South Watch.org South Watch.org
บทความพิเศษ

การสร้างสันติภาพและความมั่นคงของประชาชนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


กรณีศึกษา สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประเทศไทย



ราณี หัสสรังสี
จิตต์ปภัสสร์ บัตรประโคน
เอกรินทร์ ต่วนศิริ
คณะทำงานวาระทางสังคม
สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 



ที่มา : http://verginndothirozung.spaces.live.com/


 


เกริ่นนำ


กรณี ความขัดแย้งและความรุนแรงที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย ที่เกิดขึ้นรอบใหม่ตั้งแต่ปี 2547 นั้น ได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ส่งผลให้ประชาชนบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก ยอดรวมตัวเลขผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจนถึงเดือนธันวาคม 2550 รวม 8,026 คน เป็นผู้ชายบาดเจ็บจำนวน 4,147 คน เสียชีวิต 2,429 คน เป็นผู้หญิงบาดเจ็บจำนวน 922 คน เสียชีวิต 210 คน เป็นเด็กที่มีอายุ 1-15 ปี บาดเจ็บจำนวน 261 คน เสียชีวิต 57 คน นอกจากนี้ยังมีเด็กที่อยู่ในเหตุการณ์ขณะที่พ่อและแม่ถูกทำร้ายและมีชีวิต รอดจำนวน 30 คน

ปรากฏการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ทำให้องค์กรต่างๆ ทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชน ได้เข้าไปทำงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จำนวนมาก มีองค์กรที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนและความเป็นธรรม ด้านพัฒนาสังคม สิ่งแวดล้อม ที่อยู่อาศัย และการทำงานกับกลุ่มผู้หญิงและเด็กจำนวนหนึ่ง


สถานการณ์สังคมการเมืองปัจจุบัน กับจังหวัดชายแดนภาคใต้


รัฐบาลในสมัยทักษิณ ชินวัตร ได้ออกพระราชกำหนด(พรก.)ว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ ฉุกเฉิน พศ.2548 ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน หลังประกาศในพื้นที่ใดแล้วให้มีผล 3 เดือนจึงหมดอายุและสามารถต่ออายุได้คราวละ 3 เดือน ด้วยเหตุผลว่า พรก.นี้รอบคอบกว่ากรณีที่ทหารใช้กฎอัยการศึก ซึ่งแม่ทัพภาคเป็นผู้มีอำนาจประกาศใช้ มีหลายเสียงจากภาคประชาสังคมและนักวิชาการคัดค้านพรก.ฉบับนี้ เพราะเห็นว่าให้อำนาจนายกรัฐมนตรีมากเกินไปและในม.17ของพรก. เอื้อให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจใช้อำนาจอย่างไม่รับผิดชอบ ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน (ในขณะนั้นสถานการณ์ขับไล่นายกฯทักษิณ กำลังขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ) หลังจากการประกาศใช้พรก.ฉบับนี้ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และอีกสี่อำเภอในจังหวัดสงขลา ทหารก็ยังคงใช้กฎอัยการศึกในพื้นที่นี้ต่อไป

ต่อมาคณะทหารยึดอำนาจจากนายกรัฐมนตรีทักษิณ กองทัพได้ผลักดันพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร ซึ่งได้ให้อำนาจกับกองทัพ ฝ่ายข้าราชการทหาร เหนือข้าราชการพลเรือน ในวันที่ 19 มิถุนายน 2550 คณะรัฐมนตรีเห็นชอบผ่านร่างพรบ.ฉบับนี้ โดยมีนักวิชาการ นักสิทธิมนุษยชน สื่อมวลชน หลายคนคัดค้าน เพราะเป็นการทำให้สถานการณ์ฉุกเฉินดำรงอยู่ตลอดเวลาในสถานการณ์ปกติ เพื่อให้ทหารเข้ามามีบทบาทในการบริหารประเทศได้อย่างกว้างขวางและอย่างถาวร ในทุกพื้นที่และทุกเวลา โดยไม่ต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและขาดการถ่วงดุลจากฝ่ายตุลาการ


จะเห็นได้ว่าอำนาจของรัฐและกองทัพเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ มีกฎหมายที่รองรับการใช้อำนาจ การขยายการใช้อำนาจที่ซ้อนทับกันอย่างน้อย 3 ฉบับ จนพื้นที่ทางการเมืองของประชาชนหดแคบเหลือนิดเดียว ดังนั้นการสร้างพื้นที่ทางการเมืองให้อำนาจกับภาคประชาชนจึงมีความสำคัญ อย่างมาก โดย เฉพาะอย่างยิ่งครอบครัว ชุมชนท้องถิ่น และ สังคม ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีแต่ถูกทำให้อ่อนแอลงด้วยปัจจัยต่างๆนาๆ

การที่การเมืองระดับประเทศมีปัญหาและความยุ่งเหยิง ทำให้ความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ทำได้ในขอบเขต จำกัดมาก ในรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ จุลานนท์ ได้ทำการรื้อฟื้นองค์กรสำคัญ 3 องค์กรในการบริหารจัดการความขัดแย้งขึ้นมาใหม่

  1. กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) รับผิดชอบนโยบายความมั่นคงทั้งหมด

  2. ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ทำงานด้านมวลชนและดูแลด้านธรรมาภิบาล

  3. กองบัญชาการผสมพลเรือน ตำรวจ ทหาร (พตท.) ทำหน้าที่ประสานงานการปฏิบัติการร่วมกันระหว่างทหารตำรวจและหน่วยงานด้านข่าวกรอง

ภายใต้โครงสร้างใหม่นี้ ศอ.บต และ พตท. ขึ้นตรงต่อ กอรมน. รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งที่รับตำแหน่งในเดือนมกราคม 2551 ได้ปล่อยให้การกำหนดนโยบายเกี่ยวกับภาคใต้อยู่ในมือของกองทัพ แทนที่นายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้อำนวยการ กอ.รมน. กลับแต่งตั้งให้ผู้บัญชาการทหารบกเป็นผู้ดำรงตำแหน่งนี้ เพราะมองปัญหาภาคใต้เป็นแต่เพียงปัญหาความมั่นคง ประกอบกับปัญหาการเมืองในกรุงเทพฯ และความปรารถนาที่จะรักษาความสัมพันธ์อันดีกับกองทัพ

ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2550 กองทัพได้ดำเนินมาตรการปิดล้อมและตรวจค้นอย่างเข้มข้น ทำให้จำนวนครั้งของเหตุการณ์ลดลง แต่หากดูจำนวนคนตายและบาดเจ็บ ค่าเฉลี่ยไม่เปลี่ยนแปลง แม้ว่าจะมีการส่งกองกำลังเข้าไปในพื้นที่จำนวนถึง 50,000-60,000 นาย และงบประมาณทหารที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 143,000 ล้านบาทในปี 2551 จากเดิมที่งบประมาณทหารซึ่งคงอยู่ที่ประมาณแปดหมื่นล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2543 ถึง 2549 ได้เพิ่มขึ้นเป็น 115,000 ล้านบาทในปี 2550 หลังการรัฐประหาร ปฏิบัติการปราบปรามการก่อความไม่สงบกลายเป็นธุรกิจที่มีมูลค่ามหาศาล


แผนงานระยะสี่ปีภายใต้การนำของพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบกตั้งแต่เดือนตุลาคม 2550 แบ่งเป็น 2 ระยะ ระยะแรกนับจากปี 2550 ถึง 2552 มุ่งที่ยุติเหตุรุนแรงโดยเน้นปฏิบัติการทางทหารอันเฉียบขาด ระยะที่สองนับจากปี 2553-2554 เน้นที่งานพัฒนาและการสร้างชุมชนเข้มแข็ง ได้มีการปรับปรุงประสิทธิภาพปฏิบัติการทางทหารในภาคใต้ โดยกำหนดเขตพื้นที่ปฏิบัติการดังนี้

กองทัพภาคที่ 1 (จากภาคกลาง) รับผิดชอบจังหวัดนราธิวาส

กองทัพภาคที่ 2 (จากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) รับผิดชอบจังหวัดปัตตานี

กองทัพภาคที่ 3 (จากภาคเหนือ) รับผิดชอบจังหวัดยะลา

กองทัพภาคที่ 4 (จากภาคใต้) รับผิดชอบดูแลห้าอำเภอในจังหวัดสงขลา

กองทัพอธิบายว่าการปรับเปลี่ยนดังกล่าวสะท้อนว่าผู้บังคับบัญชาทหารบกคนใหม่ ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาการก่อความไม่สงบในภาคใต้ แต่ก็มีผู้ตั้งข้อสงสัยว่าการกำหนดเขตพื้นที่ปฏิบัติการใหม่ อาจมีสาเหตุมาจากการที่กองทัพภาคอื่นๆ ต้องการได้ส่วนแบ่งในทรัพยากรจำนวนมหาศาลที่จัดสรรลงไปในภาคใต้


กองกำลังอาวุธในพื้นที่


ทหารพราน

นอก จากตำรวจ ทหาร ที่เป็นกองกำลังของรัฐในพื้นที่แล้ว กองทัพนิยมรับสมัครทหารพรานเพื่อเพิ่มกำลังพลในภาคสนาม เพราะเป็นวิธีการที่สะดวกและประหยัด การก่อตั้งและยุบกรมทหารพรานนั้นทำได้ง่าย เงินเดือนของทหารพรานก็ต่ำกว่าทหารอาชีพอย่างมาก เหตุผลสำคัญของกองทัพในการรับสมัครอาสาสมัครทหารพรานในภาคใต้ คือความต้องการกำลังพลที่คุ้นเคยกับสภาพภูมิประเทศ ภาษาและวัฒนธรรม แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่ามีกำลังพลไม่เกิน 30 เปอร์เซ็นต์ที่เป็นชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายู และมีแนวโน้มว่าการรับสมัครกำลังพลรอบใหม่ในช่วงเดือนตุลาคม 2551 จะเป็นคนนอกพื้นที่มากขึ้น ประมาณการว่า จำนวนทหารพรานจะเพิ่มขึ้นจาก7,000 นาย เป็น 9,000 นาย กองกำลังทหารพรานได้รับการอบรมเพียง 45 วัน มีอัตราการบาดเจ็บและเสียชีวิตจาการปฏิบัติหน้าที่สูง และมักถูกกล่าวขานในเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการคอรัปชั่น นายทหารคนหนึ่งที่ดูแลทหารพรานแปดกองร้อยบอกว่า ได้สั่งปลดทหารพรานหกคนในช่วงหกเดือนส่วนใหญ่เพราะปัญหายาเสพติด


การปฏิบัติงานสำคัญของทหารพรานในช่วงแรกๆในภาคใต้ทำให้เกิดความสูญเสียใหญ่ หลวง โดยเฉพาะความผิดพลาดในการดูแลการขนย้ายผู้ชุมนุมประท้วงที่อำเภอตากใบใน จังหวัดนราธิวาส ในเดือนตุลาคม 2547 ซึ่งตอกย้ำถึงความด้อยสามารถและความเหี้ยมโหดของทหารพราน และเหตุการณ์การยิงที่บ้านตาเซะ และการบุกค้นสถาบันศึกษาปอเนาะ เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2550 ของทหารพรานจากชุดปฏิบัติการกองร้อย 4202 ซึ่งคณะกรรมาธิการภาคใต้ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติตรวจสอบกรณีนี้ ได้ระบุว่าทหารพรานยิงเข้าใส่พลเรือนโดยไม่มีการยั่วยุ หลังจากเหตุการณ์นั้นนักเรียนหลายคนในปอเนาะก็ได้รับการติดต่อให้เข้าร่วม ขบวนการแบ่งแยกดินแดน ทหารอาชีพบางนายก็ตระหนักว่าปฏิบัติการดังกล่าวเป็นแนวร่วมด้านกลับให้กับ ขบวนการ


แม้ว่าการรับสมัครคัดเลือกทหารพรานได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น โดยมีการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมของผู้สมัคร แต่มาตรการส่งเสริมให้ญาติของผู้เคราะห์ร้ายจากเหตุการณ์รุนแรงเข้าเป็นทหาร พรานนั้นนับว่าสุ่มเสี่ยง กองทัพยอมรับว่าทหารพรานบางคนใช้สถานภาพของตนและอาวุธที่จัดสรรให้โดยรัฐบาล เพื่อโจมตีคู่อาฆาตส่วนตัว นอกจากนั้นกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบยังใช้หน่วยทหารพรานเป็นช่องทางในการแทรก ซึมกองทัพอีกด้วย ฉะนั้นการพึ่งพิงทหารพรานมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่อาจจะทำให้เกิดปัญหาร้ายแรง มากยิ่งขึ้น


ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น

ในบางพื้นที่ ผู้ใช้อำนาจรัฐในพื้นที่ได้อาศัยผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นจัดการกับชาวบ้านที่ สงสัยว่าเป็นแนวร่วมของขบวนการอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย เช่น ลูกชาวบ้านที่ไปก่อเหตุและทิ้งจักรยานยนต์ไว้ เขาจึงรู้ว่าเด็กคนนั้นเป็นลูกของใคร จึงไปจัดการยิงพ่อแม่ของเด็ก ในลักษณะโจรจัดการโจร เพื่อรักษาความสงบราบคาบแต่กลับเพิ่มความไม่สงบมากขึ้น ตลอดจนโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ของรัฐที่ชาวบ้านไม่เห็นด้วย ก็มีผู้มีอิทธิพลเข้าไปข่มขู่คุกคามอย่างเหิมเกริมเป็นการสร้างเงื่อนไขร้าย แรง ก่อให้เกิดความรุนแรงที่ขยายตัวมากขึ้น


กลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงจากต่างประเทศ

รัฐบาล ไทยยืนยันว่าการก่อความไม่สงบเป็นปัญหาภายในและไม่มีกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรง จากภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้อง นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าเหตุผลหลักของการก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดน ใต้ของไทยเกิดขึ้นจากความไม่พอใจทางการเมืองและประวัติศาสตร์ มิใช่ความมุ่งมาดปรารถนาเช่นเดียวกับขบวนการอิสลามนิยมในระดับสากล


อย่างไรก็ตามยิ่งรัฐบาลไทยล้มเหลวในการยุติความขัดแย้งนานมากขึ้นเท่าไร ความเสี่ยงที่กลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงจากต่างประเทศจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับ สถานการณ์ในภาคใต้ของไทยก็มีมากขึ้นเท่านั้น ข้อมูลจากหน่วยงานของอินโดนีเซีย และมาเลเซีย ยืนยันว่ากลุ่มก่อการรุนแรงต่างๆ ได้ใช้พื้นที่ทั้งสองประเทศเป็นสถานที่ฝึกกำลังทหาร Training Camp ใช้เป็นฐานเชื่อมโยงกลุ่มก่อการร้ายทั้งปากีสถานและอาฟกานิสถาน


ประชาชนกับสิทธิมนุษยชนและความยุติธรรม


การที่หน่วยงานของรัฐค่อนข้างมีความเชื่อว่า เงินซื้อความยุติธรรมได้ ซึ่งมันไม่จริง เหตุการณ์ที่ค่อนข้างเจ็บปวดมากก็คือ เหตุการณ์ตากใบ จนถึงทุกวันนี้ คนที่กระทำความผิดยังไม่ได้ถูกลงโทษเลยแม้แต่คนเดียว ยกเว้นแม่ทัพภาค 4 ซึ่งถูกลงโทษโดยการย้ายจากภาคใต้ขึ้นมาอยู่กรุงเทพฯ ซึ่งทางทหารก็อธิบายว่า นี่เป็นการลงโทษทางวินัยที่ร้ายแรงมาก ซึ่งอธิบายอย่างไรชาวบ้านก็ไม่อาจเข้าใจได้ แม้แต่ศาลเองก็บีบให้ชาวบ้านประนีประนอมเมื่อเราฟ้องคดีต่อศาลเพื่อเรียกค่า เสียหาย ทางกองทัพยอมจ่ายค่าเสียหาย มันเป็นเงิน 2-3 แสนบาท แต่สำหรับชาวบ้านแล้วมันไม่สามารถจะเยียวยาแม้แต่ในทางเศรษฐกิจได้ ส่วนทางด้านจิตใจไม่ต้องพูดถึง ตราบใดที่ความยุติธรรมยังไม่ได้รับ


การแก้ปัญหาภาคใต้ขึ้นอยู่กับการเมืองระดับประเทศอย่างมาก สำหรับเรื่องภาคใต้ ฝ่ายที่ต้องการแก้ปัญหาโดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคง เขาพยายามใช้วิธีการทุกอย่าง ทั้งด้านความรุนแรง การพัฒนา การปฏิรูปต่างๆเพื่อที่จะแก้ปัญหา แต่แก้ไม่ได้เพราะไปติดกรอบใหญ่ของการเมืองระดับประเทศ ยกตัวอย่าง ตอนที่ กอส.เสนอให้ใช้ภาษามลายูเป็นภาษาทำงาน แค่นี้ก็ติดปัญหาแล้ว มันไปไม่ได้แล้ว ตัวอย่างการเลือกตั้งที่อดีตนายกฯทักษิณได้คะแนนอย่างมากในการเลือกตั้ง ปี 2549 นั่นคือ การซื้อคะแนนเสียงของคนภาคอื่น โดยการขายกลุ่มวาดะห์และประกาศว่า จะไม่ยอมให้เสียดินแดนภาคใต้แม้แต่ 1 ตารางนิ้ว เพื่อให้ได้คะแนนจากความรู้สึกของคนไทยที่มีความเป็นชาตินิยมจากภาคอื่น ซึ่งทักษิณก็ประสบความสำเร็จอย่างมากในการได้คะแนนเสียง


การเมือง ใหญ่มีแนวโน้ม 2 อย่างคือ การที่พยายามปรับปรุงระบบการเมืองที่เราเรียกกันว่า ปฏิรูปการเมืองอีกครั้งของไทย กับ แนวโน้มที่ก่อให้เกิดแรงเสียดทานในการแก้ปัญหาการปฏิรูปมากยิ่งขึ้น เช่น การชูเรื่องลัทธิชาตินิยม การสร้างระบบเผด็จการทหาร โดยให้ทหารมาจัดการอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นการแก้ปัญหาภาคใต้ ปัจจุบันนี้คนที่ทำงานภาคใต้ไม่มีความหวัง เช่น การใช้มาตรา 21 คนที่เคยมีบทบาทในการใช้ มาตรา 21/23 หรือ การใช้มาตรา 17/3 ซึ่งปัจจุบันได้แปลงมาเป็นมาตรา 21 ต่างยอมรับว่านำมาใช้ไม่ได้ถ้ากรอบการเมืองใหญ่ไม่เอื้อไปด้วยกัน ตราบใดที่ไม่ยอมรับอัตลักษณ์ของคนภาคใต้ ไม่ยอมรับปัญหาที่เกิดจากความไม่ยุติธรรม รวมทั้งการเปิดพื้นที่ทางการเมือง เช่น เปิดพื้นที่ให้เยาวชนในมหาวิทยาลัยได้ทำกิจกรรมที่สันติวิธี อย่าไปคิดว่าถ้าทำอย่างนี้เขาต้องเป็นแนวร่วมของฝ่ายโน้น เพราะถ้าเขาไม่มีโอกาสที่จะทำอะไรได้อย่างสันติ อย่างเปิดเผย เขาก็ต้องลงไปใต้ดิน ไปร่วมกับขบวนการ หากตายก็ยังได้ไปสวรรค์

แน่ นอนว่ามีกลุ่มทหารหนุ่มที่สนใจในเรื่องนี้และกำลังสนใจศึกษาเรื่องนี้ แต่ไม่มีทางทำอะไรได้ถ้ากรอบการเมืองใหม่ไม่เปิด ก็คือ ถ้าเรายังคงวนเวียนอยู่ 2 เรื่อง เผด็จการทหาร กับ เผด็จการรัฐสภา ก็ไม่มีทางที่จะแก้ปัญหาภาคใต้ได้


บทเรียนและประสบการณ์การทำงานขององค์กรต่างๆ


นับตั้งแต่เหตุการณ์ความรุนแรงรอบใหม่ได้เกิดขึ้นเมื่อ 4 มกราคม 2547นับเป็นเวลา 5 ปีแล้ว องค์กรพัฒนาเอกชนด้านความมั่นคงของมนุษย์และสิทธิมนุษยชนส่วนใหญ่ ได้ทำงานตอบสนองต่อสถานการณ์ในลักษณะงานแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และศึกษาสร้างความรู้ความเข้าใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากกว่าการวางแผนงาน ระยะยาว สถานการณ์ปัจจุบันไม่ได้มีแนวโน้มว่าจะยุติลงง่ายๆ การทำงานของกลุ่มองค์กรต่างๆจึงจำเป็นต้องคิดถึงงานที่แก้ไขปัญหาในระยะยาว มากขึ้น ทั้งนี้การมีส่วนร่วมของคนในชุมชนท้องถิ่นยังเป็นเงื่อนไขปัจจัยสำคัญของการ แก้ปัญหา


สำหรับองค์กรที่ทำงานด้านทรัพยากร สิ่งแวดล้อม บทเรียนการทำงานได้บอกว่าแนวทางการฟื้นฟูทรัพยากรไม่ใช่การฟื้นฟูให้กลับ เป็นเช่นในอดีต เพราะโครงการพัฒนาต่างๆได้ทำลายธรรมชาติ เปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตของผู้คนไปแล้ว การฟื้นฟูจึงเป็นการหาหนทางที่ให้ชาวบ้านสามารถอยู่กับสิ่งแวดล้อมและ ทรัพยากรธรรมชาติที่ได้ถูกทำลายไปแล้ว เป็นการปรับตัวของคนและชุมชนที่จะอยู่รอดให้ได้ในเงื่อนไขที่เปลี่ยนไป หรือเป็นการหาทางเลือกที่จะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้พร้อมๆ กับการชะลอและการหยุดยั้งการทำลายที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต


กลุ่มงานด้านสิทธิมนุษยชน ยุติความรุนแรง ได้มีสิ่งที่น่าเรียนรู้จากองค์กร Human Right Watch ที่รณรงค์ประณามการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งกระทำต่อพลเรือนผู้บริสุทธิ์ ทั้งโดยรัฐบาลไทยและองค์กรที่ไม่ใช่รัฐ ยึดหลักสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจังวิพากษ์วิจารณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนของทุก ฝ่าย

การทำงานของสื่อทางเลือกได้สะท้อนถึงความพยายามของกลุ่มคนหลากหลายที่จะผลิต สื่ออิสระเพื่อสะท้อนความคิด มุมมอง และแนวทางการแก้ไขปัญหา ทำให้คำอธิบายต่อสถานการณ์ความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ถูกผูกขาดด้วย ชุดคำอธิบายชุดใดชุดหนึ่งเท่านั้น การสะท้อนความจริงและข้อเท็จจริงทำให้สังคมมีมุมมองที่กว้างขึ้น


กลุ่ม องค์กรต่างๆในพื้นที่ส่วนใหญ่ไม่มีประสบการณ์ทำงานกลุ่มมาก่อน และเริ่มเรียนรู้ถึงความสำคัญของการรวมกลุ่มและการทำงานเป็นเครือข่าย จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเสริมทักษะการทำงานกลุ่ม ทั้งในเรื่องการบริหารจัดการกลุ่ม การติดต่อประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งความรู้ ทักษะในการระดมทรัพยากร การจัดทำโครงการ การรวบรวมข้อมูล การเขียนรายงาน เป็นต้น


พลวัตรที่เกิดขึ้นในพื้นที่



  • การประณามการก่อการร้ายทั้งที่เกิดจากรัฐและไม่ใช่รัฐ ที่ทำร้ายชีวิตพลเรือนผู้บริสุทธิ เป็นการปกป้องสิทธิมนุษยชนที่จำเป็น

  • กำลังพลของรัฐที่ด้อยคุณภาพ และโหดเหี้ยมยังเป็นตัวแปรหลักในการขยายความรุนแรง และการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพื้นที่

  • มี ความพยายามของทหารอาชีพส่วนหนึ่งในกองทัพที่จะใช้การเมืองนำการทหารและสนใจ เรื่องสิทธิมนุษยชนกลุ่มสิทธิมนุษยชน ต้องยกระดับการทำงานที่สร้างความน่าเชื่อถือมากขึ้น คนทำงานด้านสิทธิมนุษยชนเห็นความสำคัญของความร่วมมือระหว่างงานด้านสิทธิกับ งานช่วยเหลือทางสังคม การทำงานร่วมกับกลุ่มเยียวยาชัดเจนขึ้น

  • กลุ่มสิทธิมนุษยชน ต้องยกระดับการทำงานที่สร้างความน่าเชื่อถือมากขึ้น

    คน ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนเห็นความสำคัญของความร่วมมือระหว่างงานด้านสิทธิกับ งานช่วยเหลือทางสังคม การทำงานร่วมกับกลุ่มเยียวยาชัดเจนขึ้น

  • กระบวนการยุติธรรมยังติดอยู่ในระบบราชการที่ไม่สามารถให้ความเป็นธรรม และความน่าเชื่อถือกับชาวบ้านได้

  • สันติภาพ ในกรอบความคิดสันติภาพเชิงวิพากษ์ ไม่ได้หมายถึงการหยุดยิงเท่านั้น จะต้องแก้ปัจจัยเงื่อนไขที่เป็นสาเหตุของความขัดแย้งที่ใช้ความรุนแรงด้วย

  • การ ที่รัฐมีทิศทางใช้เงิน ใช้กำลังทหารทุ่มลงไปในพื้นที่ เร่งรื้อฟื้นโครงการขนาดใหญ่ต่างๆ เพื่อจะได้ใช้งบประมาณ ฝ่ายข้าราชการพลเรือนจะเป็นภาคที่ก่อปัญหาให้กับประชาชนในนามของโครงการ พัฒนาอีกครั้งหนึ่ง เช่น มีความพยายามก่อสร้างเขื่อนสายบุรี ซึ่งเคยถูกต่อต้านอย่างหนักจากชาวบ้าน 3 จังหวัดภาคใต้เมื่อสิบกว่าปีก่อน ข้าราชการบางคนมีการประสานกับกำนันอิทธิพล เพื่อข่มขู่ไม่ให้ชาวบ้านลุกขึ้นต่อต้าน

  • การสร้างพื้นที่ตรวจสอบนโยบายและงบประมาณสาธารณะ เป็นการสร้างสันติภาพหนทางหนึ่ง เพื่อไม่ให้อุตสาหกรรมความรุนแรงขยายตัวอย่างงอกงาม

  • การ สนับสนุนส่งเสริมความเข้มแข็ง คนในพื้นที่ควรอยู่บนหลักการสำคัญ เสรีภาพ เสมอภาค ภารดรภาพ ความสมานฉันท์และความรับผิดชอบร่วมกัน

  • บทบาท ผู้หญิงสร้างสันติภาพในพื้นที่มีความจำเป็นมากขึ้น ภายหลังเหตุการณ์ที่ผู้หญิงและเด็กออกมาประท้วงปิดถนนหลายครั้งในช่วงปี 2549-2550

  • กลุ่มเยาวชนมีความเติบโต มีรูปการจัดตั้งชัดเจนมากขึ้นตั้งแต่ช่วงประท้วงที่มัสยิดกลาง เมื่อปี2550 และการยึดมหาวิทยาลัย(มอ.ปัตตานี) เพื่อเรียกร้องให้หยุดเรียน 5 วันช่วงวันฮารีรายอ (ปีใหม่ของมุสลิม) ปี 2551

  • กลุ่มเยียวยา ได้พัฒนาเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐกับองค์การอาสาสมัครพัฒนาเอกชนที่เป็นรูปการมากขึ้น

  • การสาธารณสุขที่สอดคล้องกับวิถีมุสลิมได้รับการต้อนรับจากประชาชนในพื้นที่

  • การจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับวิถีมุสลิมได้รับความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่


หลักการ แนวคิด ทฤษฎีในการทำงานในสถานการณ์ความขัดแย้งที่ใช้ความรุนแรง


การทำงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นการทำงานท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งที่ใช้ความรุนแรง ต้องมั่นใจว่าการทำงานของเราจะไม่ไปทำให้ความขัดแย้ง ความรุนแรงที่ดำเนินอยู่แย่ลงไปกว่าเดิม ในทางสากลได้มีประสบการณ์ในการทำงานในสถานการณ์เช่นนี้มากพอสมควร และสรุปบทเรียนเป็นหลักในการทำงาน เช่น หลักการ Do No Harm (แต่รัฐไทยไม่ได้ตระหนักเท่าที่ควรปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ เช่น ตากใบที่ทำให้ปัญหายิ่งกระจายตัวออกไปวงกว้างอย่างร้ายแรง)


ที่สำคัญคนทำงานควรมีความเข้าใจพื้นฐานก่อนว่า ความขัดแย้งที่ใช้ความรุนแรงได้

ทำลาย ชีวิตและทำลายการพัฒนา คนบางพวกใช้และสนับสนุนให้เกิดความขัดแย้งที่ใช้ความรุนแรงเพื่อประโยชน์ทาง การเมือง และประโยชน์ส่วนตัว ความขัดแย้งที่ใช้ความรุนแรงมักจะก่อให้เกิดดินแดนอันไร้ขื่อแป ซึ่งสามารถช่วยเกื้อหนุนการดำเนินงานของพวกผู้บงการความขัดแย้งทั้งกลุ่ม อำนาจ อิทธิพลภายในท้องถิ่น ในประเทศ พวกผู้บงการความขัดแย้งข้ามชาติ (transnational drivers of conflict) รวมทั้งพวกลักลอบค้าอาวุธ ทรัพยากรธรรมชาติและยาเสพติดได้

ในรายงาน กอส.ที่เสนอต่อรัฐบาลได้พยายามให้กรอบการแก้ปัญหาความรุนแรง ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เน้นความมั่นคงของมนุษย์ สันติวิธีและแนวทางสมานฉันท์ที่สร้างความเป็นธรรม และตระหนักถึงผลการใช้ความรุนแรงที่จะส่งผลให้ไม่ได้ยินเสียงร้องของผู้ได้ รับทุกข์ที่ตกเป็นเหยื่อ ทำให้ไม่เห็นสาเหตุเชิงโครงสร้าง ความไม่ยุติธรรม การไม่เคารพศักดิ์ศรีซึ่งกันและกัน และทำให้สังคมไม่เห็นทางเลือกทางการเมือง โดยนัยยะของรายงานเป็นการเสนอต่อรัฐไทยในฐานะเป็นตัวแปรที่สำคัญในการก่อและ ขยายความรุนแรง แต่รัฐไทยและกลไกรัฐหาได้จริงจังกับข้อเสนอแต่อย่างใด หนทางที่เป็นไปได้ก็คือ ภาคประชาสังคมต้องมีบทบาทในการขับเคลื่อนแนวคิดเหล่านี้ และผลักดันให้รัฐไทยดำเนินการแก้ไขปัญหาบนฐานความรู้ ความเป็นธรรม เคารพสิทธิมนุษยชน


ทฤษฎีความรุนแรง สันติวิธีเชิงวิพากษ์


Johan Galtung นักสันติวิธีเชิงวิพากษ์ได้จัดประเภทความรุนแรงที่เกิดขึ้นในโลกเป็นความ รุนแรงทางตรง (Direct violence) คือความรุนแรงที่มีตัวบุคคลเป็นผู้กระทำเห็นได้ชัด ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง (Structural violence) คือตัวโครงสร้างนั้นเองเป็นที่มาของความรุนแรง มิใช่ตัวบุคคลเป็นเหตุ ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม (Cultural violence) คือความคิดความเชื่อในสังคมที่ทำให้ความรุนแรงในสังคมรูปแบบต่าง ๆ กลายเป็นสิ่งที่สังคมยอมทนอยู่ด้วย หรือยอมรับได้ หรือกระทั่งเห็นเป็นความถูกต้องไปในที่สุด


ความรุนแรงเชิงโครงสร้างหรือความอยุติธรรมในสังคมมักเป็นที่มาของความรุนแรง ที่มองเห็นชัด ในขณะที่ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมทำหน้าที่เป็นตัวแปรสร้างความชอบธรรมให้กับ ความรุนแรงดังกล่าว (Legitimizing factor) ความรุนแรงในแต่ละระดับมีความสลับซับซ้อนอยู่ในตัว เช่น ความรุนแรงเชิงโครงสร้างเป็นผลรวมของความสัมพันธ์ระหว่างความไม่เสมอกันทาง อำนาจทั้งในทางเศรษฐกิจและสังคม ในเวลาเดียวกัน ส่วน ‘วัฒนธรรม’ ของแต่ละสังคมก็มิได้หยุดนิ่งตายตัว หรือเป็นเนื้อเดียวกันแนบสนิท

งานศึกษาวิจัยจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก ล้วนชี้ว่าตัวแปรที่ทรงพลังสูงสุดในการอธิบายปรากฏการณ์ความรุนแรงในสังคม คือ ขนาดของช่องว่างของรายได้และความมั่งคั่ง ระหว่างคนรวยกับคนจน นอกจากความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่ต้องนำมาพิจารณาประกอบด้วยแล้ว สันติภาพเชิงวิพากษ์ยังตั้งคำถามด้วยว่า โครงสร้างของโลกเช่นที่เป็นอยู่ดังนี้รองรับด้วยความเชื่อในลักษณะใด

หากจะมุ่งแก้ปัญหาความรุนแรงและสร้างสันติภาพในระดับสังคม คงต้องให้ความสนใจกับความรุนแรงในระดับต่างๆ ยิ่งกว่าจะใส่ใจกับความรุนแรงทางตรง ที่มีตัวบุคคลเป็นผู้กระทำเท่านั้น เพราะคงต้องตั้งคำถามเกี่ยวกับความอยุติธรรมในสังคม ซึ่งเป็นที่มาของความรุนแรงส่วนหนึ่ง และความเชื่อที่ทำให้ทั้งพฤติกรรมรุนแรงและความรุนแรงเชิงโครงสร้างดำรงอยู่ ได้ สันติภาพเชิงวิพากษ์คิดถึงการรักษา ‘โรคความรุนแรง’ ด้วยการเริ่มต้นจากการวิพากษ์ทั้งความอยุติธรรมในสังคม และวัฒนธรรมความเชื่อที่ปกป้องหนุนเสริมให้ความชอบธรรมกับโครงสร้างดังกล่าว ก่อนที่จะหาทางผลักดันให้สังคมเลือกหนทางสู่สันติชนิดที่ทั้งเป็นธรรมและไร้ ความรุนแรงไปพร้อม ๆ กัน

การที่สังคมปัจจุบันเชื่อมโยงกัน มีผลกระทบถึงกัน จึงเป็นสังคมที่ซับซ้อนมีหลายมิติ Multinational Dynamic ความซับซ้อนที่เกิดขึ้นเกินกว่าการอธิบายปัญหาจากปรากฏการณ์ใดปรากฏการณ์ หนึ่ง ในระบบที่เชื่อมโยงกันนี้ อะไรที่เกิดขึ้นเพียงนิดเดียวในระบบที่ห่างไกลออกไปนี้ส่งผลกระทบสะเทือน อย่างใหญ่โตในที่อื่น สถาบันต่าง ๆ ในสังคมซึ่งเป็นสถาบันแบบเก่านี้ไม่สามารถเผชิญกับสภาพใหม่ซึ่งซับซ้อนและ ยากได้

ในโลกที่เชื่อมต่อถึงกันใกล้ชิดมากขึ้น สถานการณ์โลกปัจจุบันที่มีความขัดแย้งระหว่างโลกตะวันตกและโลกอิสลาม ดำรงอยู่เป็นหนึ่งปัญหาหลักของเสถียรภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ และผลจากความขัดแย้งเช่นนี้ สามารถส่งผลกระทบต่อการเมืองภายในและต่อความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนต่าง ศาสนาวัฒนธรรมภายในรัฐได้


ปัญหาภาคใต้วันนี้แม้มีรากปัญหามาจากประวัติศาสตร์ย้อนกลับไปนับได้ร้อยปี แต่ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และอิสลามานุวัตร บริบทของปัญหาภาคใต้ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง


แนวคิดความมั่นคงของมนุษย์


กรอบความมั่นคงของมนุษย์ที่รับรองโดยการประชุมสุดยอดสหัสวรรษที่นิวยอร์คใน เดือนกันยายน 2543 ซึ่งเป็นการสังเคราะห์เป้าหมายของการประชุมสุดยอดทางสังคมที่ โคเปนเฮเกน กับการประชุมระดับโลกเรื่องสตรีที่กรุงปักกิ่ง ได้กล่าวถึงคุณค่าพื้นฐานบางประการที่มีความสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่าง ประเทศในศตวรรษที่ 21 อันได้แก่ เสรีภาพ ความเสมอภาค ความสมานฉันท์ ความรับผิดชอบร่วมกัน


ความมั่นคงของมนุษย์หมายถึงเสรีภาพจากความกลัว ความอดอยากหิวโหย และการเคารพในสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งระบุไว้ใน “คำประกาศแห่งสหัสวรรษ” ความมั่นคงของมนุษย์เผชิญกับการคุกคามต่างๆรวมถึงความรุนแรงความขัดแย้ง โรคภัยไข้เจ็บ การกดขี่ การเลือกปฏิบัติทางเพศ และความยากจน ในโลกที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นด้วยระบบสารสนเทศและเทคโนโลยี ทำให้ปัญหาต่างๆเกี่ยวพันกันอย่างสลับซับซ้อน กระทบถึงกันอย่างรวดเร็วและรุนแรง กลไกการรับมือกับปัญหาไม่สามารถใช้กรอบความมั่นคงแบบเดิมได้อีกต่อไป เพราะความมั่นคงของรัฐที่คับแคบ และจำกัดอยู่เฉพาะภายในขอบเขตพรมแดนที่รัฐต้องผูกขาดสิทธิและวิธีการในการปก ป้องพลเมืองของตนเอง ต้องสถาปนาและเพิ่มอำนาจรวมทั้งความมั่นคงของรัฐเพื่อรักษาความเรียบร้อยและ สันติภาพ แต่จริงๆแล้วรัฐเพียงแต่ให้ความสำคัญกับการปกป้องความเป็นอันหนึ่งอันเดียว กันและความเป็นกลไกของรัฐเท่านั้น ซึ่งความมั่นคงของรัฐในลักษณะนี้เชื่อมโยงกับความมั่นคงของประชาชนต่างๆที่ อยู่ในรัฐเพียงทางอ้อมเท่านั้น และบางครั้งความมั่นคงของรัฐกลับเป็นสิ่งที่คุกคามความมั่นคงของประชาชน ดังนั้นความมั่นคงของมนุษย์ควรจะเป็นเป้าหมายของความมั่นคงของรัฐ เนื่องจากวัตถุประสงค์หลักของรัฐ คือการให้ความมั่นคงแก่พลเมืองของตนเอง


ความมั่นคงของมนุษย์หมายถึงการปกป้องเสรีภาพขั้นพื้นฐาน เสรีภาพที่เป็นแก่นสารของชีวิต หมายถึงการปกป้องประชาจากการคุกคามและสถานการณ์ที่วิกฤต(ร้ายแรง) และมีแนวโน้มจะขยายตัว(แพร่กระจาย) หมายถึงการใช้กระบวนการต่างๆที่สร้างขึ้นจากความเข้มแข็งและแรงบันดาลใจของ ประชาชน หมายถึงการสร้างระบบการเมือง สังคม สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ การทหารและวัฒนธรรมที่เมื่อรวมกันแล้วช่วยสร้างรากฐานในการมีชีวิตรอดการ ดำรงชีวิตและศักดิ์ศรีของประชาชน เนื่องจากแนวคิดนี้สนใจปัจเจกบุคคลและชุมชนมากกว่ารัฐ รวมทั้งสิ่งที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของประชาชน ซึ่งรวมถึงการคุกคามและเงื่อนไขต่างๆที่มักจะไม่ถูกจัดให้เป็นการคุกคามความ มั่นคงของรัฐ ยิ่งไปกว่านั้นตัวละครที่เกี่ยวข้องยังขยายเพิ่มมากไปกว่ารัฐเพียงลำพัง


การบรรลุความมั่นคงของมนุษย์ไม่เพียงปกป้องคุ้มครองประชาชนเท่านั้น แต่ยังสร้างพลังให้แก่ประชาชนเพื่อปกป้องตนเองด้วย


การตระหนักในความเป็นมนุษย์ร่วมกัน


ความพยายามแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ระยะแรกๆ สนับสนุนการกลืนวัฒนธรรมและความพยายามเข้าสลายวัฒนธรรมอื่น ต่อมาเริ่มสรุปบทเรียนและพูดถึงการเคารพวัฒนธรรมอื่นด้วยจุดยืนแนวคิดความ หลากหลายทางวัฒนธรรมและการให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย แต่สิ่งที่เป็นสาระสำคัญมากกว่านั้นที่ทุกฝ่ายพึงตระหนัก คือ “ความเป็นมนุษย์ร่วมกัน” ซึ่งมีโจทย์ที่ควรช่วยกันค้นหาว่า” แต่ละวัฒนธรรมสามารถพัฒนาความคิดเรื่อง ความเป็นมนุษย์ร่วมกันจากการขับเคลื่อนในวัฒนธรรมของตนเองได้หรือไม่

แนว คิดเรื่องความหลากหลายทางวัฒนธรรม ได้ยอมรับรูปแบบ พฤติกรรมการแสดงออกของมนุษย์ที่ไม่เหมือนกัน อันเนื่องจากการมีปฏิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน การที่ดูเสมือนว่ามนุษยชาติยิ่งนับวันพัฒนาไปในวิถีทางที่แยกห่างจากกันมาก ขึ้นเรื่อยๆนั้น เป็นเพราะการพัฒนาพิธีกรรมต่างๆให้ซับซ้อนและให้ความหมายต่อพิธีกรรมอย่าง ตายตัวไม่ยืดหยุ่น สูญเสียการมองวัฒนธรรมว่าต้องก่อร่างขึ้นจากธรรมชาติของคนที่มีการเคลื่อน ไหวตลอดเวลา และละทิ้งแก่นสาร “ความเป็นมนุษย์ร่วมกัน”




แนวทางการสร้างสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้


ความขัดแย้งที่ใช้ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ มีความสลับซับซ้อน มีการใช้ความรุนแรงจากหลายฝ่าย ทั้งรัฐบาล ฝ่ายต่อต้านรัฐ ฝ่ายก่อการที่ต้องการต่อสู้กับการกดขี่ของรัฐไทย และฝ่ายอิทธิพลค้ายาเสพติด ค้ามนุษย์ ค้าอาวุธ มีคนจำนวนน้อยได้ประโยชน์จากความเปลี่ยนแปลงนี้ สิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานของความขัดแย้งที่ใช้ความรุนแรง และความรุนแรงจะดำรงอยู่และไม่หมดไปง่ายๆ กระบวนการสันติภาพจึงต้องเริ่มต้นที่ภาคประชาสังคม

ความพยายามดึงประชาชนมาอยู่ฝ่ายรัฐ การชนะใจประชาชนส่วนใหญ่จะเป็นไปได้หากมีกระบวนการบังคับใช้กฎหมายที่มี ประสิทธิภาพ มีความยุติธรรม ปกป้องคุ้มครองประชาชนที่สุจริตให้ได้มากขึ้น การใช้ความรุนแรงแม้จะสร้างความหวาดกลัวได้มาก แต่ก็เป็นการทำลายความชอบธรรมของผู้ใช้ รัฐต้องระวังเรื่องการสร้างความโกรธแค้นใส่กันอย่าให้ขยายตัวออกไป เพราะท้ายที่สุดจะกลายเป็นสายโซ่ของความเกลียดชัง และความอาฆาตแค้นซึ่งจะนำไปสู่การทำร้ายกันอย่างไร้เหตุผล แต่รัฐมิได้ตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้อย่างเพียงพอ ขาดความละเอียดอ่อน กลับใช้ข้ออ้างว่าเพื่อควบคุมสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ขยายอำนาจและขยายงบประมาณมากขึ้นเป็นลำดับ


การหยุดความรุนแรง Conflict Prevention (CP)


ความรุนแรงจะไม่หยุดอย่างง่ายๆเพราะมีหลายๆกลุ่มที่ได้ประโยชน์จาก อุตสาหกรรมความรุนแรง การหยุดความรุนแรง Conflict Prevention (CP) จึงควรสร้างพลังให้กับประชาชนคนสามัญให้มีอำนาจการต่อรองกับอำนาจอิทธิพล ต่างๆ ในพื้นที่มากขึ้น ให้ประชาชนเท่าทันกับความเปลี่ยนแปลง และปรับตัวได้เหมาะสมสอดคล้องกับวิถีชีวิตของตน มีอำนาจจัดการใช้ทรัพยากรที่เหมาะสม ต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนคนธรรมดาสามัญได้เข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจใน ทุกระดับ

กระบวนการหยุดความขัดแย้ง CP ต้องสนใจสร้างความรู้ความเข้าใจกับสาธารณชน เกี่ยวกับสถานการณ์ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ มิฉะนั้นสาธารณชนจะสนับสนุนนโยบายที่เพิ่มความรุนแรงในพื้นที่มากยิ่งขึ้น อนุญาตให้รัฐบาลใช้กำลังอาวุธจัดการปัญหาซึ่งจะยิ่งเพิ่มปัญหา เพราะในภาวะสงครามความเป็นมนุษย์และความเป็นธรรมถูกทำลายได้ง่ายดาย ดังนั้นสื่อมวลชนก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่ง ที่กระบวนการหยุดความรุนแรงต้องให้ความสนใจ และทำงานด้วย


การปรับเปลี่ยนความขัดแย้ง Conflict Transformation (CT)


การ ปรับเปลี่ยนความขัดแย้ง CT ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงน่าจะเป็นไปในทิศทางสร้างความมั่นคงในชีวิตของชาวบ้าน ที่ผ่านมาได้มีการจัดแลกเปลี่ยนความคิดเรื่อง ความมั่นคงในชีวิตจากมุมมองของชาวบ้าน ชาวบ้านมองว่าความมั่นคงด้านจิตใจ จิตวิญญาณภายใน สำคัญที่สุด และจะดำรงอยู่ได้ต้องปฏิบัติตามหลักศาสนาอิสลาม ที่เป็นศาสนาของคนส่วนใหญ่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ สิ่งสำคัญต่อมาก็คือความมั่นคงของฐานทรัพยากรที่ชาวบ้านมีวิถีชีวิตเศรษฐกิจ สังคมตามระบบนิเวศที่ตนดำรงอยู่


การปรับเปลี่ยนความขัดแย้ง อาจเริ่มจากด้านบวก เอาหัวใจของความเป็นมนุษย์มาคลี่คลายปัญหา สร้างความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับประชาชน เน้นความสัมพันธ์ระดับแนวราบ ด้วยงานช่วยเหลือผู้ตกเป็นเหยื่อของเหตุการณ์ ทั้งฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐและฝ่ายชาวบ้าน

งานด้านการศึกษาหาความจริงก็เป็นความพยายามสร้างความเป็นธรรม คืนความเป็นธรรมให้กับประชาชนที่รู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมได้เห็นว่า ยังมีกลุ่มบุคคลต่างๆ ในสังคมไทยที่เห็นปัญหาความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นทั้งในอดีตและปัจจุบัน


การแทรกแซง Intervention


ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่คนทำงานเพื่อสันติภาพ จำเป็นต้องหาความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์สงครามกลางเมืองในหลาย ๆ ประเทศที่เกิดขึ้นในช่วงสิบถึงยี่สิบปีมานี้ และบทเรียนจากประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะบทเรียนของภาคประชาชนว่าเป็นอย่างไร


เมื่อพลเมืองประชาชนส่วนใหญ่ต้องบาดเจ็บล้มตายเพราะการใช้ความรุนแรงด้วย อาวุธ จำเป็นต้องมีการแทรกแซงเพื่อการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม แต่การแทรกแซงด้วยกองกำลังอาวุธถือเป็นรูปแบบที่ต้องไตร่ตรองมากที่สุด จะมากน้อยระดับไหน ในระยะเวลาเท่าใด อะไรจะเป็นหลักประกันต่ออธิปไตยของคนในท้องถิ่นหรือในประเทศนั้นๆ อะไรจะเป็นหลักประกันว่าความสงบสุข สันติภาพของประชาชนจะกลับมาโดยเร็วภายหลังการถูกแทรกแซงเช่นนี้


จากบทเรียนในหลายประเทศ เมื่อถูกแทรกแซงด้วยกองกำลังสหประชาชาติหรือประเทศมหาอำนาจต่างๆ จะตามมาด้วยการตักตวงผลประโยชน์มหาศาลจากทรัพยากรธรรมชาติในประเทศนั้น ๆ “การปฏิวัติ ไม่ใช่การส่งออก” เป็นบทเรียนจากสมัยสงครามเย็น และบทเรียนจากสงครามเวียดนาม หรือเมื่อเร็วๆนี้กรณีอิรัก ยังเป็นสิ่งที่ต้องคิดทบทวนให้ดีในยุคโลกาภิวัตน์ และการปฏิวัติอิสลามที่ปัญหาต่างๆลุกลามได้ง่าย


การแทรกแซงที่น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับประชาชนในประเทศนั้นๆ เอง น่าจะเป็นการแทรกแซงเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของภาคประชาชน ให้สามารถขึ้นมามีสิทธิมีเสียงในการปกป้องสังคมและชุมชนของตนเองได้ ภาคประชาชนทั่วโลกคงต้องทำงานหนักและประสานงานกันมากขึ้นกระมัง ขบวนการสันติภาพโลกคงต้องทำงานมากกว่าการรณรงค์ยุติสงครามเป็นครั้งๆ


การสมานฉันท์ Reconciliation


ความรุนแรงที่ประทุขึ้นในรอบใหม่นี้ บริบทที่เกิดความรุนแรงได้เปลี่ยนไปจากเดิม รูปแบบการใช้ความรุนแรงก็เปลี่ยนไปจากเดิม เกิดปฏิบัติการทำร้ายคนอย่างไม่เลือกว่าเป็นคนพุทธหรือมุสลิม และพุ่งเป้าที่พลเรือน ส่งผลให้เกิดการทำลายสายสัมพันธ์ของประชาชนไทยพุทธกับประชาชนมลายูมุสลิม อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ด้วยเหตุนี้กระบวนการสมานฉันท์ของไทยได้เกิดขึ้นระหว่างที่ความรุนแรงยังไม่ ยุติ

ในระยะแรกๆที่เกิดความรุนแรงรัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อการสมานฉันท์ (กอส.)ขึ้นเพื่อจัดทำรายงานเสนอต่อรัฐบาลขณะที่หลาย ๆ ฝ่ายยังงุนงงต่อเหตุการณ์ ได้มีการอภิปรายเรื่องการสมานฉันท์อย่างกว้างขวาง กิจกรรมซึ่งมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างความสมานฉันท์ในสังคมน่าจะ เป็นการสร้างความสัมพันธ์ระดับแนวราบ ประชาชนกับประชาชน ทำงานในมิติสังคมวัฒนธรรมเพื่อฟื้นฟูสายสัมพันธ์ภายในชุมชนท้องถิ่น และเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนในท้องถิ่น (ซึ่งคนส่วนใหญ่เป็นมุสลิม)กับประชาชนในสังคมใหญ่ (ซึ่งเป็นไทยพุทธ)


ประชาธิปไตย Democracy


เรื่องที่ทำให้น่าวิตกเรื่องหนึ่งก็คือ การขยายตัวของอำนาจนิยม ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ นักวิชาการด้านสันติวิธีของไทยเคยพูดถึงรัฐบาลประชาธิปไตยที่มาจากการเลือก ตั้งด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นสมัยรัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ว่าเป็นประชาธิปไตยอำนาจนิยม รัฐบาลที่ดูเหมือนเป็นประชาธิปไตย อ้างความชอบธรรมจากการได้รับการเลือกตั้ง แต่ใช้อำนาจในการจัดการปัญหาอย่างปราศจากความเป็นธรรม เช่น นโยบายต่อต้านยาเสพติด ที่รัฐบาลประกาศสงครามกับการค้ายาเสพติด มีการฆ่าตัดตอน วิสามัญฆาตกรรมผู้ที่ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการค้ายา โดยไม่ได้ผ่านกระบวนการยุติธรรมเกิดขึ้นทั่วประเทศ นโยบายปราบปราม“โจรก่อการร้าย”ในชายแดนภาคใต้ อุ้มฆ่า และละเมิดสิทธิมนุษยชน ทำให้ตำรวจมีอำนาจล้นฟ้าและประชาชนผู้บริสุทธิต้องเดือดร้อนจำนวนมาก


ความเป็นอำนาจนิยมในรูปแบบของประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้งดูจะไม่ได้จบแค่ รัฐบาลทักษิณ เมื่อคณะทหารทำการปฏิวัติหลังจากที่ประเทศไทยว่างเว้นจากรัฐประหารมาเกือบ 15 ปีในปี 2549 เสื้อคลุมประชาธิปไตยถูกฉีกขาดเหลือแต่อำนาจนิยม ซึ่งต่อมาพยายามสร้างอาภรณ์ประชาธิปไตยแบบมีการเลือกตั้งมาสวมทับอีกครั้ง การแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ย้ายจากมือตำรวจมาอยู่ในมือของทหารมากยิ่งขึ้น

เมื่อประชาธิปไตยระบบตัวแทนถูกครอบงำ โดยทุนและอำนาจ อิทธิพล สำหรับประเทศ“ กำลังพัฒนา”อย่างประเทศไทยต้องรวมการครอบงำทางนโยบาย โดยกลุ่มประเทศร่ำรวยอีกด้วย ประชาธิปไตยที่สะท้อนความต้องการของคนส่วนใหญ่ในประเทศจึงเป็นสิ่งที่ต้อง ต่อสู้อีกยาวไกล

นอกจากนั้น กระบวนการสร้างมติมหาชนถูกควบคุมโดยการคุมสื่อสารมวลชนทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ ที่เสนอข่าวและภาพอย่างรวดเร็ว แต่ขาดรายละเอียด ความแม่นยำและการวิเคราะห์เจาะลึก เช่น การรายงานเหตุการณ์ความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในช่วงแรกๆจึงมีแต่การสร้างความเกลียดกลัว ไม่แพ้การเสนอข่าวการถล่มตึกWorld Tradeในกรณี 9/11 ที่ทำให้สาธารณชนทั่วไปสนับสนุนการใช้อำนาจและกำลังจัดการกับปัญหาความขัด แย้งที่เกิดขึ้นอย่างไม่ต้องชั่งใจไตร่ตรอง

จิตวิญญาณ หรือ แก่นแท้ของประชาธิปไตยคืออะไร กลุ่มองค์กรประชาชนและองค์กรพัฒนาเอกชน พยายามพูดถึงประชาธิปไตยที่กินได้หรือประชาธิปไตยที่แก้ปัญหาปากท้องของ ประชาชน พูดถึงการจัดการดูแลทรัพยากรโดยชุมชนท้องถิ่น หรือสิทธิชุมชน การเข้าถึงทรัพยากรที่เท่าเทียมกันของประชาชนคนยากจน การไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากการค้าเสรี การไม่ถูกแย่งชิงทรัพยากรโดยกลุ่มทุนทั้งในและนอกท้องถิ่น หรือทุนในและนอกประเทศ พูดถึงสิทธิเสรีภาพในการรับข้อมูลข่าวสารและการแสดงความคิดเห็น ดังนั้นการเคลื่อนไหวภาคประชาชน จึงเห็นความสำคัญของประชาธิปไตยทางตรง ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมตั้งแต่ระดับชุมชนท้องถิ่นถึงประเทศ กระบวนการประชาธิปไตยที่มีแก่นแท้เท่านั้นที่จะแก้ไขความขัดแย้งที่สลับซับ ซ้อนได้


การปรับกระบวนทัศน์


เมื่อพูดถึงภัยคุกคามโลก ผู้นำชาติมหาอำนาจจะเอ่ยขึ้นทันทีว่าภัยคุกคามใหญ่ คือลัทธิก่อการร้าย แต่ข้อเท็จจริงจากการศึกษาอย่างรอบด้านชี้ให้เห็นว่า การก่อการร้ายเป็นเพียงภัยคุกคามย่อยเมื่อเปรียบเทียบกับภัยคุกคามมนุษยชาติ ที่ใหญ่หลวงกว่า


สาเหตุรากเหง้าของความขัดแย้งและความไม่มั่นคงที่จะเป็นตัวกำหนดความขัดแย้งในอนาคตด้วยได้แก่

  1. ความเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

  2. การแย่งชิงทรัพยากร

  3. การเบียดขับโลกส่วนใหญ่ให้อยู่ชายขอบ

  4. การแผ่ขยายการทหารทั่วโลก

นโยบายด้านความมั่นคงที่ดำเนินอยู่ในโลกขณะนี้มีแต่เป็นภัยต่อตัวเองในระยะ ยาวจึงจำเป็นจะต้องมีแนววิธีการใหม่ที่เป็น “กระบวนทัศน์ความมั่นคงที่ยั่งยืน” คือไม่พยายามที่จะควบคุมภัยคุกคามแต่ฝ่ายเดียวด้วยการใช้กำลัง (เพื่อกำจัดอาการ) แต่มุ่งหมายที่จะร่วมมือกันแก้ไขสาเหตุรากเหง้าของภัยคุกคามเหล่านั้น โดยใช้เครื่องมือที่ใช้ได้ผลที่สุดเท่าจะหาได้ (เพื่อรักษาโรค) หมายถึงการเชื่อมร้อยกันระหว่างประเด็นสันติภาพการพัฒนา และสิ่งแวดล้อมอย่างแนบแน่นขึ้นกว่าที่เคยพยายามทำกัน

ประสบการณ์การแก้ปัญหาความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในช่วงเกือบ 5 ปีที่ผ่านนี้ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า”กระบวนทัศน์ความมั่นคงแบบควบคุม” ไม่สามารถสร้างสันติภาพให้เป็นจริงขึ้นมาได้และกลับขยายความขัดแย้งให้ รุนแรงบานปลายมากขึ้น “กระบวนทัศน์ความมั่นคงที่ยั่งยืน” จะเปิดให้ทุกภาคส่วนของสังคมมีทางเลือกที่กว้างขึ้นในการรับมือกับภัยคุกคาม ต่างๆ


ดังที่กล่าวมาแล้วว่า ปัญหาจังหวัดชายแดนใต้มีความสลับซับซ้อน มีปัจจัยเงื่อนไขต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมากมาย จึงไม่สามารถจะสรุปว่าเกิดจากสาเหตุใดเพียงสาเหตุหนึ่ง ความพยายามใด ๆ ที่จะสรุปเหมารวมง่าย ๆ โดยการลดทอนให้เป็นปัญหาความมั่นคงในกรอบคิดแบบเดิม ๆ จะไม่สามารถเห็นหนทางแก้ปัญหาได้เลย ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องยืดเยื้อจำเป็นต้องคิดถึงการแก้ปัญหาระยะยาว ซึ่งเล็งเห็นได้ว่า ทั้งรัฐและประชาชนต้องอยู่ในความท้าทายทุกชนิด ปัจจัยนอกประเทศก็เป็นปัญหาส่วนหนึ่งที่เข้ามาเกี่ยวข้อง การแก้ปัญหาต้องอาศัยความร่วมมือกับชุมชนนานาชาติด้วย


สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นการฆ่า การทำลายล้าง การข่มขู่ การจับกุม ได้สร้างความเกลียดกลัว ความแค้นในสังคมอย่างบาดลึก แม้ว่าหนทางในการสมานฉันท์จะไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ก็ดูเหมือนจะเป็นทางออกทาง เดียว การสร้างความไว้วางใจ การเคารพสิทธิมนุษยชน และความยุติธรรม การปฏิบัติตามหลักนิติธรรมจึงเป็นขั้นตอนที่จำเป็นในกระบวนการสมานฉันท์ใน อนาคต




กลยุทธที่เหมาะสมในการส่งเสริมความมั่นคงของมนุษย์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
: สิทธิที่จะมีเสรีภาพจากความกลัวและความอดอยาก


การสร้างสันติภาพและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ควรสนใจเรื่องที่สำคัญดังนี้



  1. ส่ง เสริมการนำกรอบความคิดสิทธิเข้าถึงความมั่นคงของมนุษย์ (Right to human security) และสันติภาพเชิงวิพากษ์ นำมาปฏิบัติงานเป็นรูปธรรมอย่างจริงจัง จากสิ่งที่เป็นรูปธรรม มีทุน มีพื้นฐานอยู่แล้ว ที่เป็นความต้องการของคนในพื้นที่และไม่ยากลำบากในการเริ่มต้น สร้างความตื่นตัวทางสังคม การศึกษาหาความรู้และพัฒนาทฤษฎีที่สอดคล้องกับการแก้ปัญหาที่เป็นจริงใน พื้นที่

  2. ส่งเสริมและสนับสนุนการรวมกลุ่มของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมการเยียวยาช่วยเหลือทางมนุษยธรรม การสังคมสงเคราะห์ การเรียกร้องสิทธิ การต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ให้เกิดการรวมกลุ่มของประชาชนที่หลากหลายในระดับต่างๆ ข้ามชุมชน ข้ามศาสนา ข้ามวัฒนธรรม ข้ามสถานะ เพื่อขจัดสภาพที่ประชาชนต้องตกเป็นเหยื่อของความรุนแรง และร่วมกันแสวงหา สร้างทางเลือกใหม่ทางเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม

  3. ส่งเสริมการเปิด พื้นที่สาธารณะ เพื่อคิดและแก้ปัญหาร่วมกันในประเด็นสาธารณะ เช่น การจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและความเปลี่ยนแปลงของสังคม โดยเปิดโอกาส ให้ประชาชนส่วนใหญ่กลุ่มต่างๆในพื้นที่ได้แสดงความคิดเห็นในมุมมองที่กว้าง และลึก สร้างกระบวนการเรียนรู้และแก้ปัญหาร่วมกัน เช่น การรณรงค์หาทุนการศึกษาให้เด็ก แก้ปัญหาเด็กขาดอาหาร เด็กกำพร้า เด็กถูกทอดทิ้ง

  4. ส่งเสริมบทบาทกลุ่มผู้หญิง กลุ่มเยาวชน กลุ่มคนหนุ่มสาว กลุ่มคนแก่ ให้มีพื้นที่ในทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง


ดาวน์โหลดเนื้อหาทั้งหมด : SW1-peace_war.pdf

จำนวนผู้เข้าชม : 2767