South Watch.org South Watch.org
บทความพิเศษ

ชีวิตของผู้หญิงท่ามกลางสถานการณ์ปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้


โดย ศิริพร เลิศทนงศักดิ์

เครือข่ายผู้หญิงเพื่อความก้าวหน้าและสันติภาพ



 


สังคมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาของรัฐที่เข้ามาในพื้นที่ กระแสโลกาภิวัตน์ การขยายตัวของทุน และวัฒนธรรมการบริโภค ที่เข้ามาพร้อมกับการเติบโตของโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ร้านเกมส์อินเตอร์เนต สถานบันเทิงต่างๆ ร้านคาราโอเกะ พร้อมกันกับการเคลื่อนไหวตื่นตัวของกระแสอิสลามานุวัตร เพื่อการฟื้นฟูศาสนาและการตีความให้สอดคล้องกับชีวิตของผู้คน และกระแสอนุรักษ์อิสลามในอีกด้านหนึ่ง รวมทั้งสถานการณ์ความไม่สงบที่ยังดำรงอยู่ในปัจจุบัน

 


ภายใต้สถานการณ์เหล่านี้ผู้หญิงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลง ความขัดแย้ง และความรุนแรงต่างๆ ทั้งในชีวิตส่วนตัว ในครอบครัว ในชุมชน และในสังคม



  1. ผู้หญิงในมายาคติ ความเป็นจริง กับการเปลี่ยนแปลง

  2. ผู้หญิงในพื้นที่ส่วนตัวกับความรุนแรง

  3. ผู้หญิงในสถานการณ์ความขัดแย้ง กับการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต


1. ผู้หญิงในมายาคติ ความเป็นจริง กับการเปลี่ยนแปลง

ผู้หญิงส่วนใหญ่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้นับถือศาสนาอิสลามและมีเชื้อสายมลายู ภาพเหมารวมที่กำหนดตามอุดมการณ์ศาสนาและวัฒนธรรม คือผู้หญิงควรอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน ทำงานอยู่แต่ในบ้าน จะไปไหนก็ต้องขออนุญาตสามีหรือบิดา แต่ในความเป็นจริง ในหลายครัวเรือนผู้หญิงมีพื้นที่ในการเคลื่อนไหวตนเอง เช่น มีอำนาจในการควบคุมเงิน จัดการเรื่องต่างๆ ในบ้านทุกอย่างทั้งหมด และมิได้ถูกจำกัดบทบาทอยู่แต่ในพื้นที่ส่วนตัวของครอบครัวเท่านั้น ทั้งนี้ ผู้หญิงมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีโอกาสในพื้นที่สาธารณะ เช่น สิทธิในการเข้ารับการศึกษา การประกอบอาชีพ และการเป็นผู้นำทางการเมืองการปกครองเช่นเดียวกับผู้หญิงในศาสนาอื่นๆ เพียงแต่ในสภาพที่เป็นจริงของสังคม ผู้หญิงมุสลิมอาจถูกจำกัดโอกาส และบทบาทการเป็นผู้นำยังไม่โดดเด่นมากเท่าผู้ชาย ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากปัจจัยต่างๆ เช่น ความยากจน ภาระครอบครัว โครงสร้างองค์กรศาสนาอิสลาม ทัศนคติของคนในสังคม


1.1 ผู้หญิง กับบทบาททางเศรษฐกิจ

ผู้หญิงในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีบทบาทด้านเศรษฐกิจมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ในสมัยที่ยังไม่มีการสร้างถนนเชื่อมการเดินทางระหว่างหมู่บ้าน ผู้หญิงมุสลิมค้าขายปลาโดยการพายเรือกอและออกจากหมู่บ้านไปหาซื้อปลาจากหมู่บ้านชายทะเล จากนั้นผู้หญิงต้องปิ้งปลาให้สุกเพื่อนำปลาที่ปิ้งแล้วกลับมาขายตามหมู่บ้านต่างๆ เพราะสมัยนั้นยังไม่มีน้ำแข็งในการเก็บรักษาปลาสด ในชุมชนประมง ผู้หญิงเป็นคนคัดเลือกปลาและนำปลาที่ผู้ชายออกเรือหามาได้ไปขายที่ตลาด ในด้านเกษตร ผู้หญิงทำนา ทำสวน กรีดยาง ในด้านค้าขาย บ้างเป็นแม่ค้าในตลาด หรือเปิดร้านขายของ นอกจากนี้ ผู้หญิงที่มีการศึกษาสามารถทำงานในหลายด้าน เช่น รับราชการ เจ้าหน้าที่อนามัย พยาบาล ครูในโรงเรียนสามัญ ครูสอนศาสนาในโรงเรียนตาดีกา ผู้ดูแลเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เป็นต้น

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการพัฒนาสร้างความเจริญ แต่กลับก่อให้เกิดการทำลายความอุดมสมบรูณ์ของทรัพยากรธรรมชาติอันเป็นฐานที่มั่นคงทางเศรษฐกิจของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้ครอบครัวและชุมชนท้องถิ่นต้องประสบปัญหาเศรษฐกิจที่ฝืดเคือง ไม่มีปลาในทะเลให้จับ ไม่มีสัตว์ทะเล เช่น ปู หอย ปะการัง ตามชายฝั่งเพราะป่าชายเลนถูกทำลาย ที่นาหลายร้อยไร่ประสบปัญหาดินเค็มและน้ำท่วมกลายเป็นนาร้าง ทำให้งานอาชีพหลักที่ผู้ชายทำ สร้างรายได้น้อยลงมากหรือไม่เพียงพอ ส่งผลให้ผู้หญิงต้องออกไปทำงานหารายได้มาจุนเจือครอบครัวเพิ่มมากขึ้น หลายคนต้องไปทำงานในโรงงานต่างๆ แต่ถ้าผู้หญิงมีความสามารถในการผลิตเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย จักสาน ฯลฯ ผู้หญิงเลือกการรับงานมาทำที่บ้านมากกว่าเพื่อมีเวลาดูแลครอบครัว เช่น รับงานปักผ้าคลุมผมจากประเทศมาเลเซียที่เป็นศูนย์กลางการส่งออกผ้าคลุมผมไปยังภูมิภาคอื่นๆ ที่มีชุมชนมุสลิม ผู้หญิงอดทนต่อการทำงานหนักวันละ 8–12 ชั่วโมงเพื่อให้ได้ผลผลิตจำนวนมาก ทั้งงานในโรงงานและการทำงานนอกระบบที่บ้าน เพราะค่าแรงที่ได้แม้ไม่มากนักแต่ก็ยังเพียงพอที่จะใช้จ่ายสิ่งที่จำเป็นทั้งค่าอาหารและค่าเล่าเรียนของลูก

ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถหางานทำในชุมชนท้องถิ่นได้ ทางเลือกของคนส่วนใหญ่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ การไปทำงานรับจ้างที่ประเทศมาเลเซีย อาทิ รับจ้างดำนา เกี่ยวข้าว ทำประมง หรือ เป็นกุ๊ก พนักงานในร้านอาหาร เพราะเดินทางได้สะดวกและรายได้ดี อีกทั้งยังสามารถปฏิบัติกิจศาสนาได้ในขณะทำงาน ปัจจุบันจำนวนคนที่เข้าไปทำงานที่มาเลเซียมีเป็นจำนวนมาก โดยปริมาณหญิงชายที่ไปมีจำนวนเท่าๆ กัน มีทั้งที่ไปแบบเป็นโสด และที่ไปด้วยกันสามีภรรยาโดยจะฝากลูกไว้ให้ตากับยายเลี้ยง

ในทัศนะของฉวีวรรณ ประจวบเหมาะ ที่ได้ทำการวิจัยเรื่องบทบาทผู้หญิงในสังคมวัฒนธรรมมลายูภาคใต้เมื่อ 20 กว่าปีมาแล้ว เห็นว่า “บทบาทด้านนี้ของผู้หญิงสัมพันธ์กับหน้าที่ของผู้หญิงในการรับผิดชอบการเงินของครอบครัว ไม่ว่าจะมีเงินพอใช้หรือไม่ ผู้หญิงรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ที่จะต้องดูแลให้ครอบครัวอยู่ดีมีสุขพอกินพอใช้ ฉะนั้นความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยา จึงไม่ได้เป็นไปตามหลักศาสนาล้วนๆ” โดยหลักศาสนาเน้นความสำคัญให้ผู้หญิงทำงานในบ้าน และให้การอบรมบุตรหลานเป็นหลัก


1.2 ผู้หญิง กับบทบาททางสังคม

นอกจากบทบาททางด้านเศรษฐกิจ ผู้หญิงในจังหวัดชายแดนใต้ยังมีบทบาทในการอบรมสั่งสอนลูกให้เป็นมลายูที่ดี เป็นมุสลิมที่ดี การรวมเครือญาติ และการรักษาอัตลักษณ์ความเป็นมลายูมุสลิมผ่านทางการแต่งกายและการปฏิบัติตามหลักศาสนา รวมทั้งมีบทบาทในการเป็นผู้นำในชุมชนแม้จะมีจำนวนไม่มากนัก เช่น ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน แพทย์ประจำตำบล และมีความสามารถในการรวมกลุ่มช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เช่น กลุ่มสหกรณ์ กลุ่มอาชีพต่างๆ กลุ่มอาสาสมัครชุมชน หรือรวมกลุ่มเข้าร่วมโครงการบ้านมั่นคง ในการเมืองระดับชาติ ผู้หญิงมุสลิมจากจังหวัดนราธิวาส เคยได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสองสมัย โดยได้รับเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2536 และ พ.ศ. 2544


1.3 การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ และการปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์หญิง-ชาย

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ อันนำไปสู่การปรับเปลี่ยนบทบาทหน้าที่ระหว่างหญิง-ชาย ภายใต้สังคมที่ให้ความสำคัญกับโครงสร้างผู้นำชาย ทั้งผู้หญิงและผู้ชายต่างก็ได้รับผลกระทบ ด้วยข้อจำกัดในเรื่องอาชีพในชุมชนท้องถิ่น ผู้ชายบางคนหาทางออกโดยการไปดะวะห์ คือ การออกไปเผยแพร่ศาสนาในลักษณะของการเชิญชวนกันไปเป็นหมู่คณะ บางคนหันไปเลี้ยงนกเขาเป็นอาชีพแม้จะมีรายได้บ้างแต่ก็เหมือนไม่ได้ทำงาน และมีบางคนหันเข้าหาการคลายเครียดด้วยการใช้เวลากับการดูรายการโทรทัศน์ต่างๆ ในขณะที่ผู้หญิงต้องทำงานมากขึ้น หรือกลายมาเป็นผู้หารายได้หลักแทนผู้ชาย ทำให้สถานภาพและบทบาทการเป็นผู้นำในครอบครัวของผู้ชายด้อยลง ส่งผลให้เกิดมีความขัดแย้งในครอบครัว ด้านการแบ่งบทบาทภาระรับผิดชอบแบบผู้ชายหาเลี้ยงผู้หญิงดูแลครอบครัว ทำไมแบ (ผู้ชาย) ไม่ทำอย่างนั้น? ทำไมกะ (ผู้หญิง) ต้องเหนื่อยคนเดียว?

ทั้งนี้ กลุ่มผู้หญิงและเครือข่ายที่ร่วมในการศึกษาครั้งนี้ เห็นร่วมกันว่า ในการก้าวข้ามปัญหาความขัดแย้งนี้ ทั้งผู้หญิงและผู้ชายต่างต้องเข้าใจซึ่งกันและกัน ต้องปรับตัว ปรับทัศนคติและเรียนรู้ในการประคับประคองความสัมพันธ์ในครอบครัวไปด้วยกัน


1.4 การเปลี่ยนแปลงทางสังคม: กระแสโลกาภิวัตน์และปัญหาทางสังคม

ในสภาพสังคมเปิดภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ในปัจจุบัน อุดมการณ์และระเบียบทางศาสนาที่ค่อนข้างเคร่งครัดของสังคมมุสิลมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่สามารถต้านกระแสการหลั่งไหลเข้ามาของวัฒนธรรมบริโภคนิยม ที่นำไปสู่การปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิตของผู้คนในทุกระดับ อิทธิพลจากสื่อต่างๆ ทำให้เด็กอนุบาล เด็กประถม เกิดความสนใจในเรื่องเพื่อนต่างเพศหรือการมีแฟน วัยรุ่นเริ่มมีการเที่ยวเตร่แสดงความรักกันอย่างเปิดเผยตามสถานที่สาธารณะต่างๆ เช่น น้ำตก หรือชายหาด มีการแอบถ่ายคริปวิดีโอ และมีปัญหาการอยู่กันก่อนแต่งงาน การทำแท้ง โดยข้อมูลจากโรงพยาบาลโกลกพบว่า เมื่อปีที่แล้วร้อยละ 65 เป็นเด็กมุสลิมที่ไปทำแท้งและท้องโดยไม่มีพ่อ

ในอีกด้านหนึ่ง ชีวิตของผู้หญิงมุสลิมบางส่วน ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสสังคมที่เสื่อมโทรมด้วย ที่ยะลามีการเปิดผับผู้หญิงเพื่อให้หญิงหม้ายเข้าไปเที่ยว มีการค้าประเวณีในลักษณะอาชีพเสริมแฝงตามร้านอาหาร คาราโอเกะ และโรงแรม โดยผู้ขายบริการทางเพศส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงจากภาคเหนือภาคอีสานแต่ก็มีที่เป็นมุสลิมด้วย ทั้งนี้ในสังคมมุสลิมไม่ยอมรับผู้หญิงขายบริการทางเพศ นอกจากนี้ ปัญหาเรื่องการติดเชื้อเอดส์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังไม่เป็นที่รับรู้ โดยจำนวนผู้ป่วยเอดส์ยังไม่ค่อยมีการเปิดเผยเท่าที่ควร อาจเนื่องมาจากการขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องเอดส์ และส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจมาตรวจเรื่องการติดเชื้อเอดส์

ทั้งนี้ ชีวิตของผู้หญิงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ นอกจากต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม อันนำไปสู่ปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัวและปัญหาทางสังคม ผู้หญิงยังต้องเผชิญกับสถานการณ์ความรุนแรงและความขัดแย้ง ทั้งในพื้นที่ส่วนตัวและในพื้นที่สาธารณะ




2. ผู้หญิงในพื้นที่ส่วนตัวกับความรุนแรง

ปัจจุบันผู้หญิงมุสลิมกำลังเผชิญปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ส่วนตัว ในรูปแบบต่างๆ คือ


2.1 ผู้หญิง กับความรุนแรงในชีวิตคู่

จากงานวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของเมตตา กูนิง เมื่อปี พ.ศ. 2545 พบปัญหาความรุนแรงในครอบครัวเกิดขึ้นทั้งกับครอบครัวมุสลิมและครอบครัวพุทธ ผลการศึกษาจากกลุ่มสตรีมีครรภ์จำนวน 611 ราย ที่มารับบริการที่คลินิกฝากครรภ์ในโรงพยาบาลปัตตานี ระหว่างวันที่ 1 กรกฏาคม ถึง 21 พฤศจิกายน 2545 พบว่า สตรีส่วนใหญ่ร้อยละ 54.8 ถูกกระทำรุนแรงในชีวิตสมรส โดยถูกกระทำรุนแรงทางเพศอย่างเดียวร้อยละ 5.2 ทางเพศและทางจิตใจร้อยละ 20.0 ทางร่างกายร้อยละ 29.6 โดยถูกกระทำรุนแรงอย่างเบา ร้อยละ 17.5 และอย่างรุนแรงร้อยละ 12.1 ซึ่งปัจจัยเสี่ยงที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับความรุนแรงในชีวิตสมรสของสตรีมีครรภ์ คือ อายุขณะแต่งงาน จำนวนคู่สมรสที่ผ่านมา ระดับการศึกษา และพฤติกรรมทางอบายมุขของคู่สมรส

เมื่อนำข้อมูลความรุนแรงนี้ไปสะท้อนในการสนทนากลุ่มย่อย ข้อมูลที่ได้รับมีความแตกต่างกันไปตามประสบการณ์ของผู้เข้าร่วม บางคนให้ข้อมูลว่า ในสังคมของตนมีการทุบตีน้อยมากๆ โดยส่วนใหญ่การทุบตีทำร้ายร่างกายมักจะเกิดในครอบครัวที่คู่สมรสมีการศึกษาในระดับต่ำ หรือในครอบครัวที่มีรายได้ทางเศรษฐกิจต่ำ แต่ผู้หญิงมุสลิมอีกส่วนหนึ่งก็นำเสนอตัวอย่างของครอบครัวที่มีการใช้ความรุนแรงทำร้ายกันที่คู่สมรสเป็นคนมีการศึกษาดีในระดับสูง นอกจากนี้ ยังได้นำเสนอปัญหาการข่มขืนคู่สมรส ในกรณีที่สามีบางคนมีความต้องการทางเพศสัมพันธ์มากขณะที่ภรรยาไม่มีความต้องการ สามีได้ทุบตีภรรยา และมีกรณีที่สามีทุบตีภรรยาอย่างรุนแรงจนแท้งลูกแล้วหย่าร้างไป

ปัญหาการหย่าร้างในสังคมมุสลิมเป็นปัญหาครอบครัวที่ส่งผลต่อสังคม โดยข้อมูลจากศูนย์เด็กกำพร้าพบว่า เด็กที่ศูนย์ฯ ส่วนมากเป็นเด็กที่มาจากครอบครัวที่แตกแยกหรือพ่อแม่หย่าร้าง มีบ้างที่พ่อแม่เสียชีวิตหรือบางคนไม่รู้จักพ่อแม่ของตน บางคนเป็นเด็กเร่ร่อนในหมู่บ้านที่ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน เอามาฝากที่ศูนย์ฯ การสำรวจสถิติการหย่าร้างในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ได้ข้อมูลอย่างสมบูรณ์ จะต้องมีการตรวจสอบทั้งที่อำเภอและที่คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด หรือที่เรียกว่า มัจญลิส เพราะว่าผู้หญิงส่วนหนึ่งไม่ได้จดทะเบียนในระบบกฎหมายไทย แต่ไปขึ้นทะเบียนกับคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด โดยตามหลักศาสนาอิสลาม ผู้ชายสามารถหย่าภรรยาด้วยวาจา 3 ครั้ง จากนั้นฝ่ายชายต้องไปที่มัจญลิสเพื่อทำหนังสือออกให้ฝ่ายหญิง เพราะถ้าไม่มีหนังสือออกผู้หญิงจะแต่งงานใหม่ไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงมุสลิมก็สามารถฟ้องหย่ากับโต๊ะอิหม่าม หรือไปฟ้องกับคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดได้ หากผู้ชายทุบตีและไม่ทำหน้าที่ส่งเสียเลี้ยงดูตามความเหมาะสม


2.2 ผู้หญิง กับความรุนแรงทางเพศ

กรณีการถูกข่มขืนเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีการพูดถึง โดยเฉพาะการถูกข่มขืนจากสามี หรือ คนในครอบครัว และแม้มีงานวิจัยในเรื่องนี้แต่ก็ไม่ได้มีการเผยแพร่สู่สาธารณะ เนื่องจากเป็นเรื่องที่ค่อนข้างรับได้ยากในสังคมมุสลิมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กรณีการถูกข่มขืนที่ผู้เข้าร่วมสนทนากลุ่มย่อยบอกเล่า จะเป็นผู้หญิงใบ้และผู้หญิงสติไม่สมประกอบในชุมชน โดยมีความเห็นว่า ผู้หญิงที่ปกติดีมักจะไม่ถูกข่มขืน และเล่าว่าผู้นำศาสนาและผู้นำในชุมชน ใช้วิธีให้ผู้หญิงพิการหรือสติไม่สมประกอบไปทำหมันเพื่อป้องกันไม่ให้ตั้งครรภ์หากถูกข่มขืน ต่อการแก้ไขปัญหานี้ มีความเห็นแย้งว่า วิธีการนี้ไม่ได้เป็นการป้องกันมิให้ผู้หญิงถูกกระทำซ้ำ หรือการจับผู้หญิงที่ถูกข่มขืนแต่งงาน ที่คิดว่าเป็นการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี และช่วยผู้หญิงไม่ให้ต้องประจานตัวเอง หรือถูกสังคมประณามว่าเป็นคนไม่ดี กลับกลายเป็นการทำให้ผู้หญิงต้องถูกข่มขืนเป็นครั้งที่สอง ถ้าหากผู้หญิงไม่ต้องการแต่งงานกับชายที่ข่มขืนตน นอกจากนี้ ยังพบว่าในกลุ่มผู้หญิงเอง บางคนก็มองว่าผู้หญิงมีส่วนสร้างปัญหาให้เกิดการข่มขืน เพราะแต่งตัวยั่วยวน แต่ในความเป็นจริงพบว่า ผู้หญิงที่ถูกข่มขืนหลายคนไม่ได้มีพฤติกรรมดังกล่าว และหลายคนตกเป็นเหยื่อการข่มขืนจากคนใกล้ตัวเป็นคนรู้จักที่ไว้วางใจ


2.3 เด็กหญิง กับการแต่งงาน

ปัจจุบันในสังคมมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังคงมีการจัดการแต่งงานให้กับเด็กผู้หญิงอายุ 13-14 ปี โดยมีความเชื่อว่าเป็นการป้องกันการประพฤติผิดและการถูกกระทำจากผู้อื่น และในบางรายเป็นการผลักภาระการดูแลลูกผู้หญิงไปให้กับสามีที่แต่งงานด้วยเพราะครอบครัวมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ส่วนใหญ่จะมีลูกมาก เนื่องจากศาสนาห้ามการคุมกำเนิด การแต่งงานในวัยเด็กจึงเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว

การแต่งงานของเด็กผู้หญิงในวัย 13-14 ปี มักมีผลกระทบทางสุขภาพและด้านวุติภาวะ ทั้งต่อตัวเด็กผู้หญิงที่เป็นแม่และเด็กที่เกิดจากแม่อายุน้อย เช่น เด็กเกิดมาพิการร่างกายไม่สมประกอบ หรือพบเด็กขาดสารอาหารต่อเนื่องมาตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะปัญหาความยากจนและความไม่รู้ ซึ่งยากแก่การฟื้นฟูสุขภาพเด็กโดยการให้อาหารหลังคลอด ทั้งนี้ เด็กผู้หญิงที่แต่งงานแล้วส่วนใหญ่ ไม่ยอมเรียนหนังสือต่อเพราะอายเพื่อนๆ และผลพวงของความไม่รู้กับปัญหาความยากจน ยังส่งผลให้มีเด็กไร้สัญชาติจำนวนมาก จากการที่คลอดตามบ้านแล้วไม่ไปแจ้งเกิด ทางโรงเรียนใจดีอนุญาตให้เรียนโดยไม่ต้องมีใบเกิด แต่เมื่อเด็กโตขึ้น ไม่สามารถเข้าเรียนในระดับที่สูงต่อไป เพราะไม่มีใบเกิด หรือไม่มีสัญชาติ

ทั้งหมดนี้เป็นคำถามของกลุ่มผู้หญิงต่อสังคมว่า สังคมจะอยู่กันอย่างไร อะไรคือเส้นแบ่งระหว่างความถูกความผิด ความเหมาะสม และต่อการทำงานเสริมศักยภาพผู้หญิงที่ต้องมาร่วมกันคิด คือ การช่วยเหลือผู้หญิงที่ประสบปัญหาให้สามารถพึ่งตัวเองทางเศรษฐกิจและเลี้ยงลูกได้ต่อไป การช่วยเหลือเด็กผู้หญิงให้ได้เรียนต่อ และการมีบ้านพักสำหรับผู้หญิงที่ประสบปัญหาความรุนแรง


3. ผู้หญิงในสถานการณ์ความขัดแย้ง กับการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต

นับตั้งแต่เกิดสถานการณ์ความไม่สงบ เมื่อต้นปี 2547 อันเป็นวิกฤตการณ์ความขัดแย้งที่ร้ายแรงและก่อให้เกิดความรุนแรงถึงชีวิตของประชาชนจำนวนมากจนถึงปัจจุบัน จนถึงเดือนธันวาคม 2550 จำนวนผู้หญิงบาดเจ็บรวม 922 คน เสียชีวิตรวม 210 คน และมีหญิงหม้ายจากเหตุการณ์ความรุนแรง รวมทั้งสิ้น 925 คน ในจำนวนนี้เป็นหญิงหม้าย อิสลามจำนวน 467 คน พุทธจำนวน 455 คน และศาสนาอื่นๆ จำนวน 3 คน ทั้งนี้ สถานการณ์ความรุนแรงได้ส่งผลกระทบต่อผู้หญิงในหลายระดับด้วยกัน



3.1 ผู้หญิง กับภาระที่เหลืออยู่

หญิงหม้ายที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความรุนแรง ที่ยากจนและมีการศึกษาในระดับต่ำ มีความลำบากมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มีลูกมาก เพราะรายได้จากงานรับจ้างนั้นไม่เพียงพอ รัฐได้ให้การช่วยเหลือผู้หญิงบางกลุ่มในเรื่องแม่บ้านและอาชีพเสริม แต่ความช่วยเหลือด้านอื่นยังน้อย เพราะปัญหาความรุนแรงที่มีความต่อเนื่อง และเป็นที่คาดกันว่าจะมีแนวโน้มรุนแรงมากกว่าเดิม

จากสถิติที่คนได้รับบาดเจ็บเพิ่มขึ้นทุกวัน ผู้หญิงที่สามีบาดเจ็บ หรือ พิการ จะรับภาระหนักมากกว่าหญิงหม้ายที่สามีเสียชีวิต เช่น สามีบาดเจ็บสาหัสต้องรอเปลี่ยนไต หรือ พิการ ที่ต้องรักษาอย่างต่อเนื่องนานเป็นเดือนหรือเป็นปี ภรรยาต้องรับผิดชอบดูแล ทำให้ขาดโอกาสในการหางานทำเพื่อรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในครอบครัวและส่งเสียดูแลลูกด้วย แม้จะมีสวัสดิการช่วยเหลือคนพิการที่ขึ้นทะเบียน แต่ชาวบ้านหลายคนก็เข้าไม่ถึงสวัสดิการนี้ เพราะไม่มีความรู้ในการติดตามการขึ้นทะเบียนคนพิการ


3.2 ผู้หญิง กับการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม

ผู้หญิงผู้สูญเสียจากเหตุการณ์กรณี 28 เมษายน 2547 และกรณีตากใบ วันที่ 25 ตุลาคม 2547 ต้องขึ้นศาลเพื่อสู้คดีเรียกร้องความเป็นธรรม ที่รัฐต้องรับผิดชอบให้กับตนเองและครอบครัว แต่เนื่องจากหลายคนท้อแท้กับการต้องไปขึ้นศาลหลายครั้งต่อเนื่องนานเป็นปีๆ ทำให้ต้องเสียเวลา และค่าใช้จ่ายในการเดินทางเป็นอย่างมาก ส่งผลให้กลุ่มผู้หญิงผู้สูญเสียต้องยอมรับการไกล่เกลี่ยและรับเงินชดเชยจากรัฐ กรณี 28 เมษา จำนวน 20,000 บาท ส่วนกรณีตากใบ แม้ได้รับเงินชดเชยมากกว่า จำนวน 300,000 บาท แต่ถูกกำหนดให้เป็นเงินมรดกซึ่งต้องแบ่งให้กับครอบครัวของฝ่ายชายด้วย และตามหลักกฎหมายอิสลามผู้รับมรดกที่เป็นผู้ชายมีสิทธิได้ส่วนแบ่งมรดกจำนวนมากกว่าผู้หญิง ทำให้หญิงหม้ายที่มีภาระต้องดูแลลูกกลับได้รับเงินชดเชยจำนวนน้อยมาก ไม่เพียงพอกับภาระที่ต้องแบกรับ

ปัจจุบันเหลือเพียง กรณี 28 เมษา ที่ อ.สะบ้าย้อย และกรณีการไตร่สวนการตายของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ตากใบ ที่ชาวบ้านยังคงขึ้นศาลต่อสู้คดี


3.3 ผู้หญิง กับการควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่

การใช้กฎอัยการศึก และพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในการควบคุมสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ และให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐ ในการจับกุมผู้ต้องสงสัยมาสอบสวน ทำให้ผู้หญิงที่สามีหรือลูกชายถูกดำเนินคดีในฐานะผู้ต้องสงสัย ต้องไปตามหาลูกชายหรือสามีของตนว่าอยู่ที่ไหนตามค่ายทหารต่างๆ โดยที่หน่วยงานรัฐไม่ยอมแจ้งให้ทราบว่า ได้จับผู้ต้องสงสัยไปคุมตัวอยู่ที่ไหน และผู้หญิงก็ไม่สามารถตรวจสอบได้เลย ยิ่งไปกว่านั้น ในระยะหลังมีการจับกุมผู้หญิงด้วย และมีกรณีที่ผู้หญิงที่ถูกจับเป็นแม่ลูกอ่อน ทำให้ต้องเอาลูกไปอยู่ด้วยในห้องกักขัง

การควบคุมผู้ต้องสงสัย ยังมีรูปแบบการให้เข้ารับการฝึกอบรมอาชีพ 4 เดือน ในบางหมู่บ้าน เช่นที่สุไหงปาดีหรือบันนังสตา ผู้ชายส่วนใหญ่ถูกเชิญตัวไปอบรม ในหมู่บ้านจึงเหลือแต่ผู้หญิง เด็ก กับคนแก่ ทำให้พวกผู้หญิงและคนแก่ต้องไปเรียกร้องที่ศาลให้ปล่อยตัวสามีและลูกชาย ซึ่งศาลต้องเปิดห้องให้พวกผู้หญิงให้นมลูกและให้คนแก่ได้พักผ่อน แม้ว่าหลายคนไม่มีความรู้เรื่องขึ้นโรงขึ้นศาล แต่ก็ต้องเข้ามาจัดการด้วยตัวเอง

ปัจจุบันปัญหาการเผชิญหน้าระหว่างรัฐกับประชาชน ก็มิได้คลี่คลายในทางที่ดีขึ้น มีการตรวจค้นอย่างหนักที่ชาวบ้านเรียกว่า การปูพรม เป็นการตรวจค้นหลายบ้านพร้อมกันหรือทั้งหมู่บ้าน ซึ่งส่วนใหญ่จะมาตรวจค้นจับกุมในช่วงตีสอง ตีสาม ใกล้รุ่ง ขณะที่ชาวบ้านกำลังหลับอยู่ เช่น ที่บ้านปูลาโตะปีซู ตำบลศาลาใหม่ ถูกปูพรมตรวจค้นถึงสองครั้ง ครั้งแรกตรวจจับคนไปห้าถึงหกคน ครั้งที่สองประมาณสามวันหลังตรวจค้นพบอาวุธ แต่ที่ชาวบ้านคับข้องใจคือ การตรวจค้นมักจะไม่มีการแจ้ง หรือให้ผู้นำชุมชน ผู้ใหญ่บ้าน กำนันเข้าร่วมในการตรวจค้นด้วย และทหารบางคนเวลามาตรวจค้นได้ปิดหน้าโดยอ้างการปิดหน้าของชาวบ้านที่ไปชุมนุม ทำให้ชาวบ้านกลัวทหารที่ปิดหน้าเพราะไม่รู้ว่าเป็นทหารจริง หรือว่าทหารปลอม และเมื่อต้องการร้องเรียนก็ไม่สามารถชี้ตัวได้ถูก นอกจากนี้ ยังมีกรณีจับคนโดยไม่มีสาเหตุ หรือไม่มีหลักฐานชัดเจน รวมทั้งกรณีคนถูกบังคับให้หายตัว ซึ่งนอกจากสามีถูกทำให้หายตัวไปแล้ว ภรรยายังต้องมารับภาระหนี้สิน บางคนถึงขั้นไม่มีที่อยู่เพราะบ้านถูกยึด


3.4 ผู้หญิง กับการร่วมในสถานการณ์ความรุนแรง

ในระยะหลังผู้หญิงได้ถูกชักจูงให้เข้าไปมีส่วนร่วมและมีบทบาทโดยตรงกับเหตุการณ์ความรุนแรง เช่น กรณีการจับนาวิกโยธิน 2 คนเป็นตัวประกันและถูกทำร้ายจนเสียชีวิตที่บ้านตันหยงลิมอ กรณีจับครูจูหลิงและครูสิรินาฏกักขังและถูกทำร้ายจนอาการสาหัสที่บ้านกูจิงรือปะ กรณีผู้หญิงมุสลิมเดินขบวนประท้วงและชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาคดีความมั่นคง ทั้งที่สภ.อ.กระพ้อ และที่สภ.อ.หนองจิก และในอีกด้านหนึ่งมีผู้หญิงจากหมู่บ้านหลายแห่งลุกขึ้นติดอาวุธ โดยการสมัครเป็นทหารพรานหญิงในพื้นที่ หรือชุดช่วยเหลือรักษาป้องกันหมู่บ้าน ทั้งนี้ สิ่งที่น่าจะเป็นคำถาม นอกจากการมองว่าผู้หญิงถูกใช้เป็นเครืองมือในการใช้ความรุนแรงแล้ว อะไรคือแรงผลักดันให้ผู้หญิง ซึ่งแต่เดิมถูกพิจารณาเป็นขบวนการที่รักสันติและความสงบ กลับหันมาร่วมและใช้ความรุนแรง เพื่อแก้ไขปัญหาหรือปกป้องฝ่ายของตนด้วย


3.5 ผู้หญิง กับปัญหาเด็กและเยาวชนในสถานการณ์ความรุนแรง

ชีวิตของผู้หญิงมีความเกี่ยวพันต่อการศึกษาและอนาคตของเด็กและเยาวชนในชุมชน กลุ่มผู้หญิงมีความกังวลที่ความรุนแรงได้ขยายเข้าไปสู่เด็กเล็กๆ ในชุมชนเพิ่มมากขึ้น มีการเผ่าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กจำนวนหลายศูนย์ในหลายพื้นที่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

ปัญหาที่รุนแรงหนักหนาสาหัสต่อครอบครัวและสังคมในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นอย่างยิ่ง คือ ปัญหายาเสพติด เยาวชนและเด็กชั้นประถมปีที่ 3-6 ติดยาเสพติดเป็นจำนวนมาก ยาเสพติดที่เป็นปัญหา คือ บุหรี่ และใบกระท่อมแบบผสมสูตรสี่คูณร้อย ที่กำลังระบาดมากและเป็นธุรกิจที่ดีเยี่ยมเพราะทำได้สะดวกและความผิดทางกฎหมายก็ไม่ได้ร้ายแรง ซึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้นำท้องถิ่นไม่สามารถทำอะไรได้แม้แต่จะตักเตือน มีการสูบและเสพอย่างเปิดเผยโดยไม่มีความเกรงใจต่อสังคม นอกจากนี้ ผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังก่อให้เกิดข้อจำกัดในการป้องกันแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่ จากการที่สังคมภายนอกมองว่าโรงเรียนปอเนาะเป็นที่สะสมอาวุธหรือที่อบรมแนวร่วม ทำให้เด็กในโรงเรียนปอเนาะและโรงเรียนตาดีกาตกเป็นเหยื่อของยาเสพติดได้ง่าย และขาดโอกาสที่รัฐหรือหน่วยงานอื่นๆ จะเข้ามาสนับสนุนให้ความรู้เรื่องยาเสพติด สภาพคนติดยาเสพติด เพื่อที่จะสามารถป้องกันตนเองและบอกเล่าถึงพิษภัยต่างๆ ของยาเสพติดกับเพื่อนๆ ได้



กรณีการตรวจพบวัสดุระเบิดในโรงเรียนอิสลามบูรพา และโรงเรียนถูกสั่งปิดเมื่อวันที่ 5 กรกฏาคม 2550 ครูผู้หญิงจากโรงเรียนนี้ได้สะท้อนปัญหาว่า ส่งผลกระทบต่อการเรียนของเด็กนักเรียนทั้งหมด 790 คน โดยร้อยละ 80 มีฐานะยากจนและพักอาศัยที่หอพักของโรงเรียน ซึ่งเป็นเด็กเรียนเฉพาะวิชาศาสนา จำนวน 190 คน เด็กเรียนวิชาศาสนาและวิชาสามัญ จำนวน 600 คน แม้รัฐได้จัดให้เด็กไปศึกษาต่อในโรงเรียนที่อื่นจำนวน 400 คน แต่เด็กที่ไปเรียนก็เรียนอย่างไม่มีความสุข ในภาคการเรียนที่ 2 เด็กจำนวนครึ่งหนึ่งไม่ยอมไปเรียนหนังสือในโรงเรียนที่รัฐจัดให้ เพราะทนรับสภาพที่โดนเพื่อนล้อไม่ได้และกลายเป็นความกดดัน ทำให้เด็กบางคนต้องหยุดการเรียนเพราะพ่อแม่ไม่มีทุนส่งลูกไปเรียนที่อื่น ส่วนพวกครูเมื่อไปสมัครงานที่โรงเรียนอื่นก็ถูกปฏิเสธไม่รับเข้าทำงานเพราะถูกมองว่ามาจากโรงเรียนโจร


3.6 ผู้หญิง กับปัญหาสุขภาพจิต

สถานการณ์ความไม่สงบ ทำให้ปัญหาสุขภาพจิตของคนในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากทุกคนตกอยู่ในสถานการณ์หวาดระแวงและมีการเตือนให้ระวังคนแปลกหน้า เช่น เหตุการณ์ในร้านก๋วยเตี๋ยว เมื่อมีกลุ่มวัยรุ่นที่ไม่รู้จักเข้ามานั่งในร้าน ลูกค้าที่เข้ามาก่อนก็เกิดความกลัวว่าวัยรุ่นกลุ่มนี้อาจเป็นกลุ่มคนร้ายและอาจพกพาระเบิดมาด้วย ทั้งที่จริงๆ วัยรุ่นกลุ่มนี้ก็เข้ามาทานอาหารตามปกติ หรือการสอนเด็กในระดับมัธยม ครูต้องระมัดระวังในเรื่องการสอน การพูด การวางตัวที่อาจนำอันตรายมาสู่ตนเอง เพราะเด็กมัธยมบางคนมีแนวคิดที่จะไปเข้าเป็นแนวร่วมหลายคน แต่ในขณะเดียวกันครูก็ต้องพยายามพูดสอนให้เด็กเหล่านี้ได้ปรับเปลี่ยนทัศนะคติ และเลือกอุดมการณ์ที่ถูกต้อง

นอกจากนี้ ในสถานการณ์ความรุนแรง กรณีของหญิงที่ตั้งครรภ์ในขณะที่เกิดเหตุ ควรมีการติดตามดูว่าความรุนแรงจะส่งผลกับเด็กที่คลอดออกมาอย่างไรบ้าง ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาในเรื่องนี้




สรุปภาพรวมชีวิตของผู้หญิงท่ามกลางสถานการณ์ปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ชีวิตของผู้หญิงมุสลิมมิได้อยู่ภายใต้มายาคติของสังคมเท่านั้น ผู้หญิงเรียนรู้ที่จะอยู่กับความเป็นจริงของชีวิต เรียนรู้ที่จะต้องปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และเรียนรู้ที่จะต้องเผชิญหน้ากับปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงในชีวิต แต่ทั้งนี้ ใช่ว่าผู้หญิงทุกคนมีความสามารถในการปรับตัว และประคับประคองชีวิตและครอบครัวให้ฝ่าม่านมายาคติและก้าวข้ามปัญหาต่างๆ ได้

ในอีกด้านหนึ่ง ท่ามกลางสถานการณ์ปัญหาและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น จากการสูญเสียหัวหน้าครอบครับแล้วผู้หญิงลุกขึ้นมาเป็นผู้นำ ผู้หญิงยังต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องการยอมรับในบทบาทจากชุมชนและสังคม รวมถึงเรื่องสิทธิที่ตนพึงได้ในฐานะที่เป็นมนุษย์ เช่น สิทธิในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิเลี้ยงดูบุตร สิทธิในการจัดการทรัพย์สิน แต่สิทธิเหล่านี้สังคมอิสลามเปิดกว้างให้ผู้หญิงมากน้อยเพียงใด หรือให้ผู้หญิงมีหน้าที่รับผิดชอบเฉพาะหนี้สิน แต่ทรัพย์สินตกอยู่กับการปกครองของคนอื่น รวมถึงสิทธิที่จะเลือกจัดการกับชีวิตของตนเองหลังกรสูญเสียสามี ในขณะที่สังคมมุสลิมมีหลักการให้ผู้ชายดูแลหญิงหม้ายโดยการแต่งงาน แม้จะด้วยความความสมัครใจของผู้หญิง หญิงหม้ายบางคนมีความต้องการที่จะอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีด้วยตนเอง

การใช้กรอบของการเสริมสร้างพลังในการพิเคราะห์ผู้หญิงในสังคมมุสลิม ทำให้เห็นว่าผู้หญิงมีศักยภาพในตนเองในการเป็นผู้ให้ ผู้ดูแล ผู้เยียวยา ชีวิต ครอบครัว ชุมชน และสร้างสรรค์สังคมร่วมกับผู้ชาย แต่ในขณะเดียวกันผู้หญิงกลุ่มนี้ก็ยังถูกจำกัดหรือขาดโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาความสามารถ ทักษะความรู้ทางสังคมด้านต่างๆ จำเป็นที่จะให้ผู้หญิงกลุ่มนี้ได้รับโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของตนเองร่วมกันในลักษณะการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มก่อน เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็ง และพัฒนาศักยภาพในการมีส่วนร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง และสร้างสันติภาพในชุมชนท้องถิ่นและในระดับประเทศ

 

จำนวนผู้เข้าชม : 3293