่ จัดพิมพ์เป็นหนังสือชื่อปัตตานีใต้เงาจันทร์ สนับสนุนโดยแผนงานร่วมฯ และหลังจากกลับจากทัศนศึกษาก็ได้รวมตัวกันอย่างเป็นทางการ ในนามเครือข่ายเยาวชนเพื่อสันติภาพ แม้ว่านักศึกษาจะตัดสินใจผ่านความกลัวของตนเอง แต่คณะทำงานฯ ก็ได้จัดให้มีคนนำทางที่คุ้นเคยเส้นทางติดตามไปด้วย พร้อมกับรถอีกหนึ่งคันเพื่อดูแลความปลอดภัย กำชับไม่ให้เดินทางตอนค่ำ ตอนกลางคืน


การทำงานเรื่อง 3 จังหวัดภาคใต้ จึงต้องสนใจเรื่องการดูแลความปลอดภัยและลดความเสี่ยงให้มีน้อยที่สุดเท่าที่ จะทำได้ เมื่อปรึกษากับคนทำงานในพื้นที่ได้พัฒนาแนวการทำงานร่วมกันเบื้องต้นว่า

  • ต้องเปลี่ยนวิธีการทำงานประสานงาน ความคุ้นชินเดิมๆ สถานการณ์ในงานนี้ต่างจากสถานการณ์ปกติ สถานการณ์แบบนี้ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ดังนั้น ไม่ควรเที่ยวประสานเชื่อมโยงกลุ่มโน้นกลุ่มนี้มากเกินไป แม้จะเป็นผู้นำชาวบ้านก็ไม่ดี เพราะจะเกิดอันตรายจากความระแวงสงสัยในชุมชนได้ ไม่ควรไปเชื่อมโยงกับประเด็นเผชิญหน้าทางการเมือง ไม่ลากชาวบ้านออกมาร่วมกิจกรรมทุกเรื่อง

  • ควรทำงานเฉพาะที่กุมสภาพได้ ถ้าทำงานในพื้นที่เก่าก็ต้องระวังระหว่างทาง การเข้าไปในหมู่บ้านควรให้ชาวบ้านพาเข้าไป ไม่ควรไปเอง

          แต่สำหรับชาวบ้าน การที่คนนอกฝ่าความกลัวเข้าไปเยี่ยมเยือน ก็เป็นสิ่งที่ให้กำลังใจกับพวกเขา ดังที่ มีด๊ะ บางสมาน แม่บ้านที่สะบ้าย้อยกล่าวว่า "มุสลิมด้วยกันก็ไม่มีใครมาเยี่ยมที่นี่ คนรู้สึกกลัว ดีใจที่เครือข่ายผู้หญิงฯ ไม่กลัว และมาเยี่ยม ทำให้จิตใจฉันดีขึ้นกว่าเดิม แม้ว่ายังมีความทุกข์อยู่ตลอด จะเดินจะคิด ก็คิดถึงลูก ก็ดีใจที่ลูกเขาได้ตายพร้อมกับเพื่อนๆ พระเจ้ากำหนดให้ตายกับเพื่อนๆ ลูกของฉันตาย 2 คน ดีใจที่เครือข่ายผู้หญิงฯมา"


          สิ่งที่คณะทำงานได้เรียนรู้ต่อมา ก็คือ การเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม วัฒนธรรมอิสลาม เป็นวิถีชีวิตของคน 3 จังหวัดภาคใต้ เห็นได้ชัดเจนจากการจัดเสวนาเรื่องความมั่นคงของชีวิต (ความมั่นคงของมนุษย์) จากมุมมองของชาวบ้าน ซึ่งชาวบ้านให้ความสำคัญของศาสนา ประเพณีวัฒนธรรมเป็นอย่างมาก เป็นวิถีชีวิตที่จะนำมาซึ่งความมั่นคงแห่งจิตใจและจิตวิญญาณ การเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรมเป็นอีกงานหนึ่งที่ได้มุมมอง ได้ความประทับใจทั้งจากการทำงานของเครือข่ายผู้หญิง และงานท้องถิ่นศึกษา


          ครั้งหนึ่ง เมื่อเกิดเหตุการณ์ครูจูหลิงใหม่ๆ ตัวแทนกลุ่มผู้หญิงชนเผ่าเล่าให้ฟังว่า "ทางเหนือได้รับข่าวที่นำเสนอออกมา ทำให้คนทั่วไปรู้สึกว่าคนใต้ดุร้ายไปหมด แต่หมู่บ้านชนเผ่าที่กลุ่มผู้หญิงมุสลิมเคยไปเยี่ยม 2 หมู่บ้านจะรู้ บอกว่าคนใต้ทุกคนไม่ได้เป็นคนดุร้ายอย่างที่ข่าวออกมา เพราะชาวบ้านชนเผ่ารู้สึกประทับใจมาก ตอนที่พวกเขาเล่าให้กลุ่มผู้หญิงมุสลิมฟังว่า ชนเผ่ามีปัญหาไม่มีบัตรประชาชน ผู้หญิงมุสลิมคนหนึ่งบอกว่ายินดีจะให้บัตรประชาชนของเขากับชนเผ่า แม่เฒ่าที่นั่นรู้สึกประทับใจมากว่า ทุกทีเล่าให้ใครฟังเหมือนไม่มีใครสนใจ ครั้งนี้มีคนที่แสดงความรู้สึกเห็นใจ"


          จากงานวิจัยเรื่องอุลามะอ์ก็จะเห็นว่า จากแง่มุมของการดูแลสุขภาพ ศาสนาอิสลามเป็นวิถีชีวิตของมุสลิมอย่างไร เช่นเดียวกับเรื่องปอเนาะ ซึ่งเปรียบเสมือนสถาบันหนึ่งที่ทำหน้าที่ขัดเกลาทางสังคม และสืบทอดวัฒนธรรมอิสลาม


          พวกเรารู้จักวันฮารีรายอครั้งแรก (วันฮารีรายอ คือวันปีใหม่ของมุสลิม) เมื่อปี 2547 เป็นปีที่เกิดเหตุการณ์ตากใบ ตอนนั้นพวกเราทำงานกับกลุ่มผู้หญิง ผู้ถูกผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรง มีการระดมทุน ระดมของ ขนมไปให้ครอบครัวเล็กๆ ของผู้หญิง ได้เห็นผู้คนที่อยากช่วยเหลือพี่น้อง 3 จังหวัดภาคใต้จากกลุ่มต่างๆ ต่างศาสนิกก็มากโดยเฉพาะจากกลุ่มคาธอลิก


          พวกเรารู้จักวันฮารีรายอครั้งแรก (วันฮารีรายอ คือวันปีใหม่ของมุสลิม) เมื่อปี 2547 เป็นปีที่เกิดเหตุการณ์ตากใบ ตอนนั้นพวกเราทำงานกับกลุ่มผู้หญิง ผู้ถูกผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรง มีการระดมทุน ระดมของ ขนมไปให้ครอบครัวเล็กๆ ของผู้หญิง ได้เห็นผู้คนที่อยากช่วยเหลือพี่น้อง 3 จังหวัดภาคใต้จากกลุ่มต่างๆ ต่างศาสนิกก็มากโดยเฉพาะจากกลุ่มคาธอลิก


          ฮารีรายอ ปีนี้เราสาละวนกับการรวบรวม ประมวล วิเคราะห์ สรุปงาน เพื่อพัฒนางานร่วมกับเครือข่ายในพื้นที่และเครือข่ายในสังคมต่อไป


          สิ่งที่ได้เรียนรู้เรื่องที่ 3 คือ ความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ ฐานทรัพยากร อันได้แก่ ทะเล ป่าชายเลน ป่าสันทราย แม่น้ำ ที่ราบ ป่าพรุ เทือกเขา ประสบปัญหาที่เกิดจากการพัฒนา ไม่แตกต่างจากสิ่งที่เกิดขึ้นกับส่วนอื่นๆ ของประเทศ เช่น ปัญหาที่เกิดจากโครงการขนาดใหญ่ การสร้างถนนสี่เลน กั้นทางเดินของน้ำ เปลี่ยนแปลงระบบนิเวศ การขุดคลองที่ลึกและทำให้น้ำไหลเร็วเกินไป กระทบต่อการทำมาหากินที่เคยเป็นมาอยู่ก่อน ผู้คนหาอยู่หากินลำบากมากขึ้น ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนจากงานวิจัยท้องถิ่น และงานสื่อสืบค้น ในโครงการเวทีความรู้ฯ



          คุณสนิทสุดา เอกชัย แห่งหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ซึ่งเป็นสื่อมวลชนที่ลงพื้นที่ร่วมกับโครงการเวทีความรู้ฯ ได้เขียนตีพิมพ์ไว้ใน คอลัมน์ Out Look ชุด Healing the Land เนื้อหากล่าวถึง


ทะเลไม่มีปลา เพราะถูกทำลายสิ้นโดยอวนรุนอวนลาก สร้างความหายนะให้กับพื้นทะเลและนำความเดือดร้อนแสนสาหัสมาให้ชุมชนประมง


หอยแครงงมมือ ชาวบ้านตันหยงลุโละพิสูจน์ให้เห็นว่า การเก็บหอยแครงด้วยวิธีงมมือแบบดั้งเดิม ช่วยฟื้นฟูทะเลที่ถูกทำลายไปแล้วได้


ป่าชายเลน ชาวบ้านบางตาวาในจังหวัดปัตตานี พยายามฟื้นป่าชายเลนเพื่อย้อนกลับไปหาวิถีชีวิตที่ยั่งยืน


ที่สาธารณะ บ้านบางปลาหมอต้องเดือดร้อนแสนสาหัส เมื่อส่วนบุคคล เอาสมบัติส่วนรวมมาเป็นของส่วนตน


ลุ่มน้ำสายบุรี เมื่อ พ.ศ. 2535 แม่น้ำสายบุรี ซึ่งเป็นเสมือนเส้นเลือดในชุมชน รับข่าวร้ายว่าจะมีการโครงการสร้างเขื่อนสายบุรี ด้วยความกลัวว่าชุมชนจะพังพินาศ ชาวบ้านสายบุรีที่ใจตรงกัน ช่วยกระจายข่าวเตือนชุมชนถึงอันตรายของโครงการ


สวนดุซง สวน โบราณ 'ดุซง' อาจช่วยหยุดยั้งการขยายตัวของเกษตรอุตสาหกรรม ซึ่งทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ และอาจช่วยแก้ปัญหาสิทธิที่ดินทำกินได้ด้วย


พรุลานควาย พรุ ก็เหมือนคน..ส่วนหัวของพรุคือภูเขา ลำคอเปรียบได้กับสายน้ำที่ไหลจากภูเขาสู่ตัวพรุ กลางพรุลานควายก็คือกระเพาะซึ่งเป็นที่เก็บกักน้ำก่อนลงสู่แม่น้ำ...หล่อ เลี้ยงชีวิตผู้คนมาอย่างยาวนาน


นาร้าง บ้าน เรือนถูกทิ้งร้างกลายเป็นเรื่องธรรมดาในตำบลบ้านกลาง อำเภอปานาเระ จังหวัดปัตตานี ครั้งหนึ่ง บริเวณนี้เคยเป็นพื้นที่ปลูกข้าวที่ให้ผลผลิตสูง แต่ในปี พ.ศ. 2532 กรมชลประทานเข้ามาขุดลอกทางน้ำ ตามธรรมชาติที่ไหลผ่านชุมชน เพื่อเชื่อมเข้ากับโครงข่ายคลองชลประทานที่ส่งน้ำจากเขื่อนปัตตานี นั่นคือจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมของบ้านกลาง


สภาซูรอ บ้าน ตาแปด อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา เต็มไปด้วยปัญหาสารพัด ไม่ว่าจะเป็นปัญหาแห้งแล้ง ปัญหาหนี้สิน ยาเสพติด ความยากจน แต่กลับแก้ไขไม่ได้ เพราะชุมชนแตกแยก ผู้นำไม่ยอมร่วมมือกัน สาเหตุหนึ่งคือการแข่งกันเลือกตั้งอย่างเอาเป็นเอาตาย จนทำให้หมู่บ้านแตกแยกออกเป็นฝักเป็นฝ่าย และเป็นศัตรูกัน ในที่สุดการกลับไปหาหลักการทางศาสนา ช่วยแก้ปัญหาชุมชนแตกแยกเพราะการเมืองได้


          ต่อมาคณะทำงานได้จัดแปลและพิมพ์เป็นหนังสือภาษาไทยชื่อ เยียวยาแผ่นดิน และจัดทำเป็นนิทรรศการ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเป็นพื้นฐานที่ดีสำหรับงานรณรงค์เผยแพร่ เกี่ยวกับ 3 จังหวัดภาคใต้ ในสังคมไทยต่อไป



          นอกจากนี้สิ่งสำคัญที่คณะทำงานได้เรียนรู้ร่วมกับคนในท้องถิ่นก็คือ ความเปลี่ยนแปลงทางสังคม วัฒนธรรมใน 3 จังหวัดภาคใต้ ทั้งจากการดำเนินกิจกรรมและการทำงานวิจัย ดังปรากฏการณ์หนึ่งที่ได้ไปสัมผัส


          เมื่อกลางเดือนสิงหาคม 2549 เครือข่ายผู้หญิงเพื่อสันติภาพ ได้สนับสนุนกิจกรรมของกลุ่มผู้หญิงสะบ้าย้อย ซึ่งกลุ่มได้ตัดสินใจร่วมกันว่า อยากจัดกิจกรรมร่วมในลักษณะปรับปรุงกูโบ (ที่ฝังศพ) ของลูกๆ หรือสามีของพวกเธอ ที่กูโบแห่งนั้นมีป้ายบนที่ฝังศพรวม 18 ศพ เพราะศพที่ 19 เป็นเขยที่มาจากหมู่บ้านอื่น ซึ่งพี่น้องของเขารับไปฝังที่บ้านเดิม ป้ายระบุอายุผู้ตาย อายุ 20 กว่าปี จำนวนหลายศพเรียงรายกัน ป้ายที่มีอายุขึ้นเลข 3 มีไม่กี่อัน เกือบทั้งหมดเป็นนักฟุตบอลทีมเดียวกัน


          เครือข่ายฯ ไปพักค้างแรมที่สะบ้าย้อยสองคืน กิจกรรมตอนกลางคืนของคืนแรก พวกเราได้จัดฉายวิดีโอเทปการแสดงละครเพื่อบอกเล่าความในใจของผู้หญิงต่อ สังคมภายนอกที่เชียงใหม่ ซึ่งมีกลุ่มผู้หญิงจากสะบ้าย้อยเข้าร่วมแสดงด้วยสองสามคน สำหรับหมู่บ้านในชนบท การได้ดูวิดีโอในหมู่บ้านที่มีคนที่ตนรู้จักเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น ดูแล้วดูอีกไม่เบื่อ เพราะคืนวันที่ 2 ก็ขอให้พวกเราฉายให้ดูอีก และคนดูเพิ่มขึ้นจากคืนแรกอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง พวกผู้ชายและกลุ่มเด็กผู้ชายเมื่อเสร็จจากละหมาดตอนเย็นแล้วก็มาร่วมด้วย


          คืนแรกในหมู่บ้าน ได้มีการขอให้คนแก่เล่านิทานให้ฟัง เพื่อให้คนนอกหมู่บ้านอย่างพวกเราที่ห่างเหินจากเรื่องเล่านิทานปรัมปราพื้น บ้าน เพื่อเข้าใจสิ่งที่เรียกว่า กระบวนการถ่ายทอดประสบการณ์ทางสังคม การอบรมให้คติสอนใจตลอดจนสันทนาการของคนในหมู่บ้าน 3 จังหวัดภาคใต้ จึงมีโอกาสได้ฟังศิลปะการเล่าเรื่องที่กำลังจะหมดไปจากหมู่บ้าน


          วันที่สอง เครือข่ายฯ ได้ร่วมกับกลุ่มผู้หญิงชวนกันพาเที่ยวน้ำตกในละแวกใกล้เคียง ได้ไปที่อุทยานแห่งชาติทรายขาว อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ทำให้เข้าใจสังคมของชาวบ้านว่า แม้สะบ้าย้อยจะอยู่ในเขตปกครองของสงขลา แต่เขตแดนวัฒนธรรมเชื่อมต่อกันนั่นเองเพราะอยู่ใกล้กันมาก ที่น้ำตกได้เห็นวัยรุ่นมลายูมุสลิมเป็นกลุ่มๆ แบบฮาร์ดร็อคจำนวนมาก เห็นสังคมมลายูมุสลิมอีกมุมหนึ่ง ซึ่งต่างจากภาพเยาวชนที่เห็นตามปอเนาะ หรือโรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม


          สังคมมุสลิมอยู่ในลักษณะที่เสียดุลยภาพทั้งสภาพแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม ความแตกต่างทางเศรษฐกิจที่มากขึ้น นำไปสู่ปัญหาทางวัฒนธรรม ดังที่อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม กล่าวไว้ในบทความ "ไฟใต้ฤาจะดับ" ว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดภาคใต้นั้น จึงไม่เพียงแต่ระหว่างข้างในกับข้างนอกสังคมมุสลิม เหมือนอย่างที่ผู้คนในสังคมมหาชนได้รับข้อมูลจากสื่อว่า เป็นการแบ่งแยกดินแดน หากแต่เป็นการขัดแย้งภายในสังคมมุสลิมเอง ซึ่งนับวันก็ดูยิ่งรุนแรงมากขึ้น


          แผนงานร่วมศึกษาหาความจริง เสริมสร้างสุขภาวะ กรณี 3 จังหวัดภาคใต้ ระยะที่ 1 จึงเป็นเพียงย่างก้าวแรกๆ ที่แสวงหาความจริงและความเข้าใจเพื่อเสริมสร้างสังคมสันติสุข สุขภาวะที่ยั่งยืนให้เกิดขึ้นในสังคม 3 จังหวัดภาคใต้

เวทีความรู้กับการเคลื่อนไหวทางสังคม



          เวทีความรู้กับการเคลื่อนไหวทางสังคม เป็นเวทีสาธารณะที่จัดทำขึ้นเพื่อเคลื่อนไหวสังคมด้วยความรู้ ในนามโครงการตลาดวิชามหาวิทยาลัยชาวบ้านชุด 3 จังหวัดภาค ใต้ เป็นการทำงานร่วมกันของเครือข่ายวิชาการ มีทั้งหมด 5 ครั้ง จัดต่อเนื่องกันนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2548 ถึงเดือนมกราคม 2549


1. วิกฤตในการจัดการทรัพยากร 3 จังหวัดภาคใต้ (20 สิงหาคม 2548)


          ได้ชี้ให้เห็นว่ามีความหลากหลายทางธรรมชาติ ในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็นภูเขา แม่น้ำ ลำธาร พรุ ที่ราบ ป่า และทะเลซึ่งเคยอุดมสมบูรณ์สวยงามกลับเกิดการเปลี่ยนแปลงและถูกทำลายลงไป อย่างมาก โครงการขุดลอกคลอง ทำถนนเทคอนกรีต เปลี่ยนแปลงความเร็วและเส้นทางเดินของกระแสน้ำ ส่งผลให้ที่นานับพันไร่เสียหาย การทำลายป่าเพื่อปลูกป่า ทำให้แหล่งหากินตามธรรมชาติของชาวบ้านสูญหายไป


          วิกฤตของการจัดการทรัพยากรทางทะเล หรือการประมงที่มุ่งการส่งออกอาหารทะเลของประเทศไทย อันดับติด 1 ใน 10 ของโลก แต่ทำให้ชาวประมงพื้นบ้านหลายครัวเรือน ต้องประสบกับความยากลำบากในการหาปลาเพื่อประทังชีวิตในครอบครัว นอกจากนั้นโรงงานอุตสาหกรรมกว่า 300 โรงรอบอ่าวปัตตานีก็ได้ปล่อยน้ำเสียลงทะเลโดยไม่มีมาตรการควบคุมที่เข้มงวด เช่นเดียวกับการปล่อยน้ำเสียจากภาคเกษตรกรรมขนาดใหญ่ ก็ทำให้มลภาวะในอ่าวปัตตานียิ่งเลวร้ายมากขึ้น การขุดร่องน้ำและการถมทะเลเพื่อทำท่าเรือขนาดใหญ่ก็ทำลายแหล่งหากินของชาว บ้าน


          การที่ทรัพยากรสัตว์น้ำลดลงได้สร้างปัญหาให้กับชุมชนอย่างมาก ชาวบ้านต้องอพยพขายแรงงานในมาเลเซีย และเกิดปัญหาครอบครัวและสังคมตามมา ในขณะเดียวกันทุนขนาดใหญ่ที่ได้เข้ามากับนโยบายของรัฐก็ได้รุกเข้ามามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น โครงการซีฟู๊ดแบงค์ การจัดการประมงเรือชุมชนหน้าบ้าน โครงการอาหารฮาลาล และเขตเศรษฐกิจพิเศษที่จะเปิดรับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และการค้าเสรี ซึ่งส่งผลกระทบทางลบ


2. มหาอำนาจกับโลกมุสลิม การเมืองการก่อการร้าย (28 กันยายน 2548)


          ได้มีการอภิปรายถึง Age of a New War เป็นยุคใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและยุคใหม่ของความขัดแย้งที่มีที่ มาหลากหลาย หลัง 11 กันยายน 2544 มหาอำนาจอเมริกาได้ใช้ยุทธศาสตร์การต่อต้านการก่อการร้ายที่เรียกว่า "มหายุทธศาสตร์" Grand Strategy หากมองถึงยุทธศาสตร์ของประเทศไทยในการแก้ปัญหาภาคใต้ ได้ใช้ยุทธศาสตร์ของมหาอำนาจมากเกินไปในการแก้ปัญหาความมั่นคง


          สิ่งที่อเมริกาทำคือ การสร้างศัตรูและมิตรให้ชัดเจน การเข้าไปเขย่าและถล่มโครงสร้างเก่า และการไปตัดตอนและล้มล้างระบบเก่า ศัตรูเก่าและใหม่ เข้าไปเขย่า ถล่มภาคใต้ด้วยการเอาหน่วยงานพิเศษลงไป มีการอุ้มหาย มีการส่งกองกำลังเข้าไปในพื้นที่ การที่ประเทศไทยไปยืมยุทธศาสตร์คนอื่นมาทำให้เกิดปัญหาตามมา เป็นโครงสร้างการจัดการที่ซับซ้อนของมหาอำนาจ คิดแบบคนมีเงิน ซับซ้อน ใหญ่โต ไม่ยืดหยุ่น ในขณะที่โลกปัจจุบันเป็นยุคของความขัดแย้งที่หลากหลาย ต้องใช้ยุทธศาสตร์ที่สอดคล้องกับความเป็นจริงในพื้นที่ สำหรับประเทศไทยลักษณะการแก้ปัญหาแบบพี่น้อง แบบสังคม แบบครอบครัว มีอะไรก็ร่วมมือกันแก้ไขปัญหา อาจจะมีความขัดแย้ง ความรุนแรงบ้างแต่ก็อะลุ้มอล่วยกันไป น่าจะคลี่คลายปัญหาได้มากกว่านี้


          เมื่อพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเล็กกับประเทศใหญ่ ในฐานะประเทศเล็กมีสิทธิสำคัญ 2 อย่างคือ การบอกว่าการกระทำของมหาอำนาจนั้นชอบธรรมหรือไม่ชอบธรรม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ได้ตั้งคำถามต่อระบบคุณค่า ระบบความเชื่อทั้งหมดเกี่ยวกับเรื่องความชอบธรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้กำลัง หลักการอธิปไตย และการแทรกแซงซึ่งกำลังเผชิญกับโจทย์ปัญหาใหม่ๆ โลกมุสลิมก็ประสบปัญหาภายในไม่สามารถจะบอกได้ว่าการใช้กำลังความรุนแรงอย่าง ใดที่ไม่ชอบธรรม มีบางคนเสนอว่า เราควรแยกกันให้ออกระหว่างลัทธิ Binladinlism กับ Islamic Nationalism ซึ่งทั้ง 2 เรื่องอยู่ในที่เดียวกันแต่ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน


          เมื่อมองแบบยุทธศาสตร์ ไม่ได้มองเฉพาะ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ประเทศไทยประเทศเดียว ต้องมองทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงควรเฝ้าดูมหาอำนาจอื่นด้วย เช่น ประเทศออสเตรเลีย สิงคโปร์ ญี่ป่น เพราะว่าประเทศออสเตรเลียเป็นพันธมิตรกับประเทศสหรัฐอเมริกาในการทำสงคราม อิรัก ส่วนสิงคโปร์ นอกจากมีแนวนโยบายที่สอดคล้องและผลประโยชน์ใกล้ชิดแน่นแฟ้นกับรัฐบาลสหรัฐ อเมริกาแล้ว ผลประโยชน์ของสิงคโปร์อยู่ในอาณาบริเวณทางใต้ของประเทศไทยพอดี นอกจากนี้ก็มีประเทศจีนที่เข้ามามีบทบาท


          เมื่อแนวคิดของการต่อต้านการก่อการร้ายเกิดขึ้น ทำให้มีการซื้ออาวุธเพื่อใช้ในการปฏิบัติการทางการทหาร ผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจในเรื่องการค้าขายอาวุธก็ได้กลับมาเกิดขึ้นใน ภูมิภาคนี้ รวมทั้งประเทศไทย กระทรวงกลาโหมได้มีการเสนอการซื้ออาวุธเพื่อการพัฒนากองทัพเป็นจำนวน 100,000 ล้านบาท กองทัพอากาศไทยมีการเปลี่ยนระบบการซื้ออาวุธในแบบการขายสินค้าเกษตรแลกกับ อาวุธ


          การค้าการลงทุนหลังวิกฤติเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปมาก ธุรกิจการเงิน ธุรกิจพลังงาน ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารคมนาคม ซึ่งเป็นแหล่งผลประโยชน์ใหม่ของนักลงทุนขนาดใหญ่ ทั้งไทยและต่างประเทศ ตอบรับกับยุทธศาสตร์ของการต่อต้านการก่อการร้าย หรืออีกนัยหนึ่ง การเมืองของการก่อการร้ายเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจ เหล่านี้


3. ประวัติศาสตร์ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส (1 พฤศจิกายน 2549)


          เน้นวิธีการเข้าใจประวัติศาสตร์ ซึ่งที่ผ่านมามีการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นน้อย จึงมักมองไม่เห็นคนระดับล่าง ๆ ของสังคมที่อยู่ในระดับท้องถิ่น จะเห็นแต่ชนชั้นนำ เช่น เจ้าเมือง ผู้มีอำนาจทางการเมือง ผู้ที่เคลื่อนไหวในทางการเมือง แต่มองไม่เห็นการตั้งถิ่นฐานของคน มองไม่เห็นบริเวณตำบล หมู่บ้าน หรือประชาชนโดยทั่วๆไป การที่ขาดความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ท้องถิ่นหรือประวัติศาสตร์สังคม จึงทำให้ไม่เข้าใจคนในท้องถิ่น


          หัวใจของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นอยู่ที่ประวัติศาสตร์สังคม ซึ่งไม่ใช่ประวัติศาสตร์ที่ห่างไกล แต่เป็นประวัติศาสตร์ที่เชื่อมเข้ากับปัจจุบัน ที่สืบค้นจากคนในปัจจุบันเข้าไปหาคนในอดีตเท่าที่จะสืบเห็นภาพได้เพียงระยะ เวลา ๓-๔ ชั่วคนโดยผ่านโครงสร้างความสัมพันธ์ทางสังคม เป็นประวัติศาสตร์จากภายใน ที่ทำให้เห็นความสัมพันธ์ของคนและชุมชนในท้องถิ่น ว่ามีวิธีคิด ความเป็นอยู่อย่างไร


          นอกจากนั้น กรอบการศึกษาประวัติศาสตร์ปัตตานี ที่มักจะมองว่ารัฐไทยเป็นรัฐเดี่ยวหากจะศึกษาก็ต้องศึกษาในฐานะที่เป็นส่วน หนึ่งของราชอาณาจักรไทย ซึ่งพบว่าขาดความสืบเนื่อง ดังนั้นต้องมองใหม่ในฐานะที่เป็นหน่วยทางประวัติศาสตร์ที่มีความสมบูรณ์ใน ตัวเองพอที่จะศึกษาโดยอิสระได้


          ปัญหาของกรอบการศึกษาที่ผิดซึ่งกระทบการศึกษาประวัติศาสตร์ปัตตานี และประวัติศาสตร์ท้องถิ่นอื่น ๆ ทั้งหมดนั้น เกิดขึ้นจากการที่ประเทศไทยเรานั้นไม่เคยมีประวัติศาสตร์แห่งชาติที่แท้จริง รากเหง้าของประชาชาติไทยนั้น ส่วนหนึ่งก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่ามาจากรัฐราชสมบัตินั่นเอง แต่ต้องมีจุดแตกหักหรือจุดเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในการที่จะทำให้รัฐราชสมบัติ ต่างๆเข้ามารวมกันขึ้นเป็นประชาชาติอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ใช่โดยมีใครเหนือใคร ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมาก


          การศึกษาประวัติศาสตร์ปัตตานี ต้องให้ความสำคัญกับความเป็นรัฐชายฝั่งทะเลที่มีความสัมพันธ์กับการค้า ระหว่างประเทศอย่างมาก ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่เคยอยู่นิ่ง ศูนย์กลางทางการค้าเลื่อนจากที่ต่าง ๆ เปลี่ยนหน้าผู้ทำการค้าอยู่เรื่อย ๆ รัฐชายฝั่งที่สัมพันธ์กันกับสภาพการณ์ทางการค้าระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นใน ทะเลจีนตอนใต้กับฝั่งมหาสมุทรอินเดีย ควรสนใจศึกษาการปรับเปลี่ยนตัวเองว่าเป็นอย่างไร ศูนย์อำนาจของรัฐชายฝั่งปัตตานีจะอยู่ไม่ไกลจากทะเลเท่าไรนัก ดินแดนแถบนี้ขาดการกระจุกตัวของประชากรขนาดใหญ่


          เวลาที่ศึกษาเรื่องราวของปัตตานีบริเวณคาบสมุทรมลายูต้องมองแบบเปิด กว้าง ต้องไม่มองแบบมีเขตแดน ในประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น รัฐต่าง ๆ ไม่ได้มีศูนย์กลางอยู่เพียงศูนย์กลางเดียว มีหลายศูนย์กลาง หรือหลายศูนย์อำนาจ ขนาดใหญ่เล็กไม่เท่ากัน ตรงไหนที่ไม่มีศูนย์อำนาจ ก็มีชุมชน แต่ชุมชนตรงนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับใครเป็นพิเศษ ลักษณะความสัมพันธ์จะเป็นในลักษณะของศูนย์อำนาจ ชุมชน และท้องถิ่น บริบทที่ศึกษาต้องเป็นบริบทที่ศึกษาท้องถิ่นออกมา แต่อยู่ในมิติที่กว้างที่สุดเท่าที่จะศึกษาได้ ไม่ใช่มองเพียงแค่ว่าปัตตานีกับสยาม ปัตตานีกับมลายู แต่ต้องมองเป็นปัตตานีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือมากกว่านั้น จึงเป็นลักษณะของการศึกษาที่น่าจะดีกว่าหรือเป็นประโยชน์มากกว่า


          แนวคิดที่เราเรียกว่า "การแบ่งแยกดินแดน" ไม่ได้เกิดมาตั้งแต่เริ่มกำเนิดรัฐ ไม่ได้อยู่ในสายเลือดของคนปัตตานี ว่าเขาจะต้องมาต่อต้านรัฐไทย แต่มีองค์ประกอบที่ทำให้เกิดขึ้นตลอดช่วงเวลา ๑๐๐ ปีที่ผ่านมา เป็นกระบวนการที่ดำเนินไปพร้อม ๆ กับการเติบโตของรัฐไทยและการเติบโตของความรู้สึกถึงความเป็นปัตตานีนิยมของ รัฐปาตานี


          ที่สำคัญที่สุด รูปแบบเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปในช่วงตอนต้นรัตนโกสินทร์ทำให้ความสำคัญของ ปัตตานีในฐานะเมืองท่านั้นหมดลง เนื่องจากแต่เดิม บริเวณคาบสมุทรนั้นจะมีความสำคัญในฐานะเมืองท่า คือทางน้ำสำคัญกว่าทางบก แต่พอสมัยต้นรัตนโกสินทร์ทางบกสำคัญกว่าทางน้ำ เพราะบริเวณคาบสมุทรจะกลายเป็นแหล่งผลิต พริกไทย ดีบุกกับยางพารา ดังนั้นดินจะมีค่ากว่าน้ำเมื่อเทียบกับสมัยก่อน ตรงนี้เองที่ทำให้ยุทธศาสตร์หรือวิธีคิดของคนที่อยู่ตรงลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา กับบริเวณคาบสมุทรตอนล่างเริ่มเปลี่ยนแปลง


4. เศรษฐศาสตร์การเมือง 3 จังหวัดภาคใต้ (24 มกราคม 2549)


          หากดูจำนวนคนจนที่วัดตามเกณฑ์เส้นความยากจน ในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้จะมีคนจนประมาณ 300,000 คน เป็นครึ่งหนึ่งของคนจนทั้งหมดในภาคใต้ มีหมู่บ้านยากจนประมาณ 280 กว่าหมู่บ้านจากทั้งหมด 1,600 หมู่บ้าน มีปัญหาที่ดินทำกิน หนี้สิน ที่อยู่อาศัย จำนวนสูงมากท่ามกลางความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติที่เหลืออยู่ ทุนใหญ่ทั้งในและนอกประเทศที่มีโครงการขนาดใหญ่จะเข้ามาใช้พื้นที่บริเวณ เหล่านี้ ซึ่งรวมโครงการสามเหลี่ยมเศรษฐกิจที่ผลักดันโดยประเทศมาเลเซียด้วย ภายใต้โครงการดังกล่าวได้มีการเซ็น MOU กับประเทศพม่า ลาว และเขมรที่จะนำแรงงานจากประเทศนี้ราว 300,000 คนเข้ามา มีการเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับเขตการค้าเสรี


          จากเหตุการณ์ความไม่สงบ เศรษฐกิจชะลอตัวเป็นบางส่วน เช่น การก่อสร้าง และปริมาณสัตว์น้ำขึ้นท่าลดลง อุตสาหกรรมท่องเที่ยวหดตัว โรงงานปิดกิจการ 55 โรง แรงงานถูกเลิกจ้าง แต่ยอดเงินฝากในภาพรวมยังสูงอยู่ ส่วนหนึ่งอาจเพราะกลุ่มคนรวยยังไม่ลงทุน แม้คนรวยมีเพียง 10% แต่กุมความมั่งคั่งไว้จำนวนมาก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเงินจากการขายแรงงานในมาเลเซีย และราคายางที่สูง ที่สำคัญงบประมาณแผ่นดินที่เบิกจ่ายจริงในพื้นที่เพิ่มขึ้นมาเป็น 25,000 กว่าล้านบาทในปี 2548 จากเดิมมีเพียง 13,000 กว่าล้านบาท เฉพาะในจังหวัดยะลาในปี 2547 มีงบประมาณรายจ่าย 4,900 ล้านบาท แต่ในปี พ.ศ. 2548 งบประมาณกลับขึ้นมาถึง 14,000 กว่าล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณของ กอ.สสส.จชต. ที่เบิกใช้ผ่านคลังจังหวัดยะลา เพื่อใช้แก้ไขปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดภาคใต้ ส่วนงบลงทุนนั้นมีเพิ่มมากขึ้นทั้ง 3 จังหวัด


          สำหรับข้อมูลความรุนแรงใน 3 จังหวัดภาคใต้ จะพบว่าในปี 2547 ปีเดียวเกิดเหตุการณ์ขึ้นประมาณ 1,843 ครั้ง และในปี 2548 เกิดเหตุการณ์ขึ้นประมาณ 1,703 ครั้ง หากนับเอาเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2544-2548 อันเป็นปีเริ่มต้นของรัฐบาลพรรคไทยรักไทย และเป็นปีที่เกิดเหตุการณ์ก่อวินาศกรรมโจมตีตึกเวิลด์เทรดที่สหรัฐอเมริกา โดยกลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะห์ จะเห็นว่าสถานการณ์ความรุนแรงตั้งแต่ปีดังกล่าวมีระดับสูงขึ้น จากสมมุติฐานที่ว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นอาจมาจากปัจจัยภายในและภายนอก เหตุปัจจัยภายในคือ มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลและมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายเกี่ยวกับจังหวัดชายแดนภาค ใต้ของรัฐบาลทักษิณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยุบศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. รวมถึงการปรับเปลี่ยนผู้นำและข้าราชการในพื้นที่ การทำลายข่ายอำนาจอิทธิพลของคู่แข่งทางการเมืองของรัฐบาล และในช่วงเวลาเดียวกันสถานการณ์การก่อการร้ายสากล ก็อาจมีอิทธิพลต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้นในภาคใต้ด้วย


          อย่างไรก็ตามเหตุผลทางเศรษฐกิจไม่ใช่เป็นเหตุผลเดียวที่จะเป็นตัว อธิบายความรุนแรงที่เกิดขึ้น ปัญหาของ 3 จังหวัดภาคใต้ไม่สามารถชี้ชัดลงไปได้ด้วยคำตอบเดียว แต่มันมีประวัติเหมือนกับคนที่เป็นโรคเรื้อรังมาเป็นเวลายาวนาน ไม่ได้รับการดูแลและเยียวยา เกิดอะไรขึ้นนิดหนึ่งก็อ่อนไหว มันจึงไม่ใช่เหตุผลเดียวที่จะให้คำตอบได้ทั้งหมด


5. ปรัชญาการศึกษาที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและชุมชน อุดมการณ์และขีดจำกัด (28 กุมภาพันธ์ 2549)


          โรงเรียนในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ มีประมาณ 1,200 โรงเรียนระดับอาชีวะศึกษามี 19 วิทยาลัย ระดับอุดมศึกษามีอยู่ 13 แห่ง ส่วนการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) มีทั้ง 33 อำเภอ นอกจากนั้นมีปอเนาะและโรงเรียนตาดีกาสอนศาสนาพื้นฐานสำหรับเด็กของมัสยิด


          มีครูในระบบ 20,000 กว่าคน มีนักเรียนและนักศึกษาในระบบเก่า 500,000 คน ไม่รวมคนที่เรียนปอเนาะอีกประมาณ 7,000 กว่าคน ไม่ได้นับโต๊ะครู และเจ๊ะครูผู้สอนในปอเนาะและมัสยิด


          สำหรับคุณภาพการศึกษาจัดอยู่เกณฑ์ต่ำมาก วัดค่าเฉลี่ยรายวิชาของนักเรียนชั้นประถมถึงมัธยมอยู่ประมาณร้อยละ 35-48 นักเรียนในสามจังหวัดภาคใต้ มีเวลาเรียนประมาณ 100 กว่าวันจากเวลาที่ควรใช้ในการเรียน 200 วันต่อปี สาเหตุจากสถานการณ์ความไม่สงบ ครูไปกลับโรงเรียนต้องมีเจ้าหน้าที่คุ้มกัน การเรียนการสอนกิจกรรมหลายอย่างต้องยกเลิก


          ที่สำคัญคือ ปัญหาการจัดการเรียนการสอนที่ไม่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ของมุสลิมใน 3 จังหวัดภาคใต้ ทั้งเรื่องภาษา ศาสนา วัฒนธรรม ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้ตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้มากขึ้น นอกจากนั้นการจัดองค์กรบริหารการศึกษาในพื้นที่ทั้งหมดขึ้นตรงกับกรุงเทพฯ เกิดความห่างเหิน ห่างไกลจากความจริงในพื้นที่


          จากงานวิจัยความต้องการของประชาชนในพื้นที่ด้านการจัดการศึกษาพบว่า ประชาชนต้องการการมีส่วนร่วม การยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความยุติธรรม ความเท่าเทียม และการยอมรับอัตลักษณ์ของคนในพื้นที่


          ศาสนาอิสลามให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษาอย่างชัดเจนมาก ในโองการแรกๆจากพระเจ้าอัลลอฮ์เป็นบทบัญญัติเรื่องการศึกษา โดยให้สร้างความเข้าใจในเรื่องของตัวเองก่อน คือ สร้างจิตสำนึก เปลี่ยนความคิด รู้จักและเข้าใจตนเอง จากนั้นจึงทำความเข้าใจสิ่งแวดล้อมหรือสิ่งรอบตัว ส่วนข้อบัญญัติเกี่ยวกับการภักดีต่างๆ นั้นเกิดขึ้นมาทีหลัง หลักศาสนา หลักความเชื่อให้อยู่บนฐานของความรู้ แนวคิดของศาสนาอิสลาม ต้องเรียนให้รู้ตนเองก่อน สร้างชีวิตก่อนสร้างอาชีพ หรือสร้างวิถีชีวิตก่อนสร้างทักษะชีวิต บนฐานชีวิตที่ดีก่อน จึงสร้างอาชีพที่ดีขึ้นมา


          ถ้านำทั้งห้าเรื่องมาจัดเรียงเสียใหม่ ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างเรื่องเหล่านี้ โดยเรียงเป็นชั้นความ สัมพันธ์ซึ่งแต่ละชั้นเชื่อมโยงกัน โดยเริ่มต้นจากสิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุด ไปสู่สิ่งที่ดำรงอยู่ในโครงสร้างสังคมไทยซึ่งสะท้อนความไม่เป็นธรรมในสังคม อันเป็นที่มาของความรุนแรงที่ดำเนินอยู่ในรูปต่างๆ และที่สุดที่แฝงเร้นอยู่ในชั้นวัฒนธรรมซึ่งทำหน้าที่ให้ความชอบธรรมกับความ คิดคับแคบที่มีต่อผู้คนที่แตกต่างจากตัว ถึงขั้นยอมรับให้ใช้ความรุนแรงต่อคนเหล่านั้นได้สนิทใจ อาจช่วยให้เห็นประเด็นสำคัญ 5 ประเด็น และ ทางออก 5 ทางคือ


ชั้นของบุคคลที่ใช้ความรุนแรง


1. ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีตัวละครมากมาย ทั้งฝ่ายผู้ก่อการใช้ความรุนแรง ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน และมหาอำนาจของโลก ทั้งหมดนี้ดำเนินไปท่ามกลางบริบททางการเมืองความมั่นคงของโลกที่แทบทุก ประเทศถูกครอบงำ ด้วยยุทธศาสตร์สร้างความมั่นคงกระแสหลัก และดังนั้นต้องหาหนทางให้ประเทศเป็นอิสระทางความคิดยุทธศาสตร์เพื่อสถาปนา ความมั่นคงที่ยั่งยืน


ชั้นทางโครงสร้าง


2. ผู้คนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยากจนและเผชิญกับความไม่ยุติธรรมทางเศรษฐกิจ และดังนั้นต้องหาหนทางแก้ไขความไม่เป็นธรรมที่ดำรงอยู่ในระบบเศรษฐกิจทุน นิยม แต่ขณะเดียวกันสังคมไทยก็ต้องไม่เห็นว่าคำตอบของปัญหาความรุนแรงภาคใต้อยู่ ที่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจเท่านั้น


3. ภายใต้ระบบเศรษฐกิจที่เห็นทุกสิ่งเป็นสินค้าเหมือนไม่มีขอบเขตพอเพียง สามจังหวัดชายแดนภาคใต้จึงต้องเผชิญกับวิกฤตในการจัดทรัพยากรธรรมชาติ และดังนั้นต้องหาหนทางให้ท้องถิ่นเป็นอิสระในทางการจัดการทรัพยากร


ชั้นของบุคคลที่ใช้ความรุนแรง


4. การจัดการศึกษาไทยเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างระบบราชการ แต่วัฒนธรรมความคิดเกี่ยวกับการศึกษาไทยถูกครอบงำจากส่วนกลาง จึงกลายเป็นการศึกษาที่ไม่เห็นความสอดคล้องกับวิถีแห่งชุมชน และดังนั้นจึงต้องหาหนทางสร้างวัฒนธรรมการศึกษาที่ยอมรับความหลากหลายทาง วัฒนธรรม


5. สังคมไทยโดยรวมตกอยู่ใต้อิทธิพลครอบงำของประวัติศาสตร์ชาติชนิดที่มี กรุงเทพฯเป็นศูนย์กลาง อีกทั้งยังสร้างความเชื่อมโยงต่อเนื่องกลับไปยังอยุธยา และ สุโขทัย ดังนั้นต้องหาหนทางเปิดพื้นที่ให้ประวัติศาสตร์สังคมชนิดที่อัตลักษณ์ของ ท้องถิ่นมีความหมายได้รับการยอมรับ ให้อดีตของผู้คนที่แตกต่างหลากหลายมีเสียง มีที่ทางในประวัติศาสตร์ชาติอย่างใหม่ที่ต้องสร้างบนพื้นฐานความเป็นจริงของ สังคมไทยนั้นเอง


          กล่าวอย่างรวบรัดให้ถึงที่สุด โครงการตลาดวิชามหาวิทยาลัยชาวบ้านชุด 3 จังหวัดภาคใต้ดูจะเข้าใจว่า ทางออกของปัญหาความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ อยู่ที่การต่อสู้ด้วยความรู้กับการครอบงำที่ดำรงอยู่ในรูปต่างๆ และ ปลดปล่อยชีวิตผู้คนและสังคมไทยโดยรวมให้เป็นอิสระจากการถูกครอบงำเหล่านั้น


          ถ้าเป็นเช่นนี้จริง สิ่งที่ต้องต่อสู้ด้วยอย่างจริงจังเห็นจะเป็นสภาพ "วัฒนธรรมเชิงเดี่ยวทางความคิด" [Vandana Shiva, Monocultures of the Mind: Perspectives on Biodiversity and Biotechnology (Penang, Malaysia: Third World Network, 1993)] ที่ดำรงอยู่ในสังคมมนุษย์มากหลายรวมทั้งสังคมไทยด้วย "วัฒนธรรมเชิงเดี่ยวทางความคิด"ทำหน้าที่ผลิตตัวแบบทางความคิด ซึ่งมุ่งลดทอนบ่อนทำลายความหลากหลายต่างๆในนามของการพัฒนา ความก้าวหน้า และ ความมั่นคงกระแสหลัก ภัยร้ายแรงของ"วัฒนธรรมเชิงเดี่ยวทางความคิด"คือ เมื่อความแตกต่างหลากหลายถูกทำลาย ก็จะทำให้ทางเลือกต่างๆอันตรธานไปด้วย และฝังสังคมมนุษย์ไว้กับมายาคติว่าไม่มีทางเลือกใดๆอีกแล้ว นอกจากยอมจำนนกับความคิดหลักที่ครอบงำผู้คนอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ความมั่นคงของประเทศ เศรษฐกิจการเมือง ทรัพยากรธรรมชาติ การศึกษา หรือ การหวนคิดถึงอดีตของตน


เหลียวหลังแลหน้า
ความเปลี่ยนแปลงของชีวิตและชุมชน: มุมมองจากชาวบ้าน 3 จังหวัดชายแดนใต้


การ สัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง เหลียวหลังแลหน้า ความเปลี่ยนแปลงของชีวิตและชุมชน จากมุมมองของชาวบ้าน ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จัดขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้สิ่งที่ได้ทำการศึกษา และจัดกิจกรรมในพื้นที่ เพื่อให้เข้าใจถึงความรู้สึกนึกคิดของคนภายใน เข้าใจชีวิตวัฒนธรรมที่แสดงถึงความต้องการ วิธีคิด ค่านิยมที่เกิดขึ้นในสังคมท้องถิ่น


          เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการศึกษาความเป็นมาทางประวัติศาสตร์สังคม การเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรม การเมือง เศรษฐกิจ และความเชื่อที่เกิดขึ้นในสังคมท้องถิ่น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการเข้าใจถึงสาเหตุปัญหาและสังคมวัฒนธรรมที่เปลี่ยน แปลงไปของพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ อย่างมีระบบ ได้จัดขึ้นใน 3 ระดับ คือระดับชาวบ้านในพื้นที่ ระดับนักวิชาการและนักพัฒนา และระดับนโยบายกับสาธารณชน


          จากยาลอเป็นยะลาการเปลี่ยนแปลงในรอบทศวรรษ


          ชี้ให้เห็นถึงความพึ่งพาอาศัยกันของชุมชนไทยพุทธ และมุสลิมในอดีต ดังกรณีการแลกสถานที่ตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนบริเวณเปาะเส้งกับหน้าถ้ำ ความเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ของผู้คนเกิดขึ้นอย่างมากมายภายหลังจากการสร้าง ทางรถไฟและตัดถนน


          บทบาทผู้หญิงได้มีความเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ผู้หญิงต้องออกไปทำงานนอกบ้านมากขึ้น ค่านิยมส่งลูกเรียนในเมืองเกิดขึ้นเหมือนหมู่บ้านทั่วไปในประเทศไทย พ่อแม่ที่ส่งลูกหลานเข้ามาเรียนในเมืองก็เผชิญกับปัญหาวัยรุ่นไม่ต่างกัน


          ความเปลี่ยนแปลงทางค่านิยม ความขัดแย้งระหว่างคุณค่าเก่ากับคุณค่าใหม่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงในสังคมมลายูมุสลิม


          การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศวัฒนธรรมในเขตเชิงเขาบูโด-สันกาลาคีรีลุ่มสายบุรีตอนกลาง


          พื้นที่สำคัญของชุมชนนอกจากที่ตั้งบ้านเรือน ที่นา ที่สวน กูโบและปอเนาะ ก็มีที่สาธารณะ ที่ส่วนรวม ซึ่งชุมชนท้องถิ่นใช้ร่วมกัน ความเปลี่ยนแปลงการทำมาหากินเป็นการปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น ยางพาราส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน ไม่น้อยกว่าการเปลี่ยนแปลงในเรื่องการถือครองกรรมสิทธิ์เอกชน จากเดิมที่ไม่มีโฉนด กลายเป็นต้องมีโฉนด เศรษฐกิจเข้าสู่ระบบตลาดมากขึ้น วิถีชีวิตแบบเดิมถูกกระทบ


          เครือข่ายผู้หญิงเพื่อสันติภาพ


          การทำงานของเครือข่ายผู้หญิงเพื่อสันติภาพ ให้ความสำคัญกับผู้หญิงผู้สูญเสียจากเหตุการณ์ความรุนแรงใน 3 จังหวัดภาคใต้ในฐานะที่เป็นคนคนหนึ่ง โดยไม่ได้แบ่งแยกว่าเป็นฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ หรือผู้ก่อการ เป็นไทยพุทธหรือไทยมลายูมุสลิม ได้เห็นชีวิตผู้คนใน 3 จังหวัดภาคใต้ผ่านมุมมองของผู้หญิงเห็นความเกลียดกลัวและอคติของคนในสังคม ที่มีต่อกัน ซึ่งกลุ่มผู้หญิงที่เครือข่ายเข้าไปทำงานด้วย ได้สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของสื่อมวลชนที่กระทำต่อสังคม 3 จังหวัดภาคใต้ด้วยการนำเสนอความรุนแรง ที่ก่อให้เกิดความเกลียดกลัวต่อกันมากยิ่งขึ้น


          ปอเนาะ


          บทบาทการจัดการกล่อมเกลาทางสังคมของสถาบันปอเนาะ ไม่ต่างจากบทบาทของวัดไทยในอดีต ซึ่งถูกทำให้หมดบทบาทไปนานแล้ว ปอเนาะกำลังเผชิญกับสิ่งที่ใหญ่กว่าความขัดแย้งกับรัฐไทย นั่นคือความขัดแย้งกับตลาดที่เน้นชีวิตด้านวัตถุ การบริโภคอย่างไร้ขอบเขต ชีวิตด้านภายในของผู้คนกำลังมีความสับสนขัดแย้งอย่างรุนแรง หลักอิสลามที่เน้นทักษะชีวิตมาก่อนทักษะอาชีพ ในขณะที่การศึกษาสมัยใหม่ดูเหมือนให้น้ำหนักกับทักษะอาชีพ การผลิตคนเข้าสู่โรงงาน หรือภาคบริการต่างๆ เป็นต้น บทบาทปอเนาะจะสามารถดำรงอยู่ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างไร


          อุลามะอ์


          อุลามะอ์ หรือผู้รู้ในสังคมไทยมลายูมุสลิมปัจจุบัน อาจกล่าวได้ว่า หาได้ยาก โต๊ะครูส่วนใหญ่จะเป็นเพียงผู้สอน ผู้ถ่ายทอดความรู้ อุลามะอ์ได้สูญเสียบทบาทของตนเองไปด้วยเหตุปัจจัยด้านการเมือง สังคม วัฒนธรรม


ความมั่นคงของมนุษย์ในมุมมองของชาวบ้าน


สำหรับ สถานการณ์ความรุนแรงใน 3 จังหวัดภาคใต้ ชาวบ้านได้วิเคราะห์ว่า หน่วยงานราชการ รัฐบาล และสื่อมวลชน ขาดความน่าเชื่อถือในความยุติธรรม เจ้าหน้าที่ของรัฐมีส่วนรู้เห็นในการตั้งข้อกล่าวหากับผู้บริสุทธิ์ ก่อให้เกิดความหวาดกลัวและหวาดระแวง


          รัฐบาลมักมองความมั่นคง ครอบคลุมเป็นเพียงความมั่นคงของรัฐมุ่งเน้นการรักษาความสงบและการใช้กำลังทหารเข้าควบคุมสถานการณ์


          ส่วนชาวบ้าน มองความมั่นคง ครอบคลุมถึงความมั่นคงของมนุษย์ที่พึงจะได้รับเป็นเรื่องการกินอิ่ม นอนอุ่น หลับไม่ผวา เป็นความมั่นคงของชีวิต ครอบครัว เครือญาติ ชุมชนท้องถิ่น ในฐานะหน่วยรวมระดับย่อยขึ้นมา บนฐานความมั่นคงด้านจิตใจศรัทธา ประเพณีวัฒนธรรมที่ดีงาม มีความมั่นคงด้านอาหาร ความมั่นคงของฐานทรัพยากรเป็นความมั่นคงท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง มีจิตสำนึก ความรู้ สติปัญญา สามารถก้าวไปกับความเปลี่ยนแปลงอย่างมั่นคง


เปิดประเด็นจากหนังสือ ความเป็นมาของทฤษฎีแบ่งแยกดินแดน


การ เปิดประเด็นจากหนังสือความเป็นมาของทฤษฏีแบ่งแยกดินแดน ได้จัดครั้งแรกร่วมกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน และครั้งที่ 2 ร่วมกับวิทยาลัยอิสลามศึกษา และโครงการจัดตั้งสถาบันสมุทรรัฐ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มอ.ปัตตานี


หนังสือ "ความเป็นมาของทฤษฎีแบ่งแยกดินแดนในภาคใต้ไทย" โดย ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


ศึกษาถึงกำเนิดและความเป็นมาของการสร้างมายาคติว่าด้วย "ลัทธิแบ่งแยกดินแดน" ในวาทกรรมการเมืองสมัยใหม่ของรัฐไทย เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่ผูกพันและรองรับมโนทัศน์การแบ่งแยกดินแดนมาจากและ ก็ทำให้เกิดมายาคติในเรื่อง "กบฏหะยีสุหลง" และ "กบฏดุซงญอ" ด้วย


เนื้อหาหลักและบทสรุป


กระบวนการสร้างชาติและประชาธิปไตย democratization & nation-building

  • ใน เวลาเดียวกันพัฒนาการและความเป็นมาของรัฐไทยสยามที่เปลี่ยนผ่าน จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ระบอบประชาธิปไตย และการสร้างรัฐไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

  • ก็มีส่วนในการผลักดัน และสร้างแนวความคิดทางการเมืองของ "การแบ่งแยกดินแดน" ให้เกิดขึ้นในการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มพลังการเมืองใหม่ในภูมิภาค ต่างๆจากใต้จรดเหนือและอีสาน

  • ลัทธิชาตินิยม vs ท้องถิ่น

  • กระบวนการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองและการสร้างรัฐไทยสมัยชาตินิยมนี้ นำไปสู่การใช้กำลังและความรุนแรงปราบปรามและสยบการเรียกร้องและสร้างอัต ลักษณ์ทางวัฒนธรรมและการเมืองของภูมิภาคทั้งหลายลงไป โดยที่กรณีของมลายูมุสลิมในภาคใต้มีลักษณะเฉพาะต่างจากภาคอื่นและมีผล สะเทือนที่ยังส่งผลต่อมาอีกนาน

บริบททางการเมืองยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒

  • พัฒนาการและความเป็นมาของการเมืองยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ช่วยทำให้มโนทัศน์เรื่อง "การแบ่งแยกดินแดน" มีบริบทอันถูกต้องขึ้นมา

จุดยืน ทรรศนะ

  • กล่าวได้ว่าเหตุการณ์และความขัดแย้งในสามจังหวัดภาคใต้นั้น มีทรรศนะในการมองที่ตรงข้ามกันระหว่างรัฐและประชาชนมลายูมุสลิมภาคใต้

  • ในขณะที่รัฐมองว่าการต่อต้านลุกฮือต่างๆของคนมลายูมุสลิมนั้นเป็นการ "กบฏ"

  • แต่ ฝ่ายประชาชนมุสลิมเองกลับมองว่า การเคลื่อนไหวถึงการประท้วงต่อสู้ต่างๆนั้นคือ การเรียกร้องความเป็นธรรม และสิทธิของพลเมืองในรัฐที่เคารพวัฒนธรรมความเชื่อของคนกลุ่มน้อย

  • ไปจนถึง "การทำสงคราม" เพื่อความถูกต้องและเป็นธรรมตามศรัทธาและความเชื่อของตน

  • "ข้อเรียกร้อง ๗ ประการ"

  • ผู้ นำมลายูมุสลิมในภาคใต้มีความต้องการแน่วแน่ในการเจรจาต่อรองกับ รัฐบาลไทยต่อปัญหาขัดแย้งต่างๆที่เกิดขึ้นจนนำไปสู่การเสนอ "ข้อเรียกร้อง ๗ ประการ" ในทศวรรษปี ๒๔๘๐ เป็นต้นมา การเคลื่อนไหวและขบวนการต่างๆที่เกิดขึ้น เป็นปฏิกิริยาต่อการจัดการปัญหาและไม่พอใจสภาพกดขี่ไม่ยุติธรรมที่พวกเขาได้ รับอยู่ และต่อเนื่องมาจากการต่อรองเจรจากับรัฐบาล

  • ลักษณะสองด้านของชุมชนมุสลิม

  •  มี ลักษณะสองอย่างในชุมชนมุสลิมที่ทางการไทยไม่เข้าใจ และนำไปสู่การสรุปว่าเป็นการแข็งขืนทางการเมือง ข้อแรกคือการที่ชุมชนมุสลิมมีการจัดตั้งและมีโครงสร้างสังคมที่เข้มแข็งแน่น เหนียว ทำให้สามารถดำเนินการเคลื่อนไหวอย่างเป็นเอกภาพได้สูง ทำให้ผู้นำรัฐและเจ้าหน้าที่หวาดระแวงและกระทั่งหวาดกลัวการกระทำที่อาจนำไป สู่การเป็นปฏิปักษ์ต่ออำนาจการปกครองของพวกตนได้

ศาสนา = การเมือง

  • อีก ข้อหนึ่งคือการไม่เข้าใจศาสนาอิสลาม ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐไทยมองพฤติการณ์ของฮัจญีสุหลงในทางศาสนาและอื่นๆว่าล้วน เป็นการเมืองทั้งสิ้น ในความหมายของการกระทำที่บ่อนทำลายอำนาจและความชอบธรรมของรัฐไทยลงไป ทั้งหมดนี้ทำให้ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการเมืองของทางการไทยหลีกไม่พ้นที่ไป กระทบและทำลายกิจกรรมความเชื่อทางศาสนาในฝ่ายมุสลิมด้วย

  • ความแตกต่างในศาสนาไม่ใช่เหตุของความขัดแย้งทางการเมืองเสมอไป

  • สาเหตุ ของความขัดแย้งระหว่างชนชาติส่วนน้อยกับรัฐแม้โดยส่วนใหญ่มาจาก การมีความเชื่อและการปฏิบัติทางศาสนาที่แตกต่างตรงข้ามกัน ในทางเป็นจริงนั้นความขัดแย้งดังกล่าวไม่จำเป็นต้องปะทุลุกลามกลายเป็นความ ขัดแย้งที่รุนแรงและเป็นปฏิปักษ์กัน

  • นอกจากว่าอำนาจรัฐเข้ามาจัดการอย่างไม่ถูกต้อง ดังกรณีของกบฏดุซงญอ ทำให้เห็นชัดเจนขึ้นว่า ปัญหาของศาสนาและเชื้อชาตินั้นก็ยังขึ้นต่อปัญหาและความเป็นมาในพัฒนาการทาง การเมืองระดับชาติและในทางสากลด้วย

กำเนิดสงครามเย็น->การแบ่งแยกดินแดน

  • ดัง เห็นได้จากการที่ทรรศนะและการจัดการของรัฐไทยต่อข้อเรียกร้องของขบวน การมุสลิมว่าเป็นภยันตรายและข่มขู่เสถียรภาพของรัฐบาลไป จนเมื่อเกิดรัฐประหาร ๒๔๙๐ และสหรัฐฯและอังกฤษต้องการรักษาสถานะเดิมของมหาอำนาจในภูมิภาคอุษาคเนย์เอา ไว้ วาทกรรมรัฐว่าด้วย "การแบ่งแยกดินแดน" ก็กลายเป็นข้อกล่าวหาที่สอดคล้องกับสถานการณ์สงครามเย็นในการเมืองระหว่าง ประเทศ

  • รัฐกับความชอบธรรมในการใช้กำลัง

  • ส่วนภาวการณ์ในประเทศการสร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อยภายใต้อำนาจรัฐ ของศูนย์กลางก็เป็นความจำเป็นภายในประเทศที่เร่งด่วน ทั้งหมดทำให้การใช้กำลังและความรุนแรงต่อกลุ่มชนชาติ(ส่วนน้อย)และหรือกลุ่ม อุดมการณ์ที่ไม่สมานฉันท์กับรัฐบาลกลางเป็นความชอบธรรมและถูกต้องไปได้ในที่ สุด

ประเด็นจากการแลกเปลี่ยนที่น่าสนใจ มีดังนี้

  • เป็น การเสวนาเพื่อฝ่าข้าม "อคติในการเรียนรู้ของคน" และความพยายามที่จะมองปัญหาให้เห็นถึงประชาชนคนสามัญ เบื้องใต้ของการขัดแย้งในระดับผู้นำหรือชนชั้นนำ ปัญญาชน ที่สำคัญ คือ ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน นโยบายของรัฐดูประชาชนเหมือนกับเป็นสมบัติชิ้นหนึ่งที่จะทำ "สงครามแย่งชิง" เพราะเมื่อมองว่าจะแย่งประชาชนก็มักจะแย่งด้วยการโฆษณาชวนเชื่อมากกว่าการ มองไปว่าปัญหาของชาวบ้านจริง ๆ คืออะไร และช่วยกันแก้ที่ปัญหาพื้นฐาน

  • การมองประวัติศาสตร์ นอกจากการอธิบายถึงกรณีการต่อสู้ระหว่างผู้นำด้วยกัน จึงควรสะท้อนด้วยว่า ในขณะนั้น สังคมมีความเป็นอยู่อย่างไร

  • การ ใช้วาทกรรมแบ่งแยกดินแดน เป็นการเลือกใช้ที่ตั้งใจใช้ เพราะผู้ใช้รู้ว่าสามารถหาความสนับสนุนจากสาธารณะชนได้ง่ายกว่าวาทกรรมอื่น หากดูทัศนะจากประชาชนในพื้นที่ จะมองกำลังทหารที่เข้าไปว่าเป็นการใช้กำลังเข้าไปยึดครอง ทำให้ประชาชนไร้อำนาจในการกำหนดชะตากรรม อนาคต หรือวิถีชีวิตในพื้นที่

  • อาจ มีคนส่วนน้อยที่มีความคิดมากไปกว่า การต่อสู้เพื่อเสรีภาพ แต่จะเรียกว่าเป็นทฤษฏีแบ่งแยกดินแดนได้ไหม ในโลกปัจจุบัน ความรุนแรงมีผลกระทบต่อชีวิตของประชาชนไม่จำเป็นต้องมาจากคนจำนวนมากก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมีแนวร่วมจำนวนมากถึงจะทำได้

  • ความรุนแรงในปัจจุบัน เกิดขึ้นจาก 2 ฝ่าย การที่รัฐจับผู้ต้องสงสัยถูกเพียงแค่ 50% ก็แปลว่าจับผิด 50% ปัญหาเพิ่มขึ้นแน่ ทิศทางของปัญหาจะขยายวงมากขึ้น

  • การ สร้างสันติสุข ต้องใช้ต้นทุน ต้องเปลี่ยนวิธีคิดหลายอย่างในสังคม วิธีคิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับพลเมือง วิธีมองประเทศไทย สังคมไทย

  • ความพยายามดึงประชาชนมาอยู่ฝ่ายรัฐ การชนะใจประชาชนส่วนใหญ่ จะเป็นไปได้หากมีกระบวนการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ มีความยุติธรรม ปกป้องคุ้มครองประชาชนที่สุจริตให้ได้มากขึ้น

  • การใช้ความรุนแรง แม้จะสร้างความหวาดกลัวได้มาก แต่ก็เป็นการทำลายความชอบธรรมของผู้ใช้

  • รัฐ ต้องระวังเรื่อง การสร้างความโกรธแค้นใส่กัน อย่าขยายมันออกไป เพราะท้ายที่สุดจะกลายเป็นสายโซ่ของความเกลียดชังและความอาฆาตแค้น ซึ่งจะนำไปสู่การทำร้ายกันอย่างไร้เหตุผล

  • มติมหาชนค่อนข้างที่จะมี อิทธิพลต่อการตัดสินใจของรัฐบาลได้มาก ระดับนโยบายอาจพูดถึงแนวทางการแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้อง แต่กระแสของมหาชนเป็นตัวที่เหนี่ยวรั้งได้พอสมควร ปัญหาจึงไม่ใช่เพียงแค่ปัญหาระหว่างรัฐบาลกับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่และ ประชาชนในพื้นที่

  • คนปัตตานีใช้คำว่า "Merdeka" เป็นภาษามลายู แปลว่า อิสรภาพ ไม่ได้ใช้คำว่าแบ่งแยกดินแดน เพราะถือว่าดินแดนเป็นของพวกเขา

  • น่าจะมีการศึกษานโยบายสมัย จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งมีผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่มากกว่าของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ด้วยซ้ำ

  • น่าจะศึกษา อิทธิพลของการปฏิวัติอิสลามที่มีต่อขบวนการต่าง ๆ ในประเทศไทย

  • ใน สมัยรัชกาลที่ 5 ได้สร้างรัฐสมัยใหม่ที่บูรณาการทางดินแดน แต่ไม่ใช่เป็นการบูรณาการของชาติ การเป็นชาติของสังคมไทยจึงไม่สมบูรณ์ ไม่มีพื้นที่สำหรับความแตกต่างหลากหลาย และมีพื้นที่ทางการเมืองสำหรับประชาชนคนสามัญที่แคบ

  • มองประวัติศาสตร์ว่าเป็นเรื่อ การปฏิสัมพันธ์ ไม่ได้เป็นเพียงสิ่งนิ่ง ๆมีเรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ที่มีทั้งด้านดี และไม่ดี ซึ่งจะเห็นได้จากประวัติศาสตร์ชุมชน



การสร้างสำนึกร่วมของชุมชน


          เวทีการแลกเปลี่ยนครั้งนี้ เป็นการพบกันระหว่างกลุ่มแกนนำชาวบ้านจากชุมชนที่ทำงานด้านฐานทรัพยากร การส่งเสริมบทบาทของชุมชนในการเยียวยา ช่วยเหลือคนที่เดือดร้อนจากเหตุการณ์ความรุนแรง ส่งเสริมให้ชุมชนจัดการคลี่คลายปัญหาในชุมชน การดูแลกันในชุมชน คนแก่เคยเชื่อมความสัมพันธ์ระดับชุมชนท้องถิ่น สร้างประเพณีร่วมกันในพื้นที่ระบบนิเวศวัฒนธรรมเดียวกัน การฟื้นความเข้มแข็งข้างในชุมชนท้องถิ่น เพื่อให้มีอำนาจต่อรองกับภายนอกได้อย่างเท่าทัน และเป็นทางเลือกออกจากความรุนแรง ให้ชุมชนสามารถแก้ปัญหาของตนเองได้ การสร้างสำนึกร่วมของชุมชนจึงเป็นสิ่งสำคัญ เป็นโจทย์ใหญ่ไม่เฉพาะเพียงชาวบ้านเจ้าของเรื่อง แต่สำหรับคนที่ทำงานกับชาวบ้านด้วย



การรับมือกับสถานการณ์ ของภาคประชาชน


          ในสถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนใต้ เช่นนี้ ชาวบ้านจะอยู่กันอย่างไร ต้องตั้งธงก่อนว่า "เราต้องอยู่กันให้ได้" เอาชนะความเกลียดกลัวด้วยความเมตตากรุณาต่อกัน ต้องไม่กลัวจนเกินไป และ กล้าที่จะว่ากล่าวตักเตือนและเสนอแนะเพื่อส่วนรวม ช่วยกันดูแลครอบครัว ร่วมกันทำงานด้วยกันในชุมชน งานชุมชน เป็นกระบวนการทำงานสร้างจิตสำนึกชุมชน ให้ตระหนักถึงสถานการณ์และภัยคุกคาม ข้ามให้พ้นความเกลียดกลัว ไปสู่การสร้างสรรค์ชุมชนภายในให้เข็มแข็ง ฟื้นฟูความสัมพันธ์ภายใน เพราะครอบครัว ชุมชน ภายในอ่อนแอ การทำงานจากมุมมองสังคม วัฒนธรรม เป็นความพยายามที่จะเข้าถึงแก่นแท้ของปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้


          ในขณะนี้สังคมเต็มไปด้วยอวิชชา ไม่รู้ความรู้สึกลึก ๆ ของกันและกัน โอกาสที่คนจะคุยกันน้อย ก่ออคติที่ไม่สามารถล้างด้วยข้อมูลใด ๆ เป็นงานที่ยากมากๆ มีความเกลียดกลัวที่รุนแรงมากเกิดขึ้นทั้งในสังคม ไทย และใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ จึงต้องมี "ประชาสังคม " ที่เกิดความร่วมมือกันระหว่างคนต่างวัฒนธรรม ต่างศาสนา ต่างชาติพันธุ์


          มี ความจำเป็นจะต้องมีพื้นที่สาธารณะมากขึ้น เพื่อจะทำให้คนได้สามารถมาพบปะกัน สามารถที่จะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน และสามารถจะเถียงกันโดยสงบได้ การมีพื้นที่สาธารณะที่จะให้คนขัดแย้งกัน ไม่เห็นด้วยกัน แต่ว่ามีกติกา มีระเบียบแบบแผนที่จะทำให้เราต่างฝ่ายต่างเก็บความขัดแย้งของกันและกันเอา ไว้ แล้วก็รอมชอมกันได้โดยไม่จำเป็นต้องเห็นพ้องต้องกัน โดยวิธีใดวิธีหนึ่งที่เป็นไปโดยสันติวิธี เป็นเรื่องสำคัญ


          สิ่ง สำคัญที่ต้องทำความเข้าใจ คือ มีความเปลี่ยนแปลงอย่างมากในช่วง 20 กว่าปีมานี้ มีความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ๆ ใน 3 จังหวัดภาคใต้ อย่างน้อย 4 ด้าน คือ

  1. การถูกผนวกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทยแน่นหนามาก ขึ้น ด้วยการคมนาคม ด้วยตลาด 3 จังหวัดภาคใต้ ถูกผนวกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของตลาดกลางของประเทศไทย

  2. การเกิดการจัดการใช้ทรัพยากรใหม่โดยรัฐ คนใน 3 จังหวัดไม่สามารถปรับตัวเข้ากับวิธีการใช้ทรัพยากรแบบใหม่

  3. การเกิดสำนึกใหม่ในเรื่องของศาสนาอิสลามและความเป็นมลายู

  4. โลกาภิวัตน์ กระแสที่แผ่ถึงกันทั่วโลก หรือการแผ่พลานุภาพครอบครองโลกของบรรษัท หรือตลาดโลก และมหาอำนาจ ในทุกๆด้าน

          ความ ขัดแย้งใน 3 จังหวัด จึงมีมากกว่าความขัดแย้งระหว่าง "ประชาชน" กับ "รัฐไทย" มีความขัดแย้งระหว่างคนตรงนี้ กับสถานการณ์ของโลกกว้างทั้งหมด เช่น กรณี 9/11 ที่ทำให้มุสลิมทั่วโลกกลายเป็นผู้ร้าย ความขัดแย้งภายในที่คนภายในเอาเปรียบกันหรือร่วมกับคนข้างนอก เข้ามาเอาเปรียบคนในท้องถิ่น ความขัดแย้งในครอบครัว ชุมชน สังคม วิถีชีวิตและวิถีใช้ทรัพยากร เป็นต้น


          ดังนั้น ประชาชนต้องร่วมกันสร้างทางเลือกใหม่ ที่เกิดจากการรวมกลุ่มจัดตั้งของมวลชน ไม่ว่าจะเป็นทางเลือกใหม่ทางเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม ทางเลือกใหม่ทางการเมืองที่ประชาชนสามารถที่จะควบคุมดูแลพฤติกรรมของผู้มี อำนาจ ในการตัดสินใจใช้ทรัพยากรของสังคม ทางเลือกใหม่ทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ ที่ตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงและต่อรองกับสังคมในวงกว้างได้


          ข้อเสนอทางออกรูปธรรมเฉพาะหน้า

  1. การเยียวยา เป็นสิ่งที่รับได้หมดทุกฝ่าย และเป็นงานที่ประสานให้เกิดการรวมกลุ่มต่าง ๆ ขึ้น

  2. การ สนทนาโต้ตอบ ต้องเปิดไว้กับทุกฝ่าย "อย่าเป็นศัตรูกับรัฐ" และ"ไม่จำเป็นต้องเป็นศัตรูกับฝ่าย ตรงข้ามรัฐ" พยายามที่จะมีการเจรจาโต้ตอบกับทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม โดยรักษาจุดยืนของตนเองไว้

  3. กระบวนการกลุ่มปกป้องภัยจากทุกฝ่ายโดยสงบ ให้คนรวมตัวกันร่วมกันคิดวิธีการปกป้องตนเอง

  4. การ ต่อสู้ในวิถีทางที่สิทธิทางกฎหมายรองรับ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่พอสมควร แต่การใช้อำนาจเถื่อนมีมาก เราต้องใช้สิทธิให้เต็มที่ยันกับสิ่งนอกกฎหมาย เพื่อที่สักวันหนึ่งจะสามารถขีดเส้นที่ชัดเจนได้ว่าอะไรเป็นสิ่งนอกกฎหมาย อะไรเป็นสิ่งที่กฎหมายต้องให้ความคุ้มครอง

  5. การเรียนรู้การต่อสู้ของประชาชนส่วนอื่นทั่วประเทศ ทั้งหมดนี้เพื่อนำไปสู่การสร้างพื้นที่ทางการเมืองของประชาชน ขึ้นมา

จำนวนผู้เข้าชม : 7133