South Watch.org South Watch.org
บทความพิเศษ



ศาสนธรรมกับความเป็นสมัยใหม่

บาทหลวงนิพจน์ เทียนวิหาร

ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมศาสนาและวัฒนธรรมชุมชน เชียงใหม่



ก่อนที่จะพูดถึงโลกาภิวัตน์ ซึ่งเป็นแค่กระบวนการ แต่ตัวที่ทำให้เกิดผลกระทบก็คือ ตัวที่เราเรียกว่า ความเป็นสมัยใหม่นี่แหละ ที่เรียกว่า modernity ไปปั่นวิถีชีวิตให้เป็น modern เป็นสมัยใหม่กระจายไปทั่วโลก โดยอาศัยกระบวนการโลกาภิวัตน์ ทางด้านสื่อก็ดี ทางด้านการเงิน ทางด้านการเมืองก็ดี ดังนั้นจะพูดถึงคำนี้นิดหน่อยเพื่อเราจะได้เข้าใจในเชิงโลกทัศน์ของความเป็นสมัยใหม่

ศาสนาต่างๆในโลกต้องเผชิญกับความท้าทายเหล่านี้ในลักษณะที่หลากหลาย สำหรับคริสต์ชนเพื่อที่จะเข้าใจในตรงนี้ บรรดาพวกฆราวาสและพระสงฆ์ได้ทำการวิพากษ์ในเชิงศาสนศาสตร์ ว่า ความเป็นสมัยใหม่นั้น คืออะไร เราอยากจะรู้ตัวตนของมัน ถ้าเห็นว่ามันเป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง (ขออภัย) ขามันเป็นอย่างไร หัวมันเป็นอย่างไร หางมันเป็นอย่างไร ตับไต ไส้พุงมันเป็นอย่างไร มันทำงานอย่างไร แล้วมันเดินทางไปรอบโลกอย่างไร ที่ปรากฏเป็น โค 2 ตัว เดินทางรอบโลก ที่เรียกว่า โคคา โคล่า มีเนื้อในเป็น modernity มันคืออะไรกันแน่ ถ้าบอกว่าเป็นตัวอะไร ที่จริงมันก็ไม่ใช่โรคห่า แต่มันก็ใกล้ๆ โรคห่า มันมีอะไรที่กระจายได้มากมาย แต่มันก็น่ารักด้วย ไปที่ไหน มันมีเทคนิค มันมีความยืดหยุ่นมาก มันใช้ทำอะไรได้เยอะแยะ ทีนี้ถ้าเรามองดูมันอย่างนี้ แล้วสุดท้ายมันก็เข้ามากินเราเลย ไม่ใช่อยู่ข้างนอก ไอ้ตัวนี้ ความเป็นสมัยใหม่ มันเข้าไปเป็นเนื้อเป็นหนัง เป็นความรู้สึก เป็นอารมณ์ของเราไปหมดเลย มันไม่ใช่อยู่ข้างนอกแล้ว เข้ามาจนกระทั่งกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของเรา แล้วเราก็ไม่เห็นมัน ที่เปรียบเทียบ เป็นโค 2 ตัว เหมือนเป็นโคถึก โคตัวนี้มันถูกสนตะพาย เวลามันชักไปขวา เราก็ไปขวา เวลามันชักไปซ้าย เราก็ไปซ้าย แล้วเราไม่ยอมเอาออกเลย เพราะฉะนั้น ไอ้โค 2 ตัว โคคา โคล่า มันเข้าไปเป็นตัวตนของเราด้วย เพราะฉะนั้นเวลาที่ศึกษามัน มันไม่ใช่เรื่องข้างนอกเฉยๆ มันเป็นเรื่องของภายใน เป็นตัวตนของเรา

ถ้าเราไม่สำนึกมัน มันจะเป็นนายของเราอย่างชัดเจน และเรายอมเป็นทาสของมัน ยิ่งกว่าเราเป็นทาสของ การไปฉี่ การไปฉี่ เวลามันอยากฉี่ก็ต้องไปใช่ไหม ต้องขอโทษนะ อันนี้เป็นธรรมชาติ คล้ายกันเลยครับ ถ้าเราอยากเข้าใจในเรื่อง modernity เหมือนอย่างนั้นเลย มันเป็นธรรมชาติ มันเหมือนกลายเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเรา และนี่คือสิ่งจำเป็นมากถ้าจะเข้าใจ modernity ต้องเข้าใจว่าตัวตนของเราถูกทำให้เป็นแบบนั้น จนกระทั่งเราต้องถูกสนตะพายด้วยสำนึกของเรา และตรงนั้นยากมาก เพราะว่า เราถูกอบรมมา ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดมาในช่วง 100 ปีนี่อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในเรื่องของการศึกษา

ประเทศไทยได้เอาศาสนาออกไปจากวัดตั้งแต่ปี 2440 นิดๆ และตรงนั้นน่าสนใจมากเลยว่า ความเป็นโลกสมัยใหม่ วิทยาศาสตร์ และเหตุผลนิยม มันมาทำลายอะไรไปเยอะ เพราะฉะนั้นเวลาพูดถึงสมัยใหม่ ไม่ได้พูดถึงเรื่องข้างนอกเฉยๆ เป็นเรื่องของตัวตนที่มันอยู่ในตัวเราด้วยทุกคน ไม่มีสิทธิว่าเราจะหนีมันพ้นเพราะมันอยู่ข้างในตัวเราด้วย

ทีนี้ไม่อยากใช้คำว่า โลกาภิวัตน์ เฉยๆ อยากจะอธิบายว่าโลกียวิวัตน์มากกว่า เพราะ ”โลกาภิวัตน์”เหมือนไม่มีค่าทางด้านอุดมการณ์ โลกาภิวัตน์ มันหมายถึงแค่ทางโลก แต่มันเป็นโลกียภิวัตน์ เป็นโลกนิยม หรือที่ภาษอังกฤษเรียกว่า Secularization ทำให้เป็นโลกียวิสัย โลกาภิวิวัตน์ ไม่ใช่แค่โลกาภิวัตน์ แต่เป็นโลกียภิวัตน์มากว่านะ เพราะมันไปที่ไหน มันก็ทำให้คนมีแต่กิเลสตัณหาเยอะแยะเลย

ยุคสมัยใหม่นี้ จริงๆ แล้ว เริ่มที่หัวใจของมันเลย ในประมาณ ศตวรรษที่ 18 ประมาณ พศ. 2300 หรือ คศ. 1750 ประมาณ 250 ปีที่แล้ว ก่อนอื่นหมดมันฉลาดมาก ปฏิวัติที่เราเรียกว่าองค์ความรู้ และเปลี่ยนองค์ความรู้ที่มีโลกทัศน์ที่เป็นเชิงศาสนา หรือตำนาน เรื่องเล่า นิทานที่แฝงด้วยจริยธรรม คนไหนไม่มีจริยธรรม มีอำนาจ และใช้อำนาจกดขี่ จะถูกแผ่นดินสูบตายไปเลย นั่นหมายความว่านิทานหรือความรู้แบบนี้ ถูกถือว่าโง่เง่า ไม่เป็นวิทยาศาสตร์นั้น สิ่งแรกก็คือ การปฏิวัติองค์ความรู้ ที่เป็นวิทยาศาสตร์ จนกระทั่งวิทยาศาสตร์ เป็น Scientism วิทยาศาสตร์นิยม ใช้คำนี้จริงๆ เป็นวิทยาศาสตร์นิยม ยกตัวอย่าง วิทยาศาสตร์สอนว่าน้ำเป็น H2O แต่คนรุ่นพ่อแม่ สอนว่า เวลาไปอาบน้ำที่กว๊านนะ เค้ามีแม่เป็นแม่น้ำ อย่าปัสสาวะ และอุจาระนะ เพราะว่ามีชีวิต นี่คือคำสอนของสมัยก่อน นี่คือแม่ผู้ให้ชีวิต ถ้าคนไม่ได้กินน้ำ 3 วันตาย นี่คือความรู้ที่ได้รับการสอนมาแต่เล็ก แต่วิทยาศาสตร์ ไม่เคยให้ความหมายเรื่องศาสนาแบบนี้ในชีวิตธรรมชาติเลย มันแยกชีวิตที่เป็นตัวตนออกไป บอกว่านี่คือ H2O นี่คือกลไก องค์ความรู้ที่ต้องพิสูจน์ได้เท่านั้น จริง ไม่จริง ไม่รู้ เพราะฉะนั้นก่อนที่เราจะบอกรับ modernity หรือสมัยใหม่ เราต้องเริ่มมา Undo เสียก่อน เราต้องถอดตัวนี้ออกว่าที่เราได้รับการสอนเราเข้าใจจริงๆ หรือเปล่าในตัวของเราด้วย

ดังนั้นตื่นเช้าขึ้นมาต้องขอบคุณ แม่ผู้ให้ชีวิต คือแม่น้ำ ตื่นทุกเช้าต้องขอบคุณเค้า เพราะเค้าให้ชีวิต ถ้าไม่มีเค้าต้องตายตั้งแต่เกิดแล้ว นี่เป็นความสัมพันธ์ใหม่ ศาสนาที่เป็นธรรมชาติต้องสร้างสัมพันธภาพจริงๆ ระหว่างชีวิตต่อชีวิต เพราะวิทยาศาสตร์ไม่เคยให้เรื่องความหมายเชิงชีวิตนี้อีก เพราะเรื่อง Science เป็นเหตุผลที่เราเรียกว่าเป็นประจักษ์นิยม หรือเป็นแบบที่เราเรียก empirical เป็นเหตุผลนิยมในเชิงประจักษ์เท่านั้น นี่เป็นอันที่หนึ่งที่ต้องวิพากษ์

เพราะฉะนั้นโรงเรียน ตั้งแต่อนุบาล ถึงมหาวิทยาลัย ปริญญาโท ปริญญาเอก ต้องวิพากษ์หน่วยความรู้นี้ให้หมด เพราะว่ามันเกิดวิกฤติแล้ว Scientism ยุคนี้มาถึงสุดท้ายที่เรียกว่าองค์ความรู้เชิงวิทยาศาสตร์ ไม่มีคุณค่าแห่งชีวิตเข้าไป วิทยาศาสตร์ไม่ใช่ไม่ดีทั้งหมด วิทยาศาสตร์ก็มีสิ่งที่ดี แล้วแต่ว่าเราจะสัมพันธ์กับมันอย่างไร อันนี้เป็นหน้าที่ นั่นหมายความว่า เมื่อเกิดองค์ความรู้ที่แยกคุณค่าและความหมายในชีวิตออกไป ทำให้วิทยาศาสตร์กลายเป็นความรู้ที่เป็น Secular เป็น profane เป็นสาธารณ์ และเป็นโลกียภิวัตน์ อันนี้ต้องชัดเจน เพื่อเราจะดูว่าเราจะทำอย่างไรที่จะเอาชีวิตคืนมา

ถ้าวิทยาศาสตร์เก่งจริงๆ โลกต้องไม่เกิดวิกฤติสิ่งแวดล้อม 200 กว่าปีผ่านไปเต็มด้วยวิกฤติสิ่งแวดล้อม ประเทศออสเตรเลีย เป็นประเทศที่แห้งแล้งที่สุดในทวีปตอนนี้ เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ออสเตรเลียฝนตกเกือบ 100% เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ฝนตกเหลือแค่ 10 % เท่านั้นเอง น้ำที่เก็บไว้ที่อ่างเก็บน้ำไปอยู่ที่ก้นโน่น แล้วเค้าแก้ปัญหาอย่างไร ไปฟังดู 10 คน 9 คนใช้เทคนิคในการแก้ปัญหา ว่าเค้าจะเอาน้ำทะเลมาแล้วเอามากรองเพื่อเป็นน้ำจืด ใช้เงินมหาศาลเลยนะ แต่มีชาวบ้าน คนหนึ่งที่เป็น aboriginal เป็นคนท้องถิ่น ถูกถามว่าความเชื่อของคนพื้นเมืองออสเตรเลียว่าอย่างไร เค้าบอกว่า แผ่นดินเป็นพ่อ น้ำเป็นแม่ น้ำนี่มันอยู่ในปากของกบตัวใหญ่ จริงแล้วเราไม่ค่อยมีน้ำ แต่ว่าน้ำมีเยอะแยะ แต่มันอยู่ที่ปากกบ แล้วเราจะเอามาได้อย่างไร พวกเราต้องไปเต้น และทำให้กบหัวเราะแล้วพ่นน้ำออกมา ความสัมพันธ์ระหว่างกบ น้ำ และชาวบ้าน สัมพันธ์ใกล้ชิดมาก อันนี้เป็นตำนาน ซึ่งตรงนี้น่าสนใจว่า ความเชื่อ หรือตำนานเดิมที่เป็นนิยายปรัมปรากลับมาใหม่ ให้คนได้เคารพชีวิตที่อยู่ที่มนุษย์ แต่ว่าคนออสเตรเลีย ซึ่งอพยพมาจากเมืองฝรั่งไปอยู่ที่นั่นและใช้ชีวิตแบบยุโรป และให้น้ำมาปรับตัวเข้ากับเขา สุดท้ายไม่ได้ น้ำไม่ออก เขาไม่ยอมเปลี่ยนปรับตัวเอง นี่เค้าเรียกว่าไม่ยอมเปลี่ยนอารยธรรมในการดำรงชีวิต

ในยุคที่สร้างวิทยาศาสตร์แบบกลไก และใช้เหตุผลที่เรียกว่าเป็นตรรกะ Logic มาเป็นตัวที่จะค้นหาความจริง ตอนนี้เหตุผลนิยมได้กลายเป็นวิกฤติไปแล้ว เพราะฉะนั้นองค์ความรู้ในยุคที่เราเรียกว่า ศิลปวิทยาการมีปัญหา 2 ตัวนี้ ตัวที่เป็นวิทยาศาสตร์แบบที่เป็นวัตถุนิยม อีกตัวหนึ่งเป็นเหตุผลนิยม เหตุผลตรงนี้ เรียกว่าเป็นเหตุผลเชิงกลไก เป็น Instrumental reasoning เป็นเครื่องมือที่ใช้อธิบายความจริงที่ต้องการอธิบายความจริง ไม่ใช่เป็นความจริง ที่คือความจริง สัจธรรม ตอนนี้เป็นการ Construction เป็นการสร้างขึ้นมาเท่านั้นเอง วิทยาศาสตร์เองก็สร้างขึ้นมาด้วย จริงๆ แล้วเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่มั่นคง ไม่ใช่แน่นอนนัก 2 ตัวนี้เป็นตัวหลัก ที่ต้องวิพากษ์

วิทยาศาสตร์นี้เองได้เปลี่ยนวัฒนธรรมของการดำรงชีวิต เพราะฉะนั้นพอคนเอาวิทยาศาสตร์มาปุ๊บ มันเปลี่ยนเลย เมืองไทยสมัยก่อนเราเชื่อว่า โลกนี้มี 3 ภูมิ ภูมินรก ภูมิโลก และภูมิสวรรค์ นี่คือโลกของเรา และคนสมัยนั้น ความรู้ตรงนี้ช่วยทำให้พวกเราไม่ทำบาป ช่วยให้เราอยู่ในโลกนี้ทำบุญเป็นคนดีเพื่อเราจะได้ไปสวรรค์ สมมุติความเชื่อของเราเป็นอย่างนั้น พอวิทยาศาสตร์บอกว่า ไม่มีแล้วโลก ภูมิโน่น ภูมินี่หายหมด มีแต่ภูมิที่เป็นโลกนี้เท่านั้น ประวัติศาสตร์ ที่เป็น Role-play History เท่านั้น เป็นประวัติศาสตร์ของเรื่องโลกเท่านั้น ไม่มีประวัติศาสตร์อีกโลกหนึ่ง หรือโลกหน้า หรือโลกภูมิอะไรต่างๆ อันนี้ก็เป็นอันหนึ่ง ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนวัฒนธรรมของคน เพราะฉะนั้นเด็กยุคนี้สนใจเรื่องอะไร สนใจเรื่องวัตถุเป็นหลัก อันนี้เองที่ผลักดันไปทั่วโลก

วิทยาศาสตร์ชุดนี้มันถอนรากถอนโคนเรื่องคุณค่าและความเป็นคนของเราออกไป แยกความรู้ออกจากคุณค่า อันที่หนึ่ง ความรู้ที่มีอยู่มันแยกคุณค่าออกไป ที่บอกเรื่องน้ำ หรือถ้าจะบอกเรื่องข้าว บ้านเรานี่เรียกว่าเป็นแม่โพสพ ผู้ให้ชีวิต แต่วิทยาศาสตร์มองว่าเป็นแค่คาร์โบไฮเดต จบ เห็นไหม เอาความหมายออกไป เอาคุณค่า เอาความรู้สึกที่มีต่อแม่ ความสัมพันธ์ที่ลุ่มลึก และตรงนี้ยิ่งทีตอนนี้ยิ่งกลายเป็นปัจเจกนิยม อันที่หนึ่ง แยกความรู้ออกจากคุณค่า และความรู้สึก แยกเหตุผลออกจากอารมณ์ แยกจิตออกจากวัตถุ แยกศาสตร์ออกจากศิลป์ แยกจิตวิญญาณออกจากโลก ขบวนการนี้ทำให้โลกเป็นสาธารณ์ แยกความศักดิ์สิทธิ์ออกไป เอาความศักดิ์สิทธิ์ออกไปจากโลก เรียกว่า Secret ใน Profane ไม่มี คำๆนี้ทางศาสนาสำคัญมาก เพราะว่าคำว่าProfane หมายถึง สาธารณ์ (showing a lack of respect for a god or a religion) โลกตอนนี้มันเป็นวัตถุนิยมแล้ว จากวัตถุนิยมกลายเป็นทรัพยากร จากทรัพยากรกลายเป็นทุน จากทุนก็เข้าไปสู่ตลาดนิยม ไปเรื่อยๆ นี่แหละ ตรงนี้ก็เป็นที่มา จึงใช้คำว่า เป็นกระบวนการโลกียานุวัตร ทำให้เป็นโลกียวิสัย นี้เป็นองค์ประกอบที่หนึ่ง ซึ่งมีผลกระทบต่อเราในทุกส่วนทุกภาค

องค์ประกอบที่สอง ระบบสมัยใหม่ ได้ก่อให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม และสร้างโลกเศรษฐกิจแบบทุนนิยมขึ้น สมัยก่อนกระบวนการเศรษฐกิจพอเพียงอยู่ที่ไหนก็ได้ในโลกนี้ และมีคุณค่า เพราะฉะนั้นองค์ความรู้เชิงเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยเศรษฐศาสตร์ของทุนนิยม นายอาดัม สมิท พูดถึง Demand และ Supply ชัดเจน และองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ก็มาร่วมกับระบบทางอุตสาหกรรม และสร้างระบบทุนนิยม ที่เรียกว่าระบบทุนนิยมและวัตถุนิยม ไปจนถึงบริโภคนิยม เมื่อผลิต ก็ต้องขาย ขายก็ต้องกิน กินแล้วก็ต้องกินมากๆ แล้วสุดท้ายผลผลิตที่เกิดขึ้น ก็ต้องผลิตไม่ให้มันมีอายุยืนเกินไป รถอย่างนี้ ญี่ปุ่น 5 ปี ก็ต้องไปแล้ว ที่ไหนใน 5 ปี 10 ปี ก็ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้า ต้องเปลี่ยนแฟชั่น เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นระบบบริโภคนิยม มนุษย์เลยกลายมาเป็นสัตว์ที่บริโภค ที่นี้ก็จะถามว่า มนุษย์มีอำนาจในการบริโภคเท่าไหร่ แล้วยังสะสมเข้าไป เพื่อที่จะบริโภค และสุดท้ายโลกาภิวัตน์ที่เกิดมาประมาณ 1989 ที่”กำแพงเมืองจีนพัง” เขาต้องการให้จัดระบบเสียใหม่ จนกระทั่งใช้ทฤษฎีที่เราเรียกว่าเสรีนิยมใหม่ เพื่อให้โลกเปิดเสรีการค้าให้หมด แล้วประเทศไทยก็เปิดแล้ว 2540 ก็พัง จำได้ไหม ตอนนั้นเป็นผลของเสรีนิยมใหม่ แล้วเสรีนิยมใหม่นี้เป็นเรื่องเป็นราวที่สำคัญมาก เป็นเรื่องการเมือง จึงมาสู่เรื่องเงื่อนไของค์ประกอบที่ 3 ว่าความเป็นสมัยใหม่ ยังมีการปฏิวัติอีกตัวหนึ่ง คือ การเมือง

การปฏิวัติการเมือง เป็นการปฏิวัติที่เรียกว่าเป็นเสรีนิยมประชาธิปไตยเลือกตั้ง ซึ่งเป็นอุดมการณ์ของชนชั้นกลางระดับสูง ที่เป็นพ่อค้าในยุคที่เปลี่ยนจากศักดินา เป็นกลุ่มพวกทุนนิยม และทุนนิยมต้องการการแข่งขัน ต้องการให้โลกเป็นโลกเสรี และเสรีแบบเลือกตั้ง ให้แย่งกันขึ้นมาเพื่อจะได้มีอำนาจในการจัดการทรัพยากร นี้คือที่มาที่เกิดขึ้นที่บ้านเรา ที่ขณะนี้มีเสื้อขาว เสื้อแดง เสื้อเหลือง อะไรนี้ เป็นผลมาจากการปฏิวัติประชาธิปไตยแบบเลือกตั้งของพวกชนชั้นกลาง เพื่อจะได้แย่งกันเฉือนเค้กของโลก ตรงนี้เค้าเน้นเรื่องตัวแทน ไม่ต้องการให้มีผู้มีส่วนร่วมในการเมือง พวกที่เป็นตัวแทนเลือกตั้งเสร็จ คุณไม่ต้องเกี่ยว เพราะฉะนั้นเป็นเสรีนิยมแบบนี้เป็นเสรีนิยมแบบเลือกตั้ง โดยที่ไม่ยอมให้มีการมีส่วนร่วม Participation ขบวนการเสรีนิยม จึงไม่ยอมให้มีขบวนการการมีส่วนร่วม

ในปี 1989 นั้น เมื่อมีเสรีนิยมใหม่ Neo-Liberalism นั้น จึงทำให้ระบบการเมืองต้องเป็นเสรีทั่วโลกไปหมด แบบนี้แบบเลือกตั้ง เลือกแบบไหนไม่ว่าเอาเงินยัดเข้าไปเท่าไหร่ ไม่ต้องพูดถึงกัน มีแต่ขึ้นมาเป็นตัวแทนก็แล้วกัน ตรงนี้เป็นหัวใจของมันเลยนะ เพราะฉะนั้น 3 องค์ประกอบนี้ เป็น 3 องค์ประกอบที่ยิ่งใหญ่ ที่มีองค์ประกอบอื่นๆ เข้าร่วมด้วย เพราะฉะนั้นโลกาภิวัตน์ตรงนี้ จึงกลายมาเป็นโลกาภิวัตน์ที่เป็น เขาต้องการจะบอกว่า ให้โลกนี้อธิบายว่านี่คือ สวรรค์ ณ แผ่นดิน เป็นสัญญาประชาคมว่า Modernity หรือความสมัยใหม่นี้ คือสวรรค์ ที่ระบบสมัยใหม่ต้องการบอกให้โลกว่า นี่คือสิ่งที่มนุษย์ปรารถนา เพราะฉะนั้นจึงกระจายไปทั่วโลก ดังนั้นความปรารถนาของโลกที่เรียกว่า โลกพระศรีอารย์ก็ดี โลกอาณาจักรพระเจ้าที่จะมาก็ดี สิ่งที่สอนเรื่องโลกหน้าค่อยๆ หดลง ๆ และความคิดที่จะดำรงชีวิตในโลกนี้เพื่อจะได้สะสมการดำรงชีวิตแบบสุข สุขแบบตามวัตถุ ที่เรียกทางทฤษฎีว่าด้วยเสพสุขนิยม คือ การสนุก การเที่ยว การเล่น การกิน การเสเพลทั้งหลาย จึงกลายมาเป็นทฤษฎีของกายนิยมเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นตรงนี้ เมื่อเป็นอย่างนี้ปุ๊บ พวกเรามองดูว่า มันมาถึงขั้นสุดท้ายแล้วหรือ ไอ้ 3 องค์ประกอบ และรายละเอียดอื่นๆ ก็ไม่ต้องพูดถึง มันมาถึงขั้นสุดท้าย จนกระทั่งมีกลุ่มนักคิดกลุ่มหนึ่ง เห็นว่าไม่ไหว สิ่งแวดล้อมก็พัง มนุษย์ก็พัง การเมืองก็พัง เศรษฐกิจก็พัง เลยสรุปว่า ช่วงนี้เป็นช่วงยุคหลังสมัยใหม่แล้ว เขาใช้คำว่า Post Modernity เป็นยุคหลังสมัยใหม่ เกิดตั้งคำถามแล้ว มันไปไม่รอด มันวิกฤติหมดแล้ว ถ้าไม่ข้ามผ่านแล้ว โลกไปไม่ได้ เป็นยุคหลังสมัยใหม่ และหลังสมัยใหม่นี้ต้องข้ามทั้งระบบทั้งหมดให้ได้

เพราะฉะนั้น ขอสรุปที่อธิบายทั้งหมดนี้ เป็นศัพท์คำหนึ่ง ซึ่งเป็นศัพท์ของนักสังคมวิทยาศาสนาว่า ยุคที่ผ่านมา 250 ปี และในเมืองไทยประมาณ 150 ปีตอนนี้ ที่เรียกว่าเป็นขบวนการโลกสมัยใหม่นี้ ทำให้เกิดขบวนการ Disenchantment หมายความว่า เอาความมีคุณค่า ความศักดิ์สิทธิ์ เอาชีวิตออกไปจากโลกทัศน์เดิมไปหมดเลย Dis แปลว่าออก เอาคุณค่าออก เอาความหมายออก เอาความสัมพันธ์ออก เอาสิ่งที่เป็นคุณค่าทางความเชื่อทางศาสนาออกไป เหลือแต่ สาธารณ์ ที่แปลว่า Secular ให้เป็น Secularization ทำให้เป็นโลกียวิสัย และเป็นวัตถุ และเป็น Commercialization เป็นการค้าขาย เป็นวัตถุที่เราบริโภค อันนี้เป็นหลัก เพราะฉะนั้นเมื่อมันเป็น มันทำทุกที่เลย ทุกประเทศที่มันไป มันเอาตัวนั้นออก เพราะฉะนั้นประเทศไทย เวลาที่สฤษดิ์ ธนรัตน์ พูดถึงเรื่องการพัฒนา งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข แล้วพระสงฆ์ในศาสนาพุทธรูปหนึ่ง คือ พระพิมลธรรม บอกว่าไม่ได้เดี๋ยวประเทศไทยจะมีแต่กิเลส เขาบอกห้ามเทศน์อย่างนี้ เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาวัตถุ จำได้ไหม แล้วก็ถอดจีวรของท่านออกจับสึก ห้ามและกล่าวหาว่า ท่านเป็นคอมมิวนิสต์ ชัดเจนเลยนะ แล้วในยุโรปเอง ศาสนาคริสต์ก็ถูกเตะออกไป ไม่ให้มีส่วนร่วมในพื้นที่ของการอธิบายสังคม ศาสนาไม่มีพื้นที่ในมิติทางสังคม ศาสนามีแต่มิติส่วนบุคคลเท่านั้น ไปวัดได้ แต่ไม่มีส่วนทางสังคมการเมือง ไม่มีพื้นที่ ประชาชนเข้าถึงพื้นที่เหล่านี้ได้ยากมาก เราจะทำอย่างไร

ถึงแม้โลกาภิวัตน์สมัยใหม่นิยมนี้ มีอิทธิพลมากมาย ในความเป็นจริง สิ่งที่เป็นประสบการณ์ที่เราทำงานที่นี่ในภาคเหนือ หรือที่ในเมืองไทยมีสิ่งนี้ที่เป็นเนื้อหนังของเราอยู่แล้วที่เราเรียกว่า มรดกศาสนาและวัฒนธรรมนี้ เป็นราก เป็น DNA ของคนเอเชีย เรียกว่า เป็นเซล ความเป็นศาสนา Religiousitiness เป็นศาสนา เป็นเชื้อที่อยู่ในแก่นของDNA ของเราเลย เป็นลมหายใจของคนเอเชียเลย ของโลกด้วยก็ได้ และตรงนี้เอง เราจำเป็นที่จะต้องลงไปค้นคว้า เมื่อมรดกทางศาสนาวัฒนธรรมถูก Dis-enchantment กล่าวคือ ถูกเตะออกไปในขบวนการนั้น เป็นขบวนการที่ทำให้มันหมดไปโดยขบวนการวิทยาศาสตร์และเหตุผล และขบวนการทางเศรษฐกิจและการเมือง

เพราะฉะนั้น หน้าที่ของการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น จึงต้องไปขุดว่า คุณค่าของการให้โลกความหมาย ความดี ความศักดิ์ และชีวิตที่เป็นมรดกของเรานั้น อยู่ตรงไหน แล้วเราจะปรับขึ้นมาสร้างใหม่ได้ไหม ตรงนี้เป็นจุดที่สำคัญ เราจะต้อง Re หมายถึงดึงขึ้นมาใหม่ Reenchantdefinition หมายความว่า เราจะต้องนำขึ้นมาให้ความหมายใหม่ อย่างเช่น การบอกว่า แม่น้ำ คือ ผู้ให้ชีวิต นี่คือการกระทำ เพื่อเอาความหมายไปอยู่ในพื้นที่ ที่ระบบสมัยใหม่บอกว่าเป็น H2O เราบอกว่าไม่ใช่เพียงอย่างเดียว

เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ผมไปเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนพระหฤทัย ผมไปบอกเรียกประชุมครูผู้บริหารทั้งหมด 200-300 คน บอกว่า พวกครูพวกเรารู้ไหม เราฉลาดครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งโง่ เค้าโมโหผมใหญ่เลย ที่ไปว่าเค้า ง่าว ภาษาคนเมือง ง่าว แปลว่าคนโง่ ผมบอกคุณฉลาดครึ่งหนึ่ง แต่อีกครึ่งหนึ่งคุณไม่รู้ว่าคุณโง่ เพราะว่าคุณถูกทำให้ไม่รู้ นั่นก็คือตัวอย่าง

เราจำเป็นต้องสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่มาจากภูมิปัญญาของเรา และเราจำเป็นต้องใส่ความหมายให้ไปกินพื้นที่ เราต้องขยายพื้นที่ ข้ามพื้นที่เข้าไปอยู่ในการศึกษาให้ได้ อันนี้เค้าเรียกว่า ต้องข้าม modern เพราะวิทยาศาสตร์บอกว่า ความรู้ ศาสนา ความรู้ นิทานปรัมปรา ไม่มีเหตุผล ไม่จริง ผมบอกคุณก็เหมือนกันแหละ ผมจะข้ามไปหานักเรียน เอานักเรียนไปเรียนกับชาวเขาชาวดอย เอาขึ้นไปหาชาวม้ง ไปหาชาวกระเหรี่ยง พวกคุณเห็นว่า พวกเขาโง่ เค้าฉลาดกว่าคุณครึ่งหนึ่ง สุดท้ายเรียนใหม่ เค้าเรียกว่า Unlearn ต้องถอดกรอบเดิมออก แล้วขยายพื้นที่ อันนี้อันที่หนึ่ง เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญ ก็คือว่าต้องสร้างโลกทัศน์ขึ้นมาจากองค์ความรู้ท้องถิ่นนั้นให้ได้

ท่านอยู่ที่ปัตตานี ท่านอยู่ที่ยะลา ท่านอยู่ที่นราธิวาส ระดับข้างล่างนี่ ภาคใต้มีต้นทุนความรู้ที่ว่าด้วยทะเลเยอะแยะไปหมดเลย ที่เมื่อกี้ท่านหนึ่ง เรื่องเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม องค์ความรู้ตรงนั้นไม่ใช่แต่เรื่องสิ่งแวดล้อมที่เป็นกลไกเทคนิค แต่คุณต้องดูว่าชาวบ้านให้ความหมายมันว่าอย่างไร ทะเล พวกเราที่ภาคใต้ ให้ความหมายว่าทะเลเป็นแม่ผู้ให้ชีวิต หรือเปล่า หรือไม่ใช่ แต่เฉพาะขยายไม่ให้อวนรุน อวนลาก ไม่ใช่เรื่องเทคนิคอย่างเดียว และเรื่องนี้ผมได้ตั้งคำถามกับพวกที่ทำงานของออสเตรเลีย พวกเขามองการแก้ปัญหาเรื่องน้ำเชิงเทคนิคเท่านั้น ไม่ได้ทำงานเรื่องระบบความหมายและคุณค่า และเมื่อไม่ทำงานเรื่องระบบความหมายและคุณค่า นิสัยการใช้น้ำ มันก็เหมือนเดิม มันไม่กลับใจ มันไม่เปลี่ยนแปลง เพราะว่าไม่ได้เห็นน้ำเป็นชีวิต เห็นน้ำเป็นแค่ commodity ที่เป็นสินค้าที่จะต้องบริโภค ก็บริโภคเหมือนเดิม ผมถามเค้าว่า เวลาตื่นเช้าขึ้นมาเวลาคุณแปรงฟัน เปิดน้ำทันทีไว้เลยใช่ไหม เปิดมาเลยแล้วแปรงฟันให้มันไหลๆ เลย ใช่ไหม –ใช่ นั่นแหละคุณไม่สำนึก ความสัมพันธ์ระหว่างชีวิตกับคุณ คุณต้องกลับใจใหม่เลย



ดังนั้นการที่จะไปทำงานแค่เทคนิค แล้วไปแก้ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมเชิงเทคนิค มันไม่พอ มันต้อง เปลี่ยนวิธีการให้ความหมาย เพราะฉะนั้นตรงนี้คือความหมายที่มาจากต้นทุนทางความรู้ท้องถิ่น เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่นี้ภูมิปัญญาท้องถิ่นนี้ไม่ใช่เป็นเพียงเทคนิค ต้องเข้าไปถึงคำที่ว่า ปรีชาญาณ ต้องเป็น Wisdom ไม่ใช่เป็น Knowledge เฉยๆ เพราะฉะนั้นความรู้ต้องไม่เป็น Knowledge ไม่ใช่เป็นความรู้ อย่างที่มีคนหนึ่งประกาศให้ประเทศไทยเป็น Knowledge base society เป็นสังคมที่มีฐานความรู้ ผมบอกว่าไม่พอ มันไม่พอ คนที่มีความรู้แต่โกงประเทศมีเยอะแยะไปหมดเลย มันไม่พอหรอก ไม่มีจริยธรรมก็เยอะ เพราะฉะนั้นมันต้องมีคุณค่าเข้าไป มี Wisdom หรือปรีชาญาณ ต้องเป็นความรู้ที่หยั่งรู้ เข้าไปจนกระทั่งเกิดความรู้ที่เราเรียกว่า เป็นญาณ ทัศนะ และนี่เป็นความรู้เชิงศาสนาแล้ว ศาสนาใหญ่ๆ หรือศาสนาชาวบ้านเข้าไปหาความรู้เชิง ญาณ เข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกับพระผู้เป็นเจ้า ไปเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมะ เป็นหนึ่งเดียวกับพระอัลเลาะห์ เป็นหนึ่งเดียวกับคำสอน และเมื่อจิตใจหรือจิควิญญาณของเราเป็นหนึ่งเดียว พฤติกรรมมันก็จะเปลี่ยนที่เราเรียกว่า Spirituality ชีวิตภายใน

ทีนี้เราทำอย่างไร ต้องก่อให้เกิดสำนึก กระบวนการสร้างสำนึก และก่อให้เกิดการนำกลับคืนมาใหม่ Reenchantment หรือการทำให้คุณค่านี้กลับไปอยู่ในนั้นอีกครั้งหนึ่ง ที่เราเรียกว่าขบวนการ Spirituality อันนี้เป็นหลักๆ ในเชิงองค์ความรู้ตรงนี้ ในภาคปฏิบัติ เอาง่ายๆ ผมเอาตัวอย่างหนึ่งมา สตางค์นี่เป็นเครื่องมือของระบบทุนนิยม และมันก็ลงมาสู่ชาวบ้าน แม่บ้านที่พะเยาหลังจากที่เราเรียนเรื่องการทำให้คุณค่าของเรากลับมาอยู่ในเศรษฐกิจ เราจะรวมกลุ่มกันเพื่อที่จะเงินออมทรัพย์ แต่เมื่อเราคุยกันเรื่องคุณค่า แม่บ้านคิดยังไงก็ไม่รู้ครับ ฉลาดมาก เขาเอาข้าวซึ่งเป็นวิถีวัฒนธรรมของทางล้านนาทางเหนือนี้ เอาไปคุมเงิน เค้าบอกว่าข้าวนี่มีขวัญ ทางใต้ก็มีใช่ไหมครับ มีขวัญข้าว และทางเหนือข้าวมีขวัญและมีชีวิต และมีธรรมะด้วยเพราะว่ามันยอมตายให้เรามีชีวิต นี่คือธรรมะ การสละละตัวมันทำให้เรามีชีวิต เราได้กิน เพราะฉะนั้นคนทางเหนือเข้าใจว่าธรรมะมีอยู่ในธรรมชาติ พระเป็นเจ้าให้คุณค่าและชีวิต เพราะฉะนั้นการมองข้าวไม่ใช่เพียงแต่ เมล็ดข้าวแต่มีคุณค่า เพราะฉะนั้นกลุ่มแม่บ้าน ทำการออมทรัพย์ แต่นำคุณค่าของจิตวิญญาณเข้าไปคุมเงิน ไม่ให้มาเป็นเจ้านายเหนือเขา นี่คือกิจกรรมที่เขาทำ แล้วเค้ากระจายตัวจริงๆ แม่ก็สอนลูกว่า ลูกเอ๋ย ระวังนะเงินมันกลายมาเป็นพระเจ้าได้นะต้องคุมมันไว้ อย่าให้มันมาเป็นนายเหนือเรา ต้องเอาข้าวเอาคุณค่าข้าวซึ่งเป็นแม่โพสพนี้ไปคุมมันไว้ นี่คือการ Reenchantment นี่คือการทำในกิจกรรมการพัฒนาจริง ไม่ใช่แค่ทำทางเศรษฐกิจและวัตถุ เพื่อแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ แต่นำเอาคุณค่าความหมายความศักดิ์สิทธิ์เข้าไป ให้มันมีการควบคุมตรงนั้น ในความหมายนี้

 

 

 

ทางเหนือ ชาวบ้านให้ความหมายข้าวตั้ง 9 เม็ด เม็ดที่ 1 เอาไว้ให้ตัวเองกิน เม็ดที่ 2 สำหรับครอบครัว เม็ดที่ 3 สำหรับเครือญาติ ญาติพี่น้อง เม็ดที่ 4 เอาไว้ให้คนจน เม็ดที่ 5 เอาไปไว้สร้างบ้านแปงเมือง เม็ดที่ 6 เอาไปแลกสิ่งของที่จำเป็น เม็ดที่ 7 เอาไปบวชพระบวชคนให้มีคุณค่าทางศาสนา เม็ดที่ 8 เอาไว้ให้ปู่ย่า ตายายที่ตาย เม็ดที่ 9 เอาไว้สร้างสังคมยุคพระศรีอารย์ เห็นไหมครับ แม้แต่ข้าว เขาให้ความหมายในเชิงสังคม เชิงจิตวิญญาณ เชิงสิ่งแวดล้อม และโลกนี้ และโลกหน้าด้วย เพราะฉะนั้นตรงนี้เราจะเห็นว่าเราจะทำการคืนคุณค่า ความหมาย Reenchantment การทำการพัฒนาที่เอามาจากท้องถิ่น องค์ความรู้ชุมชนท้องถิ่น เอามาสร้างให้วิทยาศาสตร์มีศาสนาธรรมด้วย อย่าให้มันเป็นแต่วัตถุเฉยๆ อันนี้เป็นเรื่องของคนเมืองนะครับ

ผมไปทำงานกับพี่น้องลาหู่ ผมไปเอาเรื่องที่ว่าวิทยาศาสตร์สอนลูกของเราว่า โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ แล้วเด็กก็ท่องแบบนี้ แล้วพระผู้เป็นเจ้าหายไปไหน สิ่งศักดิ์สิทธิ์หายไปไหน ในการมองสุริยจักรวาล ความหมาย ที่ท่านพุทธทาสบอกว่า ธรรมะอยู่ในธรรมชาติ หายไปเลยครับ เอาความศักดิ์สิทธิ์ที่อธิบายการสร้างโลกหายออกไปเลย เห็นเป็นแต่กลไก ผมจึงไปเอานิทานเรื่องเล่าของลาหู่ว่า ฮือชา พระเจ้าของลาหู่เป็นผู้สร้าง ฟ้าและแผ่นดิน และเค้ามีศาสนธรรมอยู่ข้างใน เพราะว่าเค้าจะต้องสัมพันธ์กับฟ้าและแผ่นดินด้วยความเชื่อของเขา อันนี้เค้าเรียกว่าเอานิทานเรื่องเล่าที่เป็นศาสนากลับคืนมาสอนเด็ก เพื่อไม่ให้วิทยาศาสตร์วัตถุนิยมมาอธิบายการเป็นไปของโลกเท่านั้น จำได้ไหมว่า กาลิเลโอ สอนว่าโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์แล้วเราก็เชื่อกันหมด แล้วเด็กเอาความหมายเชิงศาสนาและวัฒนธรรมออกไปจากประวัติศาสตร์ที่มีความศักดิ์สิทธิ์อยู่ในนั้นเพราะฉะนั้น ทฤษฏีวิวัฒนาการ การพัฒนาเชิงก้าวหน้า Progress จึงถูกกระแสวัตถุนิยมเน้นเรื่องการพัฒนาไปโดยไม่มีที่สิ้นสุด จึงต้องวิพากษ์

คิดว่าตรงนี้สำคัญมาก การมองโลกทัศน์ที่เอาศาสนา เรื่องคุณธรรมเข้าไปอยู่ในขบวนการที่ก้าวหน้าของโลกก็เป็นอันหนึ่ง เพราะฉะนั้นเด็กๆ ของลาหู่จะได้หวนกลับคืนมาว่า เออปู่ย่าตายายของเขาสอนว่า ฮือชาของเขานี่ ได้สร้างทุกสิ่งทุกอย่าง และเค้าจะต้องอยู่ในโลกด้วยความสัมพันธ์ แล้วเค้าสรุปว่า ในโลกนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่บนโลกนี้เหมือนใยแมงมุม และพระผู้เป็นเจ้าอยู่ตรงกลาง และทุกสิ่งทุกอย่างมีความสัมพันธ์กันหมดเลย คุณจะทำตรงไหนก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นวัตถุนิยมถูกสร้าง ถูกเนื้อหา ถูกพื้นที่ของการอธิบายทางศาสนาเข้าไปกิน นี่เป็นชาวบ้านชาวเขา ก็ทำในสิ่งที่เราเรียกว่า การนำกลับคืนมาใหม่

ดังนั้นขอสรุป ตรงนี้ว่า เมื่อเราเข้าใจว่า สมัยใหม่ที่มาเป็นโลกาภิวัตน์ เหมือนกับโค 2 ตัว เดินทางรอบโลก แล้วโค 2 ตัวนี้ มีองค์ประกอบใหญ่ ๆ คือ มีเรื่องของ ความรู้ เศรษฐกิจและการเมือง ทั้งหมดนี้กระจายไปทั่วโลก และมันลงมาสู่เรา โดยผ่านสื่อมวลชน ผ่านทางโฆษณา ผ่านองค์ความรู้ ผ่านความรู้สึก ผ่านอะไรทั้งหมด ทำให้เราเป็นสาธาร หรือ เป็นSecular เป็นโลกกียานุวัตน์ แล้วเราจะนำระบบความหมายกลับคืนมาได้อย่างไร ตรงนี้แหละคือ พื้นที่ทางศาสนา ที่นี้ถ้าเราเข้าใจว่ามรดกที่ผมยกตัวอย่างเป็นแค่ตัวอย่างของท้องถิ่น ถ้าศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม ซิกซ์ ฮินดู เอาระบบความหมายของเรากลับขึ้นมาอธิบาย และสร้างความหมายไปพร้อมกับการทำงานตรงนี้ เค้าเรียกว่าการอธิบายศาสนธรรมในโลกสมัยใหม่ สำหรับเรา เราใช้คำว่าเราจะอธิบาย ศาสนาที่ชาวบ้านกำลังปฏิบัติอยู่ เป็นการสร้างศาสนธรรมที่เป็นท้องถิ่น ไม่ว่าที่ไหน ชาวบ้านสามารถนำเอา ศาสนธรรมมาอธิบายในวิถีชีวิตนั้นให้ได้ทั้งหมด ถ้าเราทำอย่างนี้ เราเรียกว่าเรากินพื้นที่ของวัตถุนิยม และ commodity สินค้า ที่มีแต่สินค้าๆ

เราสร้าง OI คือ Organic Intellectual หรือการสร้างนักคิดที่มาจากรากฐานชาวบ้านใช้เวลา กว่าจะชักกะเย่อให้เค้าหลุดพ้นออกจากกรอบสมัยใหม่ ใช้เวลาเป็นปีเลยครับ ยากมากเพราะว่ามันเป็นวิสัยทัศน์ของชีวิตของเขา ที่จะเข้าไปสู่โลกสมัยใหม่ แล้วจะทำอย่างไร ให้เราหลุดพ้นจากโลก ข้ามพ้นสมัยใหม่ให้ได้ ออกไป หลุดออกจากสมัยใหม่ให้ได้ อันนี้ท้าทายคนศาสนามาก ถ้าเราไม่สามารถทำได้ โลกนี้คงไปไม่รอด คิดว่าประเทศไทยของเรา ถ้าไม่สามารถหลุดพ้นออกจากกรอบการเมืองที่เป็นสมัยใหม่นี้ ที่แย่งกัน ถ้าไม่สามารถหลุดออกจากการเมืองแบบสมัยใหม่ ข้ามไปแล้ว คงยาก ก็จะมีขั้วตรงกันข้ามกันเรื่อยๆ ทีนี้เราจะทำอย่างไรให้ข้ามไปสู่การเมืองที่หลุดออกจากการเมืองที่เรียกว่า เสรีนิยมแบบนี้ ให้มันหลุดออกไป นั่นหมายความว่า เราจะต้องมาดูว่าในภาคพื้นท้องถิ่นนั้น เคยมีการจัดการแบบไหนอย่างเช่นทางเหนือ ก่อนที่จะเป็นรัฐชาติ มีการเมือง 3 ขา มีศาสนา ผู้ปกครอง และชาวบ้าน ถ้าผู้ปกครองไม่มีศีลธรรม ศาสนาธรรมก็คุม และคนพวกนี้ก็ปกครอง และชาวบ้านก็ปกครองศาสนา ไม่ใช่ปกครอง หมายความว่าคานศาสนา ล้านนามี 3 ขามานาน ตรงนี้อาจจะเป็นขบวนการอีกอันหนึ่งที่จะหลุดพ้นออกไปจากการเมืองที่เป็นสมัยใหม่ ผมคิดว่าคงจะมีนักวิชาการทางรัฐศาสตร์ ที่ศึกษาการเมืองหลุดพ้นออกจากกรอบสมัยใหม่ได้ ก็อาจจะใช้เวลานานมาก ซึ่งต้องมาจากองค์ความรู้ท้องถิ่นที่จะเกิดขึ้น

สุดท้ายโลกาภิวัตน์สมัยใหม่กลายเป็นศาสนาที่แย่งศาสนิกไป และเชื่อว่าวัตถุนิยมเป็นพระเจ้า เงินเป็นพระเจ้า เพราะฉะนั้นศาสนสัมพันธ์จึงเป็นความจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเรามีศัตรูตัวเดียวกัน นั่นก็คือวัตถุนิยม เงินนิยม อำนาจนิยม และกิเลสนิยม เราต้องการศาสนาเหมือนกัน คือเราสนใจเรื่องความเมตตา เราหลุดพ้นไปจากอัตตาของตัวเอง เราต้องไม่เห็นแก่ตัว เราพูดถึงโลกหน้าเหมือนกัน เราพูดถึงเมตตาธรรมเหมือนกัน เราพูดถึงความเป็นหนึ่งเดียวเป็นพี่น้องกัน ศาสนาไม่เอาวัตถุเป็นสรณะ ข้ามวัตถุไปหา Spirituality เพราะฉะนั้น ทั้งหมดนี้เป็น element หรือองค์ประกอบร่วมของศาสนา และเราเคารพในความหลากหลายตรงนี้ ตอนนี้เป็นเวลาที่คำว่า Syndrome singular identity ต้องหมดไปแล้ว หมายถึงว่า อาการของความกลัวที่จะสูญเสียความเป็นตัวตน เราจะข้ามไปเพื่ออย่างที่ท่านอาจารย์ซอและบอกว่า เราจะเคารพความหลากหลาย เราจะรักษาสิ่งที่เหมือนกัน เราจะช่วยกัน เราเคารพความแตกต่าง และอันนี้คงจะเป็นพื้นที่ที่ 3 ที่เราจะให้มรดกที่ปู่ย่าตายายเราสร้างมาเป็นหลายร้อย หลายพันปี คงจะสามารถแก้วิกฤติของโลกทัศน์หรือกระบวนทัศน์สมัยใหม่นี้ได้

ความสมัยใหม่ หมดเวลาของมันแล้ว แต่จริงๆ มันไม่ยอม พอมีวิกฤติเศรษฐกิจ มันก็น่าจะเปลี่ยนแล้ว มันไม่ยอมเปลี่ยน มันยังยัดเงินเข้าไปอีก ทุนนิยมเสรี สมัยใหม่เค้ามีวิกฤติเค้าก็จะแก้ไปตลอด เค้าเรียกว่าถูลู่ถูกัง และมันก็รู้ว่าถ้าผลิตผลผลิตแบบมากๆ โลกนี้มันทนไม่ไหวแล้ว พวก World Economic Forum ที่พวกคนรวยๆ ทั้งหลายมาประชุม 200-300 คน เค้าพูดที่เมืองดาวอส สวิสแลนด์ เขาพูดกันถึงเงิน Trillions ล้านล้านล้าน ที่คุมไปหมดทั้งโลก พวกเขาก็รู้อยู่ว่าโลกกำลังจะพัง จะไปไม่รอด ตรงนี้เป็นโลกาภิวัตน์ในเชิงทุนนิยม

โลกาภิวัตน์อีกด้านหนึ่งก็ได้เกิดชึ้น เป็นโลกาภิวัตน์ของภาคประชาชน เขาเรียกว่า Word Social Forum เป็นกลุ่มสังคมที่มาร่วมกันในทางศาสนา ในประเด็นต่างๆ เช่น การเกษตร โลกที่3 สตรี สิ่งแวดล้อม แล้วมารวมกันเป็น Word Social Forum เกิดขึ้น การประชุมตรงนี้เป็นความหวังของเรา และศาสนาด้วย ศาสนาในเอเชียก็รวมกันมากขึ้นๆ เพื่อจะบอกว่าคุณต้องฟังเราแล้วนะ นักเศรษฐกิจโลกต้องหยุด และก็ฟังเราด้วย แล้วผมไปร่วมประชุมครั้งหนึ่งเมื่อ 6 ปีที่แล้ว ที่สหประชาชาติที่เค้าจะประชุมที่ Word Summit ประชุมโลกที่เมือง Johannesburg แอฟริกาใต้ พวกเราจาก 4 -5 ทวีปไปที่ UN แล้วบอกว่าพวกคุณต้องฟังคนข้างนอกด้วยว่า การพัฒนาต้องฟังเสียงประชาชนเล็กๆ และฟัง ผู้ที่มีคุณค่าเล็กๆ ด้วย อย่าไปเอาแต่เฉพาะพวกนายทุนใหญ่ในโลกนี้ ฟังคนอื่นมั่ง แต่ผมคิดว่ามันคงไม่ค่อยฟังเท่าไหร่

ในด้านหนึ่ง เห็นยักษ์ แต่ยักษ์มันกำลังจะล้ม มันไปไม่รอดจริงๆ มันเป็นวิกฤติของมันจริงๆ แต่ว่าโลกของหน่อของธรรมมันเกิดไปทั่วโลกเลย และทุกคนพยายามที่จะสร้างองค์ความรู้ท้องถิ่นขึ้นมาเพื่อจะเป็นพื้นที่ที่เค้าจะยืนได้ ดังนั้นพี่น้องภาคใต้ที่พวกเรากำลังทำงานอยู่จากฐานของโลกทัศน์ของเราและประสบการณ์ของเราก็คงจะเป็นพื้นที่หนึ่งที่ประเทศไทยต้องเคารพ ความหลากหลายของวัฒนธรรมและศาสนา ในการพัฒนาที่เป็นทางเลือกอันใหม่



 

จำนวนผู้เข้าชม : 2817