South Watch.org South Watch.org
รายงานเสวนา

การเสริมสร้างสุขภาวะชุมชน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่เชียงใหม่


 


 


โครงการเสริมสร้างสุขภาวะชุมชน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่เชียงใหม่

วันที่ 15 -19 ธันวาคม 2551

จัดโดย คณะทำงานวาระทางสังคม สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คณะทำงานวาระทางสังคม สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครั้งแรกในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ และวัฒนธรรม เพื่อสนับสนุนให้เกิดการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและชุมชน และการรับมือกับสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั่วด้าน ระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ กับ องค์กรภาคประชาสังคมในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีเนื้อหาสาระ 2 เรื่องหลัก


1. การศึกษาที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตชุมชน และความเปลี่ยนแปลง

2. หลักศาสนธรรม กับ โลกสมัยใหม่


กิจกรรมนี้ ได้นำพาชาวมุสลิมจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้ กว่า 20 ชีวิต ไปร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่เชียงใหม่ เป็นการเปิดโลกทัศน์ในการเรียนรู้วิถีชีวิตจารีตประเพณี ความเชื่อ วัฒนธรรม และการศึกษาทางเลือก โดยชุมชนเพื่อชุมชน และเป็นโอกาสในการนำเสนอปัญหา และสร้างความเข้าใจระหว่างสังคมต่างศาสนาต่างวัฒนธรรม


วันที่ 15 ธันวาคม 2552

มัสยิดช้างคลาน เชียงใหม่



การแลกเปลี่ยนพูดคุยกับกรรมการมัสยิดช้างคลาน


เป็นชุมชนมุสลิมที่มีคนหลากหลายเชื้อชาติอพยพมาตั้งแต่ปี 2417 จากประเทศจีน บังคลาเทศ อินเดีย ปากีสถาน รวมทั้งภาคใต้ของไทย มาอยู่รวมกันประมาณ 290 ครอบครัว ส่วนใหญ่มีอาชีพค้าขาย โดยไม่มีเรื่องขัดแย้ง

การศึกษาของเด็กมุสลิมในเชียงใหม่ ส่วนใหญ่เรียนสามัญในโรงเรียน ควบคู่กันไปกับการเรียนศาสนา หรือเรียนฟัรดูอีน (คล้ายกับตาดีกาในสามจังหวัดภาคใต้) ในเวลาเย็น หรือในวันเสาร์-อาทิตย์ โดยใช้หลักสูตรของสมาคมคุรุสัมพันธ์ และมีหน่วยสอบที่มัสยิดบ้านฮ่อ มีการจัดกิจกรรมเยาวชน เช่น กลุ่มยุวมุสลิม ทีมนักกีฬาของมัสยิด การจัดการแข่งขันกีฬาระหว่างมัสยิดต่างๆ รวม 17 มัสยิด ในจังหวัดเชียงใหม่

ความคิดเห็นของกรรมการท่านหนึ่งของมัสยิดช้างคลานต่อสถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนใต้ว่ามีความสงสารและเห็นใจ แต่ก็ไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง โดยส่วนตัวท่านคิดว่าเป็นความแตกแยกระหว่างศาสนา คนมุสลิมไม่ชอบที่จะมีผับ มีร้านเหล้า ก็เลยเกิดการต่อต้าน และในสมัยก่อนมีการนำเอาข้าราชการที่ไม่ดีย้ายไปอยู่ ทำให้เกิดปัญหาความไม่เข้าใจกัน และมีการข่มเหงกัน


การเสวนาที่วัดสวนดอก เชียงใหม่




การเสวนาเรื่อง ศาสนธรรม กับความท้าทายของโลกสมัยใหม่ :
การจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตชุมชน และความเปลี่ยนแปลง


การศึกษาที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตชุมชนและความเปลื่ยนแปลง โดย พระมหาบุญช่วย วัดสวนดอก


ประวัติศาสตร์ของวัดสวนดอก มีอายุ 900 ปี ในอดีตที่นี่เป็นศูนย์กลางการศึกษา เป็นวิทยาเขตแห่งที่สาม จากทั้งหมด 10 แห่ง มีวิทยาลัยอีก 4 แห่ง มีห้องเรียนอีกมากมาย กระจายไปทั่วประเทศ มีจำนวนนิสิตระดับปริญญาตรี 800 คน ปริญญาโท 100 คน เริ่มเปิดปริญญาเอกในปีนี้เป็นปีแรก มีกิจกรรมต่างๆมากมาย เช่น งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น โดยพระเป็นผู้ทำวิจัย เช่น วิจัยเกี่ยวกับชนเผ่า การฟื้นฟูความสัมพันธ์ การปลูกผักพื้นบ้าน การดูแลเด็ก มีเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาภาคเหนือ

และมีองค์กรเพื่อผู้ติดเชื้อ เป็นเครือข่ายศาสนสัมพันธ์อิสลาม พุทธ คริสต์ คาทอลิก โปรเตสแตน ทำงานด้านเอดส์ โดยได้รับทุนจากกองทุนโลก มีเครือข่ายหลายระดับ ทั้งในระดับโลก และระดับเอเชีย โดยตระหนักว่าศาสนาเป็นทางออก และเป็นความจำเป็นที่เราจะต้องนำศาสนาเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาของสังคมโลก ภายใต้กระแสทุนนิยมที่รุนแรงในปัจจุบัน ที่ทำให้ศาสนาหมดความสำคัญลงไปเรื่อยๆ


การแลกเปลี่ยน โดย อาจารย์ซอและห์ จากมัสยิดช้างคลาน


การอยู่ร่วมกันของคนหลายๆศาสนา เราต้องใช้หลัก “แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง” อะไรที่เราร่วมกันได้ในการสร้างความสามัคคี ในการที่เราจะช่วยคนในชุมชนของเราได้ เราจะร่วมกัน ในส่วนของจุดต่างก็คือ วิธีการหรือพิธีกรรมในเรื่องของศาสนา เราก็ต้องสงวนไว้


คนที่นี่มีความสามัคคีและไม่แบ่งเรื่องเชื้อชาติศาสนา และมีการเชื่อมระหว่างศาสนา มีการเรียนรู้ระหว่างศาสนา เด็กมุสลิมเรียนโรงเรียนคาทอลิกก็เยอะ หรือเด็กพุทธ คริสต์ก็มาเรียนกับอิหม่าม และไม่เคยมีปัญหาศาสนา ทั้งในศาสนาอิสลาม และศาสนาอื่นๆ ในตอนแรกๆ ไม่มีคนต่างศาสนากล้าเข้าไปในมัสยิด จนเมื่อพระมหาบุญช่วยสนใจเข้าไปฟัง จึงมีพระเข้าไปนั่งฟังคุตบะฮฺ (บรรยายธรรมในวันศุกร์) เป็นการต่างเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ส่วนเด็กมุสลิมในโรงเรียนคริสต์ ทางโรงเรียนมีการจัดมาฟังบรรยายศาสนาอิสลาม ซึ่งจังหวัดเชียงใหม่มีมุสลิมมากที่สุดในภาคเหนือ จำนวนประมาณสามหมื่นคน โดยมุสลิมที่นี่จะส่งเสริมการศึกษาด้านสามัญเป็นจำนวนมาก


โลกาภิวัตน์ กับการท้าทายโลกสมัยใหม่ และ ท้องถิ่นพัฒนา
โดยบาทหลวงนิพจน์ เทียนวิหาร ศูนย์วิจัยและฝึกอบรม ศาสนาและวัฒนธรรมชุมชน

วิกฤติของกระบวนทัศน์อารยธรรมสมัยใหม่ ซึ่งสังคมในปัจจุบันมีความเจริญทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีมากขึ้นจากอดีต แต่โลกกลับยิ่งตกต่ำลง แทนที่จะก้าวหน้ามากขึ้น ศาสนาจะมีที่ยืนในโลกสมัยใหม่ตรงไหน? แล้วเราคิดอย่างไร? การที่โลกมีหลากหลายศาสนา หลายประเทศ เชื้อชาติ หรือชนเผ่า นั่นคือมีความแตกต่าง แต่เราสามารถมีความร่วมมือกันได้หรือไม่?

ที่ผ่านมา มีการศึกษาวิถีชีวิตซึ่งกันและกัน และมีความร่วมมือระหว่างองค์กรทางศาสนาและสังคมหลายองค์กรที่ทำงานร่วมกันในหลายศาสนา เช่น อาจารย์อับดุน ซาบูร เป็นมุสลิม และอาจารย์สุรักษ์ เป็นพุทธ จัดตั้งองค์กรอัฟฟอร์ด หรือ Asia Cultural for Development เป็นองค์กรศาสนาเอเชียร่วมกัน และองค์กรพี่น้องมุสลิมขื่อ องค์กรอามัน หรือ Asian Muslim Action network

ระบบเสรีนิยม หรือที่เรียกว่าสมัยใหม่ ได้ทำลายความศักดิ์สิทธิ์และคุณค่าที่เป็นชีวิตออกไปให้เหลือแต่วัตถุ แต่จากการศึกษาค้นคว้าในเรื่องของศาสนาและวัฒนธรรมคนท้องถิ่น ในภาคเหนือและเอเชีย มนุษย์มีมรดกศาสนาและวัฒนธรรมมาหลายพันปีแล้ว ไม่ว่าประเทศจีน อินเดีย หรือที่ไหนก็ตาม ซึ่งมรดกนี้มีพลังมหาศาล แต่เมื่อ 50-60 ปีที่ผ่านมา มันหายไปได้อย่างไร? แล้วเราจะนำมันกลับมาได้หรือไม่?


จุดที่สำคัญก็คือการสร้างคนรุ่นใหม่ ที่จะต่อประวัติศาสตร์และความเชื่อวัฒนธรรมของชุมชน ซึ่งจะต้องศึกษาจากภูมิปัญญาท้องถิ่น และความเชื่อที่มาจากรากฐาน ศาสนาด้วย


วันที่ 16 ธันวาคม 2552

การสร้างความเข้าใจเรื่อง การจัดการศึกษาใน 3 จังหวัดชายแดนใต้

ระบบการศึกษาของพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จากปรัชญาที่ว่า “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” นั้นหากนำมาใช้แล้วก็จะสามารถแก้ปัญหาได้ แต่เกิดคำถามว่า ที่บอกว่าเข้าใจนั้นเข้าใจจริงหรือไม่? ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจก็คือ ประชากรในสามจังหวัดจำนวน 80% นับถือศาสนาอิสลาม เชื้อมลายู และเป้าหมายชีวิตในโลกนี้ของผู้นับถือศาสนาอิสลาม ก็เพื่อการทำอิบาดะฮฺ (ปฏิบัติศาสนกิจ) ทำดีกับพระเจ้า และเพื่อนมนุษย์ เพราะในศาสนาอิสลามไม่มีการแบ่งชนชั้น และโลกหน้านั้น คือ เป้าหมายสูงสุดของมุสลิม ส่วนโลกนี้ คือ ดุนยา เป็นโลกที่ต่ำ ซึ่งเป็นสถานที่เพาะปลูกเพื่อเก็บเกี่ยวในโลกหน้า ดังนั้นการทำความดีในโลกนี้ ก็เพื่อรับผลตอบแทนจาก อัลลอฮฺ (สุบฮฺ) ในโลกหน้า อีกทั้งสิ่งที่สร้างมารอบตัวเรานั้น เพื่อรับใช้ให้ความสะดวกสบายแก่มนุษย์ มนุษย์จึงมีหน้าที่ดูแลมัน ซึ่งมุสลิมที่ดีจะไม่ทำลายธรรมชาติ เพื่อความสุขของตนเพียงอย่างเดียว และแน่นอนความเมตตาต่อสิ่งต่างๆนั้น จะนำมาซึ่งความดี โดยปราศจากความทุกข์


การศึกษาในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้นั้น มีทั้งภาครัฐและเอกชนเป็นผู้จัด เป็นการศึกษาศาสนาและอาชีพ ซึ่งมีทั้งปอเนาะ โรงเรียนประถม มัธยม จนถึงระดับมหาวิทยาลัยอิสลาม โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้มนุษยชาติมีทั้งความสุขในโลกนี้และความสุขในโลกหน้า

วันที่ 17 - 18 ธันวาคม 2552

การเยี่ยมชุมชนต่างๆ



ศูนย์แม่วาง วัดจำลอง ลุ่มน้ำวัง มหาวิทยาลัยชาวบ้าน


ศูนย์แม่วาง วัดจำลอง ลุ่มน้ำวัง โดย ท่านพระครูสุนทร เป็นศูนย์การเรียนรู้ วิทยาลัยชีวิต เป็นการจัดการศึกษาให้ชาวบ้านทั่วไป ก่อตั้งมาเป็นระยะเวลา 140 กว่าปีแล้ว มีเจ้าอาวาส 7 องค์ เป็นวัดทดลองการจัดการเรียนรู้แบบนี้ โดยลุ่มน้ำวังแบ่งเป็น 2 ตอน ตอนบน เขตแม่วิง เป็นย่อมบ้านตามห้วย 15 หมู่ ส่วนใหญ่จะเป็นพี่น้องปากะยอ แปลว่าคน และพี่น้องม้ง และคนเมือง และตอนล่างอีก 4 ตำบล มีไทยใหญ่ ล้านนา และคนจีน และรวมกับอีก 2 อำเภอ


ที่ผ่านมามีการทำงานด้านการช่วยเหลือต่างๆ ช่วยเหลือผู้ป่วยเอดส์ การสัมพันธ์ระหว่างศาสนา เน้นการเรียนรู้ จากผู้รู้ต่างๆ ของชุมชน นำความรู้ที่ได้มาสังเคราะห์ให้ตกผลึกและเข้าใจร่วมกันและรวมรวบเก็บไว้ เป็นศูนย์การศึกษาของชาวบ้าน วิทยาลัยชาวบ้าน ทำงานเป็นเครือข่าย ทักทอตั้งแต่เยาวชน ผู้นำชาวบ้าน ผู้รู้ นักวิชาการ องค์ชุมชน อบต. เน้นการศึกษาชุมชน องค์ความรู้ท้องถิ่น และพัฒนาเป็นมหาวิทยาลัยชีวิต เรียนแล้วได้ทั้งใบปริญญา และใบปัญญา และมีเครือข่ายโยงใยไปทั่ว พูดถึงใบปัญญาเป็นการเรียนร่วมกันในชุมชน ทั้งในเรื่องทักษะชีวิต สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรที่เป็นมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษของเรา ซึ่งมีคุณค่าอย่างมหาศาล เช่นที่ปักษ์ใต้มีทะเล มีอาหาร มีสิ่งต่างๆ มากมาย ทางเหนือก็มีป่าไม้ เราก็พูดถึงการอนุรักษ์ การเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อให้เกิดความรักท้องถิ่น และให้คนรุ่นหลังได้เห็นความสำคัญของท้องถิ่น การศึกษาทำให้เราไกลจากตัวเอง แต่มหาลัยชาวบ้าน เป็นการเรียนรู้ร่วมกันในชุมชน เป็นองค์ความรู้ท้องถิ่น เป็นวัฒนธรรมชีวิตและภูมิปัญญาของท้องถิ่น ที่จะจัดการตนเองและชุมชนของตน


การสนทนากับพ่อเฒ่าแม่เฒ่า (พ่ออุ้ย แม่อุ้ย)


ศูนย์การเรียนรู้ โครงการอุ้ยสอนหลานฯ สัญลักษณ์ปรัชญา ข้าวล้อมเงิน


เยาวชนที่ร่วมโครงการได้มีโอกาสเรียนรู้กับ พ่ออุ้ย แม่อุ้ย


พ่ออุ้ยได้ให้แนวคิดแก่เราหลายอย่าง ซึ่งพ่ออุ้ยมองการศึกษาเหมือนเป็นโจรเรียกค่าไถ่ เพราะเด็กเรียนกว่าจะจบก็ต้องเสียเงินมากมาย สุดท้ายได้ใบปริญญามาแผ่นเดียว


พ่ออุ้ยบอกว่าเด็กเดี๋ยวนี้ไม่มีความรู้ มีแต่เกมส์ คิดเลขหารเลขไม่ได้ โดยเรื่องเกมส์เราจะต้องช่วยกัน เดี๋ยวนี้มีความรู้อยู่ในคอมพิวเตอร์เวลาไฟดับก็ใช้ไม่ได้ มีเงินก็อยู่ในธนาคาร ควรมีเงินพออยู่พอกินก็พอ ไม่ต้องฝากธนาคาร เพราะไม่ได้ใช้ประโยชน์

ศูนย์ที่พ่ออุ้ยตั้งขึ้น เกิดมาได้ 6 ปีแล้ว ก็มีผู้สูงอายุที่มีประสบการณ์ที่จะมาเป็นผู้ถ่ายทอดวิชาความรู้ให้ลูกหลาน โดยมีความเสียสละ สามัคคี ซื่อสัตย์ อดทน ทุกศาสนาต้องมี 4 อย่างนี้ เรียนให้รู้ ดูให้เห็น ทำให้เป็น เล่นให้สนุก ศีลมีข้อเดียว คือ อยู่อย่างปกติ ทุกศาสนารักษา 3 อย่าง กาย วาจา ใจ ปฏิบัติ 4 อย่าง ขยันหา รักษาไว้ คบเพื่อนที่ดี เลี้ยงชีวิตให้เหมาะสม เว้น 5 อย่าง เว้นฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ กาเม พูดเท็จ สุรา ก็คือศีล 5 ตามศาสนาพุทธ เช่นเดียวกับมุสลิม ที่มีหลักปฏิบัติ 5 ข้อ คือการปฏิญาณตน ละหมาด 5 เวลา บวชปีละครั้ง บริจาคซะกาต ประกอบพิธีฮัจญ์ที่ซาอุฯ โดยละเว้นสิ่งที่เกี่ยวกับอบายมุขทั้งหมด



ชุมชนบ้านหนองเต่า


จากการเยี่ยมชมชุมชนและรับฟังเรื่องราว ประสบการณ์ และบทบาทของพ่อหลวงจอนิที่เป็นผู้นำชุมชน สะท้อนให้เห็นว่า สังคมมนุษย์ที่อยู่ชายแดนทุกๆ ภาคส่วนของประเทศไทยมีปัญหาคล้ายๆ กัน เช่นเรื่องภาษา ที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน

ประวัติศาสตร์ภาคเหนือ ก็มีการต่อสู้เหมือนกัน ที่สุดคนเมืองพ่ายแพ้แก่คนไทยภาคกลาง ตอนนั้นก็ถูกห้ามพูดภาษาเมือง ชาวเขาถูกตีด้านความมั่นคงและเรื่องยาเสพติด คนปกาเกอะญอมีการต่อสู้เป็นระยะ ก็มีการสู้หลายแบบ อาวุธต่ออาวุธ การต่อต้านนโยบาย การเปิดเวที การต่อสู้เพื่อให้ได้ที่ดิน ซึ่งต้องติดคุกหลายครั้งกว่าจะได้ มีปัญหาที่ดินถูกกำหนดเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ทางใต้ก็เรียกร้องเหมือนกัน (กลุ่มสายบุรี) ก็เรียกร้องให้มีพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ป่าชุมชน ป่าที่นา ทำสวนด้วย เรียกร้องมา 10 กว่าปี ปีนี้เค้าให้โฉนดที่ดินที่บ้าน ที่นา เพิ่งได้มา 2 เดือนที่ผ่านมา มีหลายคนที่ตายตอนที่ไปประท้วงที่ทำเนียบ ประท้วงไม่ได้ไม่กลับบ้านกระโดดรถไฟตาย



เยี่ยมชมการจัดการดูแลเด็กโดยชุมชน



เรียนรู้ภูมิปัญญาชาวปกาเกอะญอ การอนุษรักษ์ ป่า 7 ชั้น กับวิทยากรรุ่นเยาว์



สภาพบ้านชาวปกาเกอะญอ



การแลกเปลี่ยนพูดคุยกันกับผู้นำชุมชน พ่อหลวงจอนิ ปราชญ์ชุมชน


19 ธันวาคม 2551

เยี่ยมมัสยิดบ้านฮ่อ

มัสยิดใหญ่ที่สุดในเชียงใหม่และภาคเหนือ ตั้งอยู่ในย่านธุรกิจของจังหวัด ก่อตั้งมาเป็นเวลา 92 ปี โดยชาวมุสลิมจีนฮ่อที่อพยพมาจากยูนาน มีประชากรจำนวน 1,500 คน มี 250-300 หลังคาเรือน ตัวอาคารแบ่งออกเป็นที่ละหมาดชาย หญิง และอาคารเรียน ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนศาสนา(ฟัรดูอีน) และสามัญ โดยจัดการเรียนการสอนภาษาจีน อาหรับ อังกฤษ และคอมพิวเตอร์ มีการดูแลเด็กยากจน เด็กกำพร้า ให้กินฟรีอยู่ฟรี และมีรายได้มาจากหอพัก ห้องแถว ซะกาตประจำปี การบริจาคต่างๆ ในเดือนรอมฎอน (ถือศีลอด) จะมีการละศีลอดร่วมกันที่มัสยิดจัดเป็นโต๊ะประมาณร้อยโต๊ะ ซึ่งมีผู้ประสงค์เลี้ยงละศีลอดกันเป็นจำนวนมาก ทำให้มีรายได้เข้ามาบริหารมัสยิดเยอะพอสมควร


กิจกรรมของมัสยิด มีการจัดค่ายอบรมเยาวชนในภาคฤดูร้อน ทำกุรบาน ซึ่งจะมีชาวบ้านมาร่วมกันลงแรง ลงเงินจำนวนมาก มีกลุ่มแม่บ้านที่เข้มแข็ง ได้รวมตัวกันหัดทำอาหาร เป็นการสร้างรายได้ จัดงานอาหารฮาลาล ออกเยี่ยมผู้สูงอายุ ผู้ป่วย ได้รับทราบปัญหาและจะได้ช่วยเหลือกัน และมีการอบรมเรื่องศาสนาและสุขภาพที่เห็นว่าจำเป็น เช่น จัดโครงการวัยทอง ทำอาหารเพื่อสุขภาพ จัดโครงการมุสลิมไร้พุงร่วมกับโรงพยาบาล เป็นต้น


การประเมินจากหนึ่งในผู้เข้าร่วมกิจกรรม

มูหัมมัด อาดำ 19 ธันวาคม 2551

  1. ได้เรียนรู้ประสบการณ์มากมาย ...ได้เห็นภาพการเกาะตัวของคนในสังคมคน..ในระบบเครือญาติเป็นสำคัญ ปัญหาการเมืองไม่สามารถไปทำลายความเป็นญาติมิตรได้

  2. ได้เห็นนิสัยใจคอของคนเชียงใหม่ มิตรมากมาย คนขับรถตู้ที่มีนิสัยในคอที่ดีมาก นิ่มนวลเหมาะสมที่เป็นเมืองท่องเที่ยว

  3. ได้เห็นภาพของการรักษาอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ ทำให้คนสูงอายุดำรงอยู่ได้ในสังคมอย่างมีคุณค่า

  4. ได้เห็นและรู้ถึงความเป็นห่วงของผู้นำศาสนาทุกศาสนาต่อกระแสของทุนนิยม ที่ไปทำลายความดีงามของสังคม (บทบรรยายบาทหลวงนิพจน์)

  5. ได้เห็นความสำคัญของการมีเครือข่ายในการทำงานสังคมเพื่อสร้างน้ำหนักของการต่อสู้และการรักษาสิ่งที่เป็นประโยชน์ของสังคม เช่น การมีเครือข่ายของวิทยาลัยชาวบ้านที่วัดจำลอง

  6. ได้เรียนรู้การจัดการเรียนการสอนอิสลามศึกษาในพื้นที่ภาคเหนือว่าเขามีความเข้มแข็งแค่ไหน ? และได้เห็นความรับผิดชอบของคริสต์ศาสนาต่อกลุ่มเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะเด็กยากจนและกำพร้าในสังคมคนดอย

  7. ได้เห็นภาพของการเชื่อมระหว่างองค์กรระดับท้องถิ่นกับองค์กรการทำงานระดับสากล ทำอย่างไร ? คนในพื้นที่จะได้เรียนรูประสบการณ์เช่นนี้บ้าง? (จากการบอกเล่าของบาทหลวงนิพจน์)

ขอขอบคุณฝ่ายจัดการสัมมนาที่อุตส่าห์หาพื้นที่พิเศษๆ เช่นนี้ให้เราได้เรียนรู้ ขอชมว่า เข้าใจและพยายามอย่างที่สุดให้เราได้หาประสบการณ์ดี องค์ความรู้ใหม่ๆ หวังว่าในโอกาสหน้าคงได้มีโอกาสร่วมเดินทางไปกับคณะทำงานวาระทางสังคมอีกต่อไป



เรียบเรียงโดย : คณะทำงานวาระทางสังคม สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

จำนวนผู้เข้าชม : 2682