South Watch.org South Watch.org
รายงานเสวนา

งานเปิดตัวหนังสือ

ฝนกลางไฟ : พลังชีวิต พลังใจ ห้าสิบเสียงผู้หญิงชายแดนใต้






 


งานเปิดตัวหนังสือ ฝนกลางไฟ : พลังชีวิต พลังใจ ห้าสิบเสียงผู้หญิงชายแดนใต้
วันที่ 19 สิงหาคม 2552 เวลา 13.30-18.30 น.
ณ เรือนจุฬานฤมิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย




คำกล่าวต้อนรับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ม.ร.ว.กัลยา ติงศภัทิย์

รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


เรียนพี่น้องประชาชน สื่อมวลชนและผู้มีเกียรติทุกท่าน ในนามของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอต้อนรับทุกท่านสู่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ ท่านคงทราบว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศไทย เราก็ภูมิใจ ในนามอธิการบดีขอกล่าวได้เลยว่าเราภูมิใจมาก ๆ ที่ได้มีโอกาสจัดงานนี้ขึ้น

เหตุการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ได้ดำเนินมากว่า 5 ปีแล้ว ท่ามกลางความสูญเสียทั้งร่างกาย จิตใจ และทรัพย์สิน เป็นสิ่งที่เราได้รับรู้กันมาอย่างต่อเนื่อง แต่ความสูญเสียที่สำคัญและส่งผลกระทบอย่างมากที่สุดสำหรับชีวิตคนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ คงเป็นผลกระทบถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในชุมชนท้องถิ่น ความรัก ความเอื้ออาทร และความไว้วางใจที่เคยมีต่อกันต้องแตกสลายลงไป สายสัมพันธ์ที่เคยประสานกันไว้มายาวนานระหว่างผู้คน ระหว่างชุมชน ถูกทำให้แตกร้าวหรือขาดสะบั้นลง


นอกจากนี้สิ่งที่เกิดขึ้นยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงในชีวิตของคนที่ยังต้องดำรงอยู่ โดยเฉพาะผู้หญิงจำนวนมากที่ต้องรับบทหนักในการดูแลครอบครัวแทนเสาหลักที่จากไป บางครอบครัวที่พ่อบ้านบาดเจ็บพิการ ภาระการดูแลก็ตกหนักบนบ่าของผู้หญิง ไม่ใช่เพียงแค่ดูแลคนที่ป่วยหรือพิการ แต่เพียงต้องดูแลด้านชีวิตความเป็นอยู่ของคนทั้งครอบครัว ยังเป็นการดูแลเกื้อหนุนจิตใจที่บอบช้ำ รวมถึงการปลูกสำนึกในจิตวิญญาณที่เข้มแข็งและดีงามสำหรับลูกหลานที่จะต้องเติบโตขึ้นมาท่ามกลางสภาพสังคมที่มีภาพของความร้าวฉาน ซึ่งเป็นความท้าทายอย่างมากสำหรับผู้หญิงของครอบครัวและชุมชน


จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตระหนักถึงความทุกข์ยากลำบากของประชาชนในพื้นที่ และมีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจเป็นอย่างยิ่ง สิ่งใดที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจะอำนวยประโยชน์ในการแก้ไขความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ได้ เรารู้สึกเต็มใจและมิได้นิ่งเฉย เห็นได้ว่าความเดือดร้อนนี้เป็นความเดือดร้อนของสังคมไทยโดยรวม ซึ่งทุกภาคส่วนต้องร่วมกันเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา หรือผ่อนหนักให้เป็นเบา


งานเปิดตัวหนังสือ “ฝนกลางไฟ : พลังชีวิต พลังใจ ห้าสิบเสียงจากผู้หญิงชายแดนใต้”

ในโอกาส 35 ปี ของสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในวันนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการเปิดพื้นที่ให้สังคมไทยได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารจากพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผ่านสายตาและมุมมองของผู้หญิงทั้ง 50 คน ขอต้อนรับตัวแทนผู้หญิงทุกท่าน รวมทั้งเยาวชน คนหนุ่มสาว ชาวบ้านจากพื้นที่ที่ได้เดินทางมาร่วมงานในวันนี้


ขอขอบคุณสื่อมวลชนทุกท่าน ขอขอบคุณทุกองค์กรที่มีส่วนร่วมในการจัดงานในวันนี้ขึ้น ได้แก่ มูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท มูลนิธิผู้หญิง เครือข่ายผู้หญิงเพื่อความก้าวหน้าและสันติภาพ และสุดท้าย สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะทำงานวาระทางสังคม




สนิทสุดา เอกชัย

นักสื่อสารมวลชน


จะมาเล่าให้ฟังว่าหนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมถึงต้องเป็นเสียงผู้หญิง ทำไมถึงต้อง 50 คน เวลาเราอ่านข่าวที่มาจากภาคใต้ จะมีความรู้สึกว่ามันลุกเป็นไฟ คนที่นั่นจะอยู่กันได้อย่างไร เวลาเราอยากจะถามว่าปัญหาจะแก้อย่างไร เราจะได้ยินแต่เสียงของผู้ชาย เราไม่ค่อยได้ยินเสียงของผู้หญิงในท้องถิ่นเลย เราจึงอยากจะรู้ว่า ผู้หญิงที่นั่นคิดอย่างไร ทำอย่างไร ปรับตัวอย่างไร สู้อย่างไร ผู้หญิงเป็นแค่เหยื่อของความรุนแรง หรือว่าเราได้ทำหน้าที่ของเราในการที่จะแก้ปัญหาบ้างอย่างไร เป็นโจทย์ที่อยากจะทำ เราก็รู้อยู่แล้วว่าจริง ๆ ในยามสงบผู้หญิงก็มีสงครามที่ต้องต่อสู้มากมายอยู่แล้ว เช่น จากอคติทางเพศ จากความไม่เท่าเทียมกัน อะไรสารพัด มาเจอสงครามจริง ๆ แบบนี้ที่ผู้ชายเขาเล่นกันอยู่นี่ ผู้หญิงจะลำบากขนาดไหน แก้ไขอย่างไร ก็มีคุณราณี หัสสรังสี เป็นเจ้าของความคิด และมีหลาย ๆ ฝ่าย โชคดีมากที่มีนักเขียน 5 คน ขออ่านชื่อให้ฟัง คือ คุณกุลธิดา สามะพุทธิ คุณติชิรา พุทธสารพันธ์ คุณสุพัตรา ศรีปัจฉิม คุณจิตต์ปภัสสร์ บัตรประโคน คุณงามศุกร์ รัตนเสถียร และโชคดีที่มีคุณวันดี สันติวุฒิเมธี เป็นบรรณาธิการ ให้เรา


อยากจะแนะนำว่า ถ้าใครหมดหวังในภาคใต้ให้อ่านหนังสือเล่มนี้ เพราะเราจะรู้เลยว่า ความหวังนั้นยังอยู่ที่คนธรรมดาที่ไม่ธรรมดา พี่ ๆ น้อง ๆ ของเราทุกคนที่พยายามทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ไม่คิดไกล ใหญ่ อุดมการณ์หรืออะไรทั้งสิ้น คิดแต่ว่า จะทำอย่างไรจะทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด เพื่อที่จะช่วยเหลือคนรอบข้างให้มีชีวิตที่ดีขึ้น ก็จะได้อธิบายว่าหนังสือทำไมถึงชื่อ “ฝนกลางไฟ” เพราะว่าพี่ ๆ น้อง ๆ ทุกคนคือเม็ดฝนที่จะทำให้ไฟใต้ดับได้


ราณี หัสสรังสี

ผู้ประสานงานคณะทำงานวาระทางสังคม สถาบันวิจัยสังคม จุฬาฯ และหัวหน้าโครงการหนังสือ


หนังสือฝนกลางไฟ: พลังชีวิต พลังใจ ห้าสิบเสียงผู้หญิงชายแดนใต้ มีนักเขียน 5 คนที่ไปลงพื้นที่ ไปคุยกับผู้หญิง 50 คน ทำไมเราจึงเลือก 50 คน ก็คือว่า 50 คนจะเป็นภาพสะท้อนมุมมองต่าง ๆ ของชีวิตใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ก็ไม่ใช่จะยึดติดแค่ 50 คน จาก 50 คน ก็จะเพิ่มเป็นร้อย เป็นพัน เป็นหมื่นคน ที่เล่าให้เห็นชีวิต ครอบครัว ชุมชนอะไรต่าง ๆ เพราะเวลาสังคมพูดถึงจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็จะเห็นแต่ภาพความรุนแรง ได้ยินแต่เสียงระเบิด ไม่ได้ยินเสียงผู้คนเลย เพราะว่าการที่สังคมไม่ได้ยินเสียงผู้คนในพื้นที่ นับเป็นเรื่องที่อันตรายมาก ทำอย่างไรเราจะช่วยกันให้ยินเสียงของผู้คน โดยเฉพาะคนตัวเล็กตัวน้อยในพื้นที่ที่มีชีวิตอยู่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ได้รับการรับฟัง

คณะทำงานวาระทางสังคม พยายามที่จะเชื่อมสาธารณชนและระดับนโยบาย ให้ฟังเสียงชาวบ้าน การจะฟังเสียงชาวบ้านไม่ใช่ง่าย ๆ ชาวบ้านพูด เขาจะพูดตรง ๆ ไม่มีอะไรซับซ้อน ถ้าฟังชาวบ้านพูดจริง ๆ ก็เหมือนกับคำโบราณ ที่ว่ายกแม่น้ำทั้ง 5 ดังนั้นคนฟังก็ต้องรวมแม่น้ำทั้ง 5 สายเข้ามาเป็นแม่น้ำสายใหญ่ ต้องฟังมุมนั้น มุมนี้ ชาวบ้านก็พูดไป พูดไป เรื่อย ๆ เราต้องตีความว่าหมายถึงอะไร บางทีอาจกลับไปบ้านแล้ว 3 วัน จึงค่อยเข้าใจว่า ชาวบ้านเขาอยากจะบอกอะไร




คุณหมอพรพิชญ์ พัฒนกุลเลิศ

หนึ่งในห้าสิบเสียงผู้หญิง


ขอขอบคุณคณะทำงานวาระทางสังคมที่ให้เกียรติพวกเราในฐานะที่เป็นชีวิตหนึ่งหรือหลายชีวิตก็แล้วแต่ ที่จะดับไฟใต้ได้ อยากจะให้พวกเราได้พยายามนึกภาพ เมื่อ 40-50 ปีที่แล้ว ตัวเองก็เกิดในอำเภอบาเจาะซึ่งพื้นที่สีแดง หากถามว่า เหตุการณ์ความไม่สงบในตอนนั้นมันเป็นอย่างไร สิ่งที่คุ้นชินก็คือ คุ้นชินกับการที่ตำรวจจะลากศพใครมาที่โรงพัก คุ้นชินเพราะว่าโรงพักอยู่ใกล้บ้าน เป็นเรื่องปกติ เขาจะบอกว่าศพเหล่านี้เป็นผู้ก่อการร้าย ซึ่งพวกเราก็รู้กันดีว่าเป็นแพะ การแบ่งแยกดินแดนในยุคสมัย 40 -50 ปีที่แล้ว เขาว่ากันอย่างนั้น


พอเมื่อ 40 ปีที่แล้วเหตุการณ์ความไม่สงบ สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ ท่านเป็นทหาร แต่ท่านก็ยอมรับว่า “การศึกษา” จะแก้ปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ นั่นคือที่มาที่ไปของการเริ่มต้นให้โอกาสกับคนเก่ง ๆ ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้เข้ามาเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ ได้มาเรียนที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดิฉันเองเป็นคนแรกของโครงการนี้ที่ได้มาเรียนคณะแพทยศาสตร์ ที่จุฬาฯ ส่วนคนที่ดัง ๆ พอสมควรในรุ่นเดียวที่เป็นรุ่นแรก อาทิเช่น อดีตสส.อารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ สส.มุก สุไลมาน เหล่านี้พอจะเป็นตัวอย่างได้ไหมคะว่า เราเป็นเหมือนคำตอบที่ว่า การศึกษาทำให้เรากลับมารับใช้ชาติ และกลับมารับใช้ชาติอย่างดีด้วย


อยากจะบอกว่า ความจริงแล้วเหตุการณ์ความรุนแรงตั้งแต่วงเกิดเหตุการณ์ระเบิดที่สถานีรถไฟหาดใหญ่ นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ปล้นปืนมา มันมีแต่เรื่องน่าเศร้ามาก สิ่งที่ดิฉันต้องร้องไห้เสียใจคือ เหตุการณ์ที่ที่ยิงคนตายในรถตู้ ตายทั้งหมด ไม่เว้นแม้กระทั่งเด็กนักเรียนที่กำลังเดินทางไปเรียนหนังสือที่หาดใหญ่ ถูกยิงตายกันทั้งคันรถหรือเปล่าไม่แน่ใจ ดิฉันทราบข่าวแล้วร้องไห้ เศร้าใจมาก คิดมากเลยว่าเกิดอะไรขึ้น ทุกวันนี้ดิฉันอยู่ในศาสนาอิสลาม ศาสนาอิสลามไม่ได้สอนแบบนี้ ใครทำนะ ทำลายศาสนาเราหรือเปล่า เรื่องสุดท้ายที่น่าเศร้ามาก ๆ คือกรณีผู้หญิงท้องถูกยิง ฆ่าผู้หญิงท้อง ฆ่าเด็กด้วยหรือแม้แต่ แม้แต่ต้นไม้เขายังไม่ทำลายเลย ถ้าต้นไม้ล้มกีดขวางทาง เขายังเอาออกนะ ทำไมคนด้วยกันทำกันได้ขนาดนี้ ดิฉันอยู่วงการสาธารณสุขเป็นหมอเด็กด้วย เจ้าหน้าที่สาธารณสุขคุยกับดิฉันว่าอะไรรู้ไหมค่ะ คุณหมอก็เข้าไปคอยดูซิ อีกไม่กี่วันมุสลิมต้องตายหมด ไม่นานก็มีเหตุการณ์ยิงถล่ม คนเสียชีวิตเยอะ คนที่สูญเสียก็มาก

ดิฉันเล่าให้ฟังมานี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งแต่เกิดมาจนวันนี้จะเกษียณ ดิฉันสรุปได้อย่างเดียวว่าเหตุการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดจาก “คน” อยากจะครอบครองทรัพยากร อยากจะเป็นเจ้าของ เป็นเรื่องของการเมืองทั้งนั้น เป็นเรื่องของการเมืองการปกครอง แต่ไม่ใช่การเมืองระหว่างพรรค แต่เป็นการเมืองในพื้นที่ ดิฉันเองถึงแม้ว่าจะเรียนแพทย์ศาสตร์ จุฬาฯ แต่ก็เรียนต่อปริญญาโท ทางด้านรัฐศาสตร์ ก็พบว่า การเมืองเป็นเรื่องการแย่งอำนาจกัน ส่วนศาสนา ชาติพันธุ์ เป็นเพียงเครื่องมือ เรามัวแต่แบ่งกั้นกันเอง ต่างมีอัตลักษณ์ ฉันจะเป็นคน “นายู” ให้ได้ ไม่ใช่คน “เซียม(ซีแย)” ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เขาเรียก “คนเซียม”(สยาม) หมายถึงคนที่นับถือพุทธ คนนายู(มลายู)นับถืออิสลาม เขาแบ่งอย่างนั้นจริง ๆ ทั้ง ๆ ที่ แท้จริงศาสนาและชาติพันธุ์ เป็นเพียงเครื่องมือ ดิฉันคิดของดิฉันเองว่า เหยื่อคือเรา เหยื่อคือประชาชน ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องที่เป็นมุสลิม พี่น้องที่เป็นพุทธ คือ “เหยื่อ” ทั้งที่เราอุตส่าห์สร้างสมความดีงามมาตลอดชีวิต เคยได้ยินไหม ท่านเงาะ เจ้าอาวาสพิกุลทองท่านบอกเลยว่า สมัยก่อนท่านทำงานบุญงานวัด คนอิสลามก็ช่วยท่าน เวลามีงานมัสยิด ท่านเงาะและชาวพุทธก็ช่วยกันหาเงินเข้ามัสยิด ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน แต่มาวันนี้ เวลาเดินผ่านตลาดนัดต้นไทรของอำเภอบาเจาะ พี่น้องพุทธขายผลไม้ เราจะพบว่ามุสลิมยังไม่ยอมเดินไปซื้อเลย มันเกิดอะไรขึ้น ถามจริงว่าเราเป็นพ่อแม่ หรือญาติของคนที่ตายก็คิดมากเหมือนกัน ดีใจที่ทางคณะทำงานวาระทางสังคมเอาสิ่งดี ๆ มาให้เห็น ขออย่าให้กลับมาเป็นอย่างนี้เลย


โชคดีได้มีโอกาสเรียนหนังสือ เรียนหนังสือแล้วเราเป็น สส. ได้เป็นเลขารัฐมนตรี เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรี ใหญ่พอสมควร และก็ได้รับเชิญไปเรียนที่ วปอ. (วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร) ตอนนั้นคน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่มีใครได้เรียนหรอก เราโชคดีเป็นผู้หญิงก็เลยได้เรียนเพราะเขาเชื่อว่าไม่ได้เป็นผู้ก่อการร้าย ก็เลยได้ไปเรียน เลยได้เป็นงานวิจัยออกมา และพบว่า สุดท้ายมันก็วิจัยออกมาตรงกับสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ ว่า “การศึกษา” เท่านั้น ที่จะพัฒนาประเทศ สิ่งที่ได้เสนอขึ้น 4-5 ข้อแรกก่อนการศึกษา เช่น ให้ปกครองตัวเอง เพราะว่าในอิสลามเขาบอกว่า คนที่นับถือศาสนาอื่นอยู่ภายใต้การปกครองของมุสลิม จะได้รับการคุ้มครอง ถ้าใครจะไปฆ่าคนที่นับถือศาสนาอื่นที่ไม่ใช่มุสลิม เช่น พุทธ พระนบีท่านจะโกรธ ศาสดาท่านจะโกรธ เมื่อศาสดาโกรธ พระเจ้าก็โกรธด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นจึงมีข้อเสนอว่า “ให้มีการปกครองตนเอง” คือ เลือกตั้งแบบ กทม. นี่แหละ ไม่ได้ปกครองระบอบอื่นหรอกนะ เลือกตั้งแบบ กทม.นี่แหละ ทหารจะมีอยู่ก็ให้มีไป ยังมีคนถามว่า ถ้าเอาศาสนาอิสลามมาปกครอง คุณหมอว่าจะมีขโมยไหม หมอว่าสุดท้ายมันก็ยังมี เพราะมันไม่ได้เป็นคำตอบไง คนที่ค้ายาเสพติด มุสลิมก็ค้า ถูกจับเยอะแยะเลย กรณีท่อพีวิซีที่ฝังใต้ดินที่ตำบลมูโนะ 30 ล้าน เงินมาจากไหนล่ะ เพราะฉะนั้น สิ่งที่จะแก้ปัญหาคือ “การเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” การเข้าใจและเข้าถึง มุสลิมด้วยกันเอง ยังไม่เข้าใจเลย ยังมีมุสลิมหัวใหม่ มุสลิมหัวเก่า มี traditional มี ไม่ traditional มันเยอะแยะไปหมด แล้วจะให้คนอื่นมาเข้าใจมุสลิมหรือ แต่อย่างไรก็ตาม เป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องเข้าใจ เพราะฉะนั้น กรุณา “แยกแยะมุสลิม” ให้ดี อย่าคิดว่ามุสลิมทุกคนจะเหมือนกันหมด

สรุปสุดท้าย สิ่งที่พูดมาทั้งหมดในฐานะที่อยู่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็อยากจะบอกว่าจริง ๆ แล้วการแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเรื่องของทุกคนของทุกฝ่าย อยากให้ทุกคนลืมอดีต อย่างน้อยตอนนี้ ดิฉันก็ดีใจที่ผู้หญิงเข้ามามีส่วนร่วมในการที่จะแก้ปัญหา แม้จะเป็นฝนหยดเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ถ้ารวมกันมาก ๆ ประชากรเรามีประมาณ 2 ล้านคน เรามีผู้หญิงมากกว่าผู้ชายอยู่แล้ว 1 ล้านคน การแก้ปัญหาก็น่าจะเป็นไปได้


คุณณัฐกานต์ เต๊ะละ

หนึ่งในห้าสิบเสียงผู้หญิง


เป็นผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ตากใบ ในหนังสือก็มีอยู่แล้ว บางเรื่องที่ไปสัมภาษณ์มา แต่จะพูดเรื่องที่ไม่ได้สัมภาษณ์ ทีแรกเลยเหตุการณ์ตากใบ จะมีผู้บาดเจ็บที่อยู่ที่โรงพยาบาล.มอ.หาดใหญ่ ซึ่งผู้บาดเจ็บก็อยู่ในขั้นพิการส่วนหนึ่ง ตัวเองก็ไม่ได้รู้จักเลย ลูกชายของตัวเองก็บาดเจ็บ 1 คน ไปที่มอ. ตอนนั้นมอ.ยื่นใบเสร็จมา 2 แสนบาท เราจะทำอย่างไร 2 แสนบาท จะเอามาจากไหน ซึ่งอีกคนก็ประมาณ 250,000 บาท ในฐานะที่ตัวเองเป็น อสม.อยู่ ต้องลุกขึ้นมาช่วยอย่างไรเราก็ต้องคุยกับหมอให้ได้ ต้องช่วยให้ได้อย่างไรเราก็ต้องคุยกับหมอ คุณหมอก็ให้ไปที่ห้องประชาสงเคราะห์ ก็ไปคุยกับหมอที่ห้องประชาสงเคราะห์ หมอไม่ยอมรับ หมอว่าอย่างไรก็ต้องจ่าย ทางโรงพยาบาลเขารีเฟอร์มา บัตร 30 บาทเราก็มี ก็ใช้ตรงนี้ก็ได้ คุณทราบไหมคนที่ได้รับผลกระทบจากตากใบตรงนี้ ขนาดพ่อแม่เขาไม่รู้เรื่องอะไร พูดภาษาไทยก็ไม่ได้ เราต้องลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อช่วยเหลือเขาตรงนี้ เขาก็บอกว่ามาคุยกับนายแพทย์ใหญ่หน่อย ก็มาคุย ท่านต้องช่วยเหลือนะคะตรงนี้เราจะทำอย่างไร เพราะตอนนั้นเราก็พอรู้จักกับทนายความก็โทรไปหา ครอบครัวหมอพรทิพย์ด้วย โทรไปคุยกันว่าเราจะทำอย่างไร จะช่วยเหลืออย่างไร สุดท้ายก็พยายามคุยกับหมอให้ คุณมาคุยตรงนี้คุณเป็นอะไร ในฐานะที่เป็นแม่ และความเป็นมนุษย์ด้วยกัน เขาก็ได้รับบาดเจ็บร่วมกับเรา อาจจะเป็นลูกของเรา พยายามช่วยเหลือ เวลาซื้อขนมมาเราก็จะซื้อทั้ง 3 คนไม่ได้ซื้อให้ลูกเราคนเดียว ซื้อทั้ง 3 คน ก็คุยกับแม่เขา ตกลงหมอก็ยอมให้อยู่ ๆ ประมาณ 10 วัน หมอบอกว่าอาการดีขึ้นแล้ว จะส่งไปกับรพ.นราธิวาส เราก็ต่อสู้อีก เราก็ไม่ยอม ก็ในเมื่อได้อยู่ที่โรงพยาบาลใหญ่แล้วจะส่งไป รพ.นราธิวาสอีก มอ.ใหญ่ที่สุดแล้ว รู้สึกว่าจิตใจของเรามันฮึดขึ้นมา ต่อสู้โดยที่ว่าความเป็นแม่ ความเป็นคนที่ว่าต้องต่อสู้เพื่อสังคม ตัวเองก็ในฐานะที่เป็น อสม. อยู่แล้ว ก็ลุกขึ้นมาคุยกับคนโน้นคนนี้ โทรไปกรุงเทพฯ โทรไปมั่วไปหมด ใครให้เบอร์โทรก็จะโทรไปอยู่ ๆ เขาก็ยอม ยอมรับว่าคน ๆ นี้เอาจริง เขาก็ดีใจ

ทุกวันนี้ก็รู้จักกันดี ก็รู้จักกันตอนที่ช่วยที่โรงพยาบาล ก็ภูมิใจตรงนี้เราก็เป็นผู้หญิงเล็ก ๆ คนหนึ่งเราก็สามารถที่จะช่วยเหลือเขาได้ เป็นการแก้ปัญหาเพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรง พ่อแม่เขาอาจจะไม่มีความเคียดแค้นตรงนี้ เพราะลูกของเขาสามารถที่จะรักษาได้ ตอนนี้ในชุมชนตัวเองในฐานะที่ว่าเป็นอดีตผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านด้วย ลุกขึ้นมาต่อสู้กับชุมชน ก็ทำงานในชุมชน ตอนนี้ก็ไม่ได้เป็นผู้ช่วย เพราะความที่ว่าชาวบ้านเคยอาศัยเรา มีอะไรก็มาหา เพราะว่าตอนนี้เขายกฐานะเป็นเทศบาลเมือง ก็จะโละผู้ช่วย โละกำนัน ผู้ใหญ่บ้านหมด ตัวเองก็ไม่มีตำแหน่งตรงนี้ความที่ว่าเรามีจิตอาสาตรงนี้ ก็ลุกขึ้นมาช่วยมีอะไรก็ช่วย ในชุมชนก็มีเด็กติดยาเสพติด พยายามทั้ง ๆ ที่ว่าตนเองก็เคยมีเรื่อง พูดง่าย ๆ ก็คือเกลียดชังทหาร มันมีความเคียดแค้นกับเหตุการณ์ตากใบ แต่เราก็ลบไป เพราะว่าเราก็ลุกขึ้นมาต่อสู้ จากที่ว่าเป็นมือล่างกลายมาเป็นมือบน มาช่วยเหลือตรงนี้ เราก็ลบไปหมด ลบความเกลียดชัง ก็หันเข้าหากัน จะทำอย่างไร จะแก้ปัญหาทั้งยาเสพติด จะทำอย่างไรกับเยาวชน ต้องเอาเยาวชนที่ติดยาเสพติดไปอบรมเรื่องฮารับปันบารู แล้วก็ตั้งชมรมในฮารับปันบารู เมื่อ 2 – 3 วันที่แล้วก็จัดที่ฟุตบอลร่วมกับทหาร ก็มีรางวัลไปขอรางวัลจากทหารหน่วยโน้นหน่วยนี่ ก็จบลงไปด้วยดี ก็ภูมิใจ ก็มีอีกหลาย ๆ เรื่องแต่ก็ยาวไปคนอื่นก็รอคิวอยู่ โอกาสหน้าก็แล้วกันนะคะ ขอบคุณค่ะ


คุณปาติเมาะ ยูโซะ

หนึ่งในห้าสิบเสียงผู้หญิง


หนังสือเล่มนี้สิ่งที่ชอบมากที่สุดก็คือสโลแกนของตัวเอง ที่ว่า “ผู้นำความสดใสสู่เด็ก ๆ ในพื้นที่” โดยงานแล้วส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับเด็กตั้งแต่เรียนจบมาก็คือ ทำงานเกี่ยวกับเด็กตลอดมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ ก็ยังทำงานซึ่งเกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนเป็นส่วนใหญ่ ด้วยความที่เราทำงานและคลุกคลีกับเด็กและเยาวชนเป็นหลัก เพราะฉะนั้นในมุมมองของตัวเองก็เลยมองว่า ปัญหาเรื่องเด็กและเยาวชนในพื้นที่เป็นปัญหาที่สำคัญที่ควรต้องได้รับการพัฒนาอย่างเร่งด่วนมากที่สุด จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ที่เราเห็นในปัจจุบัน เราจะเห็นว่ามีหลายฝ่ายหลายคนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่ปลอดภัย แต่ว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากเหตุการณ์นี้ ก็คือ “เด็กและเยาวชนในพื้นที่” จากสถานการณ์นี้ปัญหาเด็กและเยาวชนที่ได้รับผลกระทบตามมาหลาย ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการพัฒนาการศึกษา ซึ่งขาดความต่อเนื่อง อย่างที่เราจะได้เห็นว่า


ปัญหาที่ 1. คือ ปัจจุบันนี้เด็กในพื้นที่อ่านหนังสือไม่ได้ เขียนหนังสือก็ไม่ได้

ปัญหาที่ 2 ที่ตามมาก็คือเด็กกำพร้า ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ซึ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้นแต่ละปีแต่ละปี

ปัญหาที่ 3 ก็คือเรื่องของการที่เด็กและเยาวชนตกเป็นเครื่องมือของความรุนแรง จากสถานการณ์

ปัญหาที่ 4. ปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดกับเด็กและเยาวชน


เพราะฉะนั้นเราจะสังเกตเห็นได้ว่า เด็กและเยาวชนจะได้รับผลกระทบมากที่สุด สถานการณ์ในพื้นที่เราไม่รู้ว่าจะจบลงเมื่อไหร่ มันจะ 5 ปี 10 ปี หรือว่า 20 ปีข้างหน้า เราไม่สามารถที่จะรู้ได้ สถานการณ์อีก 10 ปีข้างหน้าหรือ 20 ปีข้างหน้าจะจบหรือเปล่า ไม่มีใครตอบได้ แต่ว่าอีก 10 ปี 20 ปีข้างหน้า ผู้ใหญ่ที่อยู่ ณ วันนี้ ต่อไปเขาก็จะหมดบทบาท เขาก็จะค่อย ๆ หายไปจากสังคมตรงนี้ แต่เด็กและเยาวชนที่อยู่ ณ วันนี้อีก 10 ปีข้างหน้า เขาจะเป็นผู้ใหญ่ ถามว่าเด็กในวันนี้ที่เราเห็นก็คือเต็มไปด้วยปัญหาที่เขาจะต้องเผชิญในแต่ละวัน ถามว่าแล้วอีก 10 ปีข้างหน้า เขาจะเป็นผู้ใหญ่ที่เข้มแข็งได้อย่างไร จะเป็นผู้ใหญ่ที่แข็งแกร่งได้อย่างไร ถ้าเขายังเผชิญปัญหา ที่เผชิญอยู่ทุกวันนี้ นี่คือมุมมอง เมื่อเด็กและเยาวชนประสบปัญหาจากตรงนี้มองย้อนกลับไปว่า แล้วเราจะพัฒนาอย่างไร

ครั้งแรกที่ตัวเองเรียนจบมาได้มีโอกาสสอนหนังสือที่อำเภอยะหา 7 ปีเต็ม ๆ เลยตั้งคำถามว่า ทำไมเด็กในพื้นที่ถึงสอบแข่งขันกับคนอื่นไม่ค่อยได้ ทำไมเด็กไม่ค่อยมีความมั่นใจในตัวเอง ทำไมสอบแข่งขันกับใครไม่ค่อยได้เท่าไหร่ จนกระทั่งตัวเองได้มีโอกาสสอนหนังสือก็เลยได้ใช้วิธีการในการสอน โดยใช้สื่อและเทคนิคใหม่ ๆ เช่น ไมค์ลอยในโรงเรียน.ซึ่งเป็นโรงเรียนปอเนาะ เป็นไมค์ลอยที่ไม่มีใครใช้ มันเก่ามากแทบจะไม่มีใครใช้ เลยเอาไมค์ลอยตัวนั้นใช้ในการสอน ให้เด็กหัดใช้ ครั้งแรกที่เขาใช้เขาเกร็ง แต่พอนาน ๆ เข้าใช้ไมค์ทุกวันทุกวัน เขาชินกับมัน แล้วก็ใช้วิธีการอื่นอีก จนเราได้มองว่าเด็กบ้านเรา จริง ๆ แล้วเขาก็มีศักยภาพในตัวเองมากพอ ก็เลยเริ่มมองเห็นว่าจริง ๆ แล้วปัญหาของเรื่องก็คือ อยู่ที่ “โอกาส” เขาไม่ได้รับโอกาสเหมือนกับเด็กที่อยู่ในเมือง ที่เรียนอยู่โรงเรียนดี ๆ ในเมือง ที่ได้รับการเอาใจใส่จากภาครัฐ เลยเป็นสิ่งที่ตัวเองมองว่ามันคือปัญหา จนกระทั่งเราได้มาสอนไปนานๆ 4-5 ปีเริ่มเห็นศักยภาพที่ในตัวเด็กมากขึ้น จนเริ่มรู้สึกว่าความหวังเริ่มมีแล้วในเด็กนักเรียน


จนกระทั่งตัวเองเปลี่ยนอาชีพ ได้มีโอกาสมาทำงานใหม่ก็คือเป็นพนักงานคุมประพฤติอยู่ที่ปัตตานีเริ่มตั้งแต่ ปี พ.ศ.2545 เป็นจุดเปลี่ยนที่ครั้งหนึ่งเราสอนเด็กนักเรียน เด็กใส ๆ ไม่มีปัญหามากมาย อย่างมากก็มีแค่ปัญหายาเสพติดในโรงเรียน จนกระทั่งทำงานตรงนี้ เด็กที่เราเจอคือเด็กที่กระทำความผิดมีตั้งแต่คดียาเสพติด จนถึงคดีโทรมหญิง แรก ๆ ก็เครียด เพราะว่าเราปรับตัวไม่ทันเท่าไหร่ ปัญหาโทรมหญิง ถามตัวเองมันมีปัญหานี้ในบ้านเราด้วยหรือ เด็กผู้ชายบ้านเราโทรมเด็กผู้หญิงมันผิดหลักศาสนา เป็นปัญหาที่รุนแรง แต่ปรากฏว่าเป็นปัญหาที่เด็กบ้านเราทำหรือ แล้วทุกครั้งที่ตัวเองจะต้องอ่านสำนวนที่เกี่ยวข้องกับคดีลักษณะแบบนี้ จะปวดหัว แต่จะไปตั้งหลักพอหายเครียดแล้วก็มาอ่านใหม่ นี่คืองานที่เราได้เจอ


ปี พ.ศ.2545 ที่ตนเองเริ่มทำงานที่สถานพินิจเป็นปีแรกที่เกิดเหตุการณ์สถานการณ์ เพราะฉะนั้นหลังจากที่สถานการณ์บวกกับงานที่เราทำก็เลยเริ่มมองปัญหาเด็กและเยาวชน ในพื้นที่เป็นปัญหาที่น่าเป็นห่วง เพราะสาเหตุของปัญหาก็คือปัญหาในเรื่องของ”การคิดไม่เป็น” ของเด็กในพื้นที่ การขาดการศึกษาที่ดี การขาดพัฒนาความคิดที่ดี เพราะฉะนั้นก็เลยคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่ควรจะได้รับการแก้ไขแล้วมองว่าคนที่มีบทบาทมากที่สุดในการที่จะแก้ปัญหาเด็กในพื้นที่ได้ก็คือสตรีที่อยู่ในพื้นที่เอง ไม่มีใครสามารถที่จะช่วยแก้ปัญหาเด็กในพื้นที่ได้ นอกจากผู้หญิงที่อยู่ในพื้นที่ตรงนั้น หลังจากที่ตัวเองได้มองเห็นปัญหาและวันหนึ่งได้มีโอกาสไปสอนหนังสือที่ วิทยาลัยชุมชนปัตตานี ซึ่งสอนเป็นชั้นประถม นักศึกษาที่เรียนมีตั้งแต่อายุ 18 จนถึงอายุ 60 เป็นชาวบ้านธรรมดา ที่เราสอนส่วนใหญ่จะเป็นแม่บ้าน ถามว่าทำไมถึงมาเรียน ทั้ง ๆ ที่อายุมากขนาดนี้ สิ่งที่ได้รับคำตอบจากนักศึกษาก็คือ จะเอาไปสอนลูก มันเป็นการแก้ปัญหาที่ถูกต้องแล้ว เรามาถูกทางแล้วเราคิดถูกที่มาสอน วันนี้มองว่าหน้าที่สำคัญอย่างหนึ่งนอกจากงานในสถานพินิจแล้ว การสอนหนังสือที่วิทยาลัยชุมชนถือว่าเป็นงานสำคัญ อย่างหนึ่ง เพราะว่ามันคือแนวทางสำคัญที่จะพัฒนากระบวนการคิดให้แม่สู่ลูก จากผู้หญิงไปสู่เด็ก แล้วก็ถ้าเกิดว่าวิทยาลัยชุมชนยืนยันว่าจะไม่ให้ค่าจ้างอะไรก็จะยังสอนต่อไป




อาดีละฮ์ ปาทาน

หนึ่งในห้าสิบเสียงผู้หญิง


ดิฉันเป็นคนในพื้นที่ที่อยู่ไกล ไม่ทราบว่าทางฝ่ายทำหนังสือไปขุดคุ้ยมาได้อย่างไร ไม่เคยขึ้นเวทีใหญ่ ๆ เป็นคนที่พูดไม่ค่อยเก่ง พูดเก่งแต่พูดเวทีใหญ่ ๆ มันจะสั่น ขอขอบคุณฝ่ายประสานงานฝ่ายจัดทำหนังสือที่ให้เกียรติกับดิฉันได้มีโอกาสมานั่งอาคารจุฬานฤมิตแห่งนี้ ไม่เคยทราบมาก่อนว่ามีอยู่ในประเทศไทย เปลี่ยนคนชนบทคนพื้นบ้านได้มารู้จักสถานศึกษาที่ใหญ่ที่สุดที่ติดอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย ขอบคุณมากค่ะ ภูมิใจที่หนังสือชื่อ “ฝนกลางไฟ” เพราะว่าฝนเป็นน้ำที่หยดมาจากฟ้า ทำให้ความชุ่มช่ำที่แตกร้าวที่แห้งแล้ง สามารถที่จะทำให้ต้นไม้เจริญงอกงามจากที่ตายไปแล้วได้ คำว่าฝน เรียกว่า อุระกุมัสฮ์ ในภาษาอาหรับ เป็นความโปรดปรานจากพระผู้เป็นเจ้า ฝนคือ อุระกุมัสฮ์ เพราะฉะนั้นการตั้งชื่อหนังสือดีมาก ๆ ขอชมเชย ที่จริงตนเองไม่ได้จบด้านศาสนา เรียนศาสนามาแต่ไม่จบสูง พอเอาตัวรอดได้ จริง ๆ แล้วจบ มสธ. แต่ว่า ทำไมถึงมาทำงานด้านนี้ ต้องยกความดีให้สามี เพราะเป็นคนผลักดันที่อยู่เบื้องหลัง เพราะว่าเป็นคนที่ชอบเลี้ยงเด็ก ลูกคนอื่น เพราะว่าลูกตัวเองก็โตหมดแล้ว ตอนที่เปิดสอนอัลกุรอานนั้น ลูกยังเล็กอยู่ก็อยากให้ลูกมีเพื่อน อยู่เฉย ๆ ไม่รู้จะทำอะไรเมื่อมีลูกแล้วก็ออกมาสอนลูกตนเองแล้วก็สอนเด็ก ๆ ใกล้บ้าน การพัฒนาเด็กเล็ก ๆ ให้รู้จักความรับผิดชอบ ให้รู้จักการใช้ชีวิตในสังคมต่อไปเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุด


อันดับแรกที่เราจะให้กับเด็กได้คือ “อิสลาม” เพราะเด็กที่ได้รับอิสลามจะเป็นคนที่จิตใจอ่อนโยนเราตัดไปเลยนะคะไอ้พวกที่ก่อการ เรามองว่าอีกไม่กี่สิบปีพวกนี้อาจจะตายไปหมดแล้ว เราจะมาสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดที่ดี มีจิตใจที่สะอาด คำสอนอัลกุรอานเป็นคำสอนของพระผู้เป็นเจ้า คิดว่าพ่อแม่คนที่เป็นมุสลิมก็สามารถสอนเองได้ สอนให้อ่านได้ แต่ทำไมถึงมาส่งให้เรียนกับดิฉัน นั่นเป็นเพราะว่าเขาต้องการบรรยากาศ เด็ก ๆ เวลาเรียนที่บ้านมักจะขี้เกียจ แต่ว่ามานั่งเรียนมีบรรยากาศที่อบอุ่น มีเพื่อน ๆ เด็กจะตั้งใจเรียน คนแถวบ้านจะเรียกดิฉันว่า “อุมมี” แปลว่า แม่ของฉัน เป็นคำที่ดิฉันภูมิใจมาก ๆ พ่อแม่เด็กมักจะถามว่า “อุมมี..ทำอย่างไรถึงทำให้ลูกเขาหลังจากกลับจากเลิกเรียนจากโรงเรียนสามัญแล้ว รีบอาบน้ำแต่งตัวเพื่อที่จะมาเรียนอัลกุรอานกับอุมมี” อุมมีบอกว่าอุมมีไม่ใช่คนเก่งแต่ที่ทำได้เพราะรักเขา อุมมีรักเด็ก สิ่งเลวร้ายรอบตัวที่มาทุกวัน เขาอาจจะเจอกับเหตุการณ์ต่าง ๆ เด็กนั่งเรียนอยู่ดี ๆ ก็มีระเบิดมาระเบิดหน้าโรงเรียน เด็กก็หวาดผวา ตกใจมากเลย ตอนนั้นมาเล่าเป็นตุเป็นตะ นี่คือเด็กจะรักเรา เด็กอยู่ในเหตุการณ์อยู่ท่ามกลางเสียงระเบิด แต่ว่าเด็กมีจิตใจที่เข้มแข็ง นอกจากสอนวิธีการอ่านอัลกุรอานแล้ว ก็จะพยายามบอกความหมายเมื่อถึงบทที่เด็กอ่านอยู่ เราก็จะบอกตรงนั้น แล้วก็มีการสอนว่ามนุษย์เป็นอย่างไร โดยเฉพาะให้เด็ก ๆ รู้จักว่า การพฤติกรรมของเราจะถูกบันทึกตลอดเวลา เพราะฉะนั้นลูก ๆ จะต้องทำในสิ่งที่ดีที่สุด มีวีดีโอ มีอะไรที่สามารถอัดได้ เราสามารถดูย้อนหลังได้ เพราะฉะนั้นในวันอาคีเราะห์ หมายถึงวันที่เราตายไปแล้ว วีดีโออันนั้นจะเปิดให้เราดู จะเห็นพฤติกรรมที่เราทำออกไป เด็ก ๆ ก็จะนึกว่าใช่ นี่คือความจริงเด็ก ๆ ก็จะไม่กล้าทำผิด ไม่กล้าที่จะทำบาป


ดิฉันพูดในฐานะของคนที่ศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้า เพราะฉะนั้นการทำงานทุกอย่างจึงทำเพื่อพระผู้เป็นเจ้าโดยที่ไม่หวังผลตอบแทน แล้วทุกครั้งที่ละหมาด สอนเด็กละหมาดร่วมกัน หลังจากนั้นก็จะมีการบรรยาย นั่นคือการสั่งสอนการทำดีทำชั่ว เป็นอย่างไร จะได้รับผลดีจากการกระทำของเราอย่างไร ทั้งโลกนี้และโลกหน้า เรามีความเชื่อว่า วันอาคีเราะห์ คือวันโลกหน้า เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้เห็นผลตอบแทนในวันโลกนี้ เขาก็เชื่อว่าเขาจะต้องได้เห็นได้รับผลตอบแทนในวันโลกหน้า เมื่อเด็กรู้จักรับผิดชอบต่อตนเอง ก็จะให้เด็กรับผิดชอบต่อสังคมรอบข้างด้วย เป็นต้นว่า เราจะทำอย่างไรที่จะช่วยเหลือเพื่อน ๆ เพื่อให้เด็กรักสังคม รักเพื่อน ๆ ก็เลยมีการจัดอาหาร ให้ทุกคนนำอาหารมาจากบ้าน จะมีเดือนพิเศษ หมายถึง วันที่ 15 ของเดือน........จะจัดงานกัน เด็กจะนำอาหารมาจากบ้าน จะดูเด็กว่าเด็กจะรักเพื่อนไหม ไม่ได้บอกอะไรนะ ปรากฏว่าเด็ก ๆ ก็จะชวนกันว่า กินสิ กินสิ เธอเอาข้าวมาไหม ถ้าไม่เอามาเอาของเราสิ ภูมิใจมาก จะมีเด็กคนหนึ่งมาเรียนจะเคลื่อนไหวไม่ได้ จะนั่งแต่ที่เดิม วันนั้นเกิดสุริยุปราคา อุ้มกันออกไปดูสุริยุปราคา เขาบอกเห็นครั้งแรกในชีวิต เขาบอกไม่เคยเห็นเลย ภูมิใจมาก ๆ เราต้องสอนว่าเกิดอะไรขึ้นทำไมเกิดสุริยุปราคา จะโยงให้เห็นว่าพระผู้เป็นเจ้าก็คือการสอนศาสนาให้เขาซึมซับไปในตัว ที่บ้านจะมีเด็กออทิสติก 3 คนที่มาเรียนอัลกุรอาน ตอนนั้นเป็นโรคที่ไม่รู้จักว่าขั้นตอนการรักษาเป็นอย่างไร เด็กคนหนึ่งสามารถอ่านจบเล่มเป็นออทิสติก ตอนนี้กำลังเรียน ปวส. ปี 1 ขอขอบคุณพระผู้เป็นเจ้าที่สามารถทำให้สามารถบำบัดเด็กผู้ชายคนนี้ พ่อแม่เขาขอบคุณมาก ๆ เลยนะคะ สุดท้ายขอขอบคุณฝ่ายจัดทำหนังสือและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และทุกท่านค่ะ


ชิดชนก ราฮีมมูรา

หนึ่งในห้าสิบเสียงผู้หญิง


อยากพูดในฐานะที่เป็นคนกรุงเทพแต่เดิมก็เป็นไทยพุทธมาก่อน แล้วมาทำงานภาคใต้ ไม่ได้มีสำนึกของคนในพื้นที่ แต่เข้าใจว่าเขาคิดอย่างไร แม้อาจจะไม่ลึกซึ้ง อยู่ที่ปัตตานีมา 17-18 ปีแล้ว จะฉายภาพว่าตั้งแต่เริ่มต้นถึงวันนี้เห็นอะไรบ้าง ตอนที่มาใหม่ๆ ปัญหาไม่มากขนาดนี้ ชีวิตสงบสุขดี แต่วันนี้ยิ่งเรียนรู้มากขึ้น ยิ่งทำงานมากขึ้น รู้สึกว่าเราไม่รู้ปัญหาเลยจริง ๆ เหมือนกับยิ่งเรียนรู้มากขึ้น กลับไม่รู้จริง ๆ ว่าปัญหาคืออะไร เพราะมันมากมายไม่รู้จะหาทางออกอย่างไร

เริ่มต้น ตอนที่ดิฉันอยู่กรุงเทพ เรียนอยู่โรงเรียนสายน้ำผึ้ง รู้จักปัตตานีครั้งแรกจากหนังสือประกอบการเรียนการสอนเรื่อง “ปุลากง” พระเอกเป็นตำรวจ นางเอกเป็นพยาบาล โจรใต้เป็นผู้ร้าย ตอนนั้นอยู่ มศ. 5 จำได้ พอไปเรียนอังกฤษเจอสามีคืออาจารย์พีรยศ พอดีตอนนั้นกำลังจะกลับ เขาไปทำปีสุดท้ายที่กำลังจะจบ บังเอิญเจอกัน เขาเล่าเรื่องปัตตานี เล่าแบบมีรสชาติมากเลย รู้สึกว่ารุนแรงมากเลย เรามีพ่อเป็นทหารไทยพุทธ แล้วครอบครัวรับใช้ราชสำนักมา คิดแล้วกันว่ามันตรงกันข้ามขนาดไหน เรารู้สึกว่าทำไมมันถึงได้ฝังใจเจ็บแค้นนักกับเรื่องเหล่านี้ จนกระทั่งมาช่วยเขาทำเกี่ยวกับเรื่องกฎหมายอิสลามของเชค อาหมัด ก็เรียนรู้ไปเรื่อย ๆ จากตรงนั้น พอกลับมาจะทะเลาะกันทุกเรื่อง ตัวเองเป็นคนชอบการเมืองตั้งแต่เด็ก ๆ เพราะย่าเป็นรองประธานสหภาพแรงงานยาสูบ ตอนที่คุณพ่อและคุณย่าเสีย ก็ถูกยกให้เป็นลูกบุญธรรมของมหาดเล็ก ทหารราชองครักษ์ด้วย เลยเติบโตมากับสายทหารตั้งแต่เด็ก ๆ เป็นความเคยชินต่อเรื่องการทหารตั้งแต่เด็ก เพราะคุณย่าถ่ายทอดมาตลอด


พอมาปัตตานีรู้สึกว่าชีวิตเป็นการบังเอิญมาก ๆ ปรากฏว่าเรามาอยู่พื้นที่ปัตตานี เราเหมือนอยู่ต่างประเทศเลย เพราะเขาไม่พูดไทยเลย ตอนนั้นคนมาลายูพูดไทยได้น้อยมากเลย ตอนที่มาใหม่ ๆ เหมือนอยู่ต่างประเทศ แต่เราก็ชอบนะ เราไม่ได้ต่อต้านอะไร เพราะเราไม่ได้รับรู้เรื่องราวความเป็นอคติอะไรมากมาย แต่อาจารย์เขาเล่าถึงประวัติศาสตร์ เป็นความบังเอิญว่าชีวิตจะต้องมาเจอกับพวกของขบวนการแบ่งแยกดินแดนมาโดยตลอด อาจารย์ยศได้รับเชิญไปพูดที่มาเลเซีย แต่วันนั้นไปเราไม่รู้ว่างานมันเลื่อน รัฐมนตรีท่านหนึ่งของรัฐบาลอัมโน เชิญไปพบที่สำนักนายกรัฐมนตรี ท่านก็เชิญ “สะมะแอ ท่าน้ำ” มาให้พบ (หะยีสะมะแอ ท่าน้ำ : ผบ.กองกำลังติดอาวุธขบวนการพูโล) คือตอนนั้นสำหรับตัวเองแล้วรู้เรื่องราวมาว่า ตอนนั้นพูโลกำลังเข้มแข็งมาก “สะมะแอ ท่าน้ำ”คือผู้บัญชาการกองกำลัง เราตื่นเต้นมาก มากกว่าการที่เราไปองค์กรนาโตอีก เหตุผลที่เขาเชิญมาพบ เพราะเห็นว่าเราสนใจเรื่องนี้ ก็เชิญมาพูดคุย เสร็จแล้ว สะมะแอ ท่าน้ำ เขาพาเราไปที่กัมปงปีแซ เราก็ได้เห็นสมาชิกพูโลเต็มไปหมด ตอนนั้นมีการปราศรัยกัน เสร็จแล้วไปเจอเด็กผู้หญิงข้างๆ นั่งกันเต็มหมด อายุ 17-18 ปี ถามว่ามาจากไหน เขาบอกว่าหนูอยู่หลัง มอ.เองค่ะ เพราะว่าสามีของหนูเป็นสมาชิกพูโล หนูก็มาอยู่ด้วย เพราะว่าเป็นสมาชิกพูโลแล้วจะได้สิทธิพิเศษเรื่องที่ทำกิน เพราะว่ารัฐบาลช่วย แล้วก็ได้เรียนฟรี สามีหนูรับจ้างก่อวินาศกรรมด้วย บางทีก็ไม่เกี่ยวกับขบวนการ แต่นักการเมืองที่รู้จัก เขาจ้างไปก่อวินาศกรรมทำลายฝ่ายตรงข้าม ตอนนั้นเลือกตั้ง อบต. เราถึงได้เห็นความจริงจากเรื่องจริงไม่ได้จากหนังสือว่า จริง ๆ สิ่งที่ขบวนการทำ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับขบวนการแต่เขารับจ้างเป็นรายได้พิเศษต่างหาก แต่ว่าฝีมือเป็นฝีมือเดียวกัน มันก็ถูกเหมารวมว่ามันก็คือขบวนการทำ เราเลยเริ่มรู้ปัญหาเหล่านี้จากสิ่งที่เห็น แล้วเราก็ได้เห็นว่า ขบวนการสัมพันธ์กับรัฐบาล ที่สัมพันธ์กับรัฐบาล ไม่ใช่เพราะรัฐบาลเพียงแต่ว่าคนในรัฐบาลมีบรรพบุรุษที่เป็นนักต่อสู้ในจังหวัดชายแดนภาคใต้มาก่อน ถึงได้เห็นถึงความเชื่อมโยง เสร็จแล้ว เรามาอ่านรายงานข่าวของทหารเลยรู้สึกว่า ทหารเขียนข่าวเลื่อนลอยมากเลย ข้อเท็จจริงลึกกว่านั้นเยอะ เพราะว่าทหารไม่ได้เข้าลึกขนาดนั้น ถึงได้เห็นว่า มันมีปัญหาที่ซับซ้อน ที่การข่าวไทย หรือการแก้ไขปัญหา หรือพวกที่ทำงานด้านนี้ ไม่ลึกพอที่จะเห็นสิ่งเหล่านั้น

รวมทั้งตอนที่เรากลับมา เราก็ไม่รู้หรอกว่าสันติบาลเป็นอย่างไร เพราะตอนนั้นเรากำลังสนุก เพราะเราไม่รู้ว่ามันน่ากลัวขนาดไหน เพราะเราไม่ใช่คนพื้นที่ วันที่ สะมะแอ ท่าน้ำ มาส่ง เขาก็กอดกับอาจารย์พีรยศแล้วเขาร้องไห้ เขาบอกว่าอยากกลับแผ่นดินเกิดแต่เขากลับไม่ได้ เขาฝากให้ดูแลสังคมจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย เราก็เห็นน้ำตาของลูกผู้ชายไหล ภรรยาเขาก็มาส่ง แล้วภรรยาเขาติดเข็มกลัดเพชร ภปร. เราถามว่าได้เข็มกลัดเพชรนี้มาจากไหน เขาบอกว่าแบยากูแดให้มา เราก็ยิ่งงงใหญ่เลยเพราะมันมีความลับอะไรมากมาย นั่นคือจุดเริ่มต้น ที่หันมาศึกษาเรื่องนี้

พอมาทำงาน ไม่ทราบว่าจะเป็นความบังเอิญหรือเปล่า จะมีเด็กในมหาวิทยาลัยที่เรารู้จัก วัยรุ่น อาจจะคนโน้นคนนี้แนะนำมา มาขอความช่วยเหลือว่า มาถึงระยะปัจจุบันพอเกิดเหตุการณ์ปล้นปืน ไปบรรยายที่มหาวิทยาลัยก็เจอประธานเบอซาตูร์ ท่านก็พูดไปเหมือนจะร้องไห้ ตอนนั้นมันมีไฟใต้เกิดขึ้น ท่านก็ให้หนังสือเล่มหนึ่งเป็นรัฐธรรมนูญเบอร์ซาตูร์ นี่เป็นอนุสรณ์ความทรงจำถึงความพยายามจะให้เกิดการมีรัฐปัตตานี แต่ว่ามันเป็นแค่ความฝัน ก็อยากให้เรา รัฐธรรมนูญฉบับนี้มันเหลือเล่มสุดท้ายแล้ว แล้วก็บอกว่า จริง ๆ แล้วการแบ่งแยกดินแดนมันเป็นความฝัน และเป็นความจริงไม่ได้ในโลกปัจจุบัน ลุงก็แก่เกินไปที่จะอยู่ดูโลก แต่เป็นห่วงว่าไฟใต้มันกำลังถูกเคลื่อนไปเรื่อย ๆ ซึ่ง ไม่ใช่ขบวนการในอดีตเลย มันกำลังจะโหมไหม้ภาคใต้ แล้วยังไม่รู้จะหาทางออกอย่างไร


มันมีการแก้ไขปัญหาในระดับนโยบายเยอะมาก เคยมีการประสานให้กลุ่มที่เป็นต้นคิดเผยแพร่แนวคิดค่านิยมหรือการต่อสู้มาพบกัน เขาทำโครงการเสร็จแล้ว ผลปรากฏว่ามีคำตอบจากเลขานายกซึ่งเป็นทหาร เขาบอกว่าอาจารย์โครงการนี้คงต้องยกเลิก เพราะทหารบอกว่าถ้ามันยุติแล้ว กอ.รมน. ที่อยู่ชายแดนเยอะแยะจะทำอะไรกิน เรารู้สึกว่า ปัญหามันขนาดนี้เลยหรือ อันนี้คือรัฐบาลชุดก่อน พอมาเจอกับปัจจุบันก็ยิ่งรู้สึกผิดหวังมากเลยว่า สิ่งที่เราเคยคิดว่ามันมีหนทาง มันยิ่งมองไม่เห็นหนทางเข้าไปใหญ่เลย เพราะวันที่ประชุมพรรค ท่านรองนายกพูดกับสมาชิกพรรคว่า ให้ชะลอไปก่อนไม่อยากทะเลาะตอนนี้ มันก็มีความหมดหวังสำหรับเราที่เดินมาไกลในระดับนโยบาย ว่าไม่มีใครรักแผ่นดินนี้จริง ๆ นอกจากคนในพื้นที่ คนตายทุกวันแต่คุณเอาแต่ประสานกับทหาร คุณรักษาเสถียรภาพรัฐบาล ทำลายพรรคในอนาคตด้วย คนตายทุกวัน มีการทะเลาะกันเรื่องงบประมาณ มีการชะลอโครงการเยอะแยะมากมาย เราเองก็อยู่กับพรรคการเมืองนี้มา เพราะสามีเข้าพรรคการเมือง แต่เรารู้สึกว่าไม่มีหนทางแล้ว ทางออกทางการเมืองก็ไม่ใช่แล้ว เพราะเราเห็นเขาทะเลาะกันตลอดเวลา ไม่มีโครงการดี ๆ ที่จะแก้ปัญหา แต่ถ้าเสียประโยชน์เมื่อไหร่ เขาพร้อมที่จะเอาความมั่นคงของตนเองเป็นหลัก


เรามีการปรึกษาหารือกับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ บอกว่าไม่จำเป็นต้องรอรัฐบาลแล้ว คนในพื้นที่ต้องร่วมมือกันต้องสามัคคีกัน ต้องช่วยกันต่อสู้แล้วล่ะ ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลเป็นใครก็แล้วแต่ ต้องหันหน้าเข้ามาแล้ว เพราะว่าเราคงไม่มีรัฐบาลที่ดีอีกแล้ว ตอนนี้รู้สึกอย่างนี้จริง ๆ จนกระทั่งมาเจอเด็กนักศึกษา ที่เคยอยู่ในขบวนการหลายคน เขาไม่มีทุนเรียนหนังสือ ขัดสนจริง ๆ เราไปขออัตราจ้างงาน 4,500 บาท ที่เขาถือครองกันไว้ อย่างที่พี่ผู้หญิงพูดเมื่อกี้ ที่ดีก็มี เขาเรียกเด็กมาพบบอกว่ามีโครงการจ้างงาน 4,500 บาทจ่ายไป ไม่เกิดประโยชน์ แต่จะผันโครงการจ้างงาน 4,500 บาท คือทุนการศึกษาแก่เด็กเหล่านี้ ส่งเด็กเหล่านี้จบปริญญาตรีไป 3-4 คนแล้ว พูดอย่างเดียวว่า ไม่มีข้อผูกพัน ไม่มีพันธะ แล้วไม่ต้องมาหาเขา ไม่ต้องมาให้เจอ เรียนจนจบ ขอให้เป็นพลเมืองที่ดี ขอให้รู้ว่าข้าราชการที่ดี ๆ อยากเห็นความสงบสุขก็มีมากมาย อย่ามองว่าเราเป็นแค่เครื่องแบบ แล้วโครงการ 4,500 บาท ก็ผันมาให้ทุนนักศึกษาตั้งหลายคน แต่นักศึกษาก็ไม่ได้พูดว่าทุนมาจากไหน เพราะเด็กเขากลัวผลกระทบ


เล่ามานี่อยากจะบอกให้รู้ว่า คนดี ๆ ในสังคมมีอีกเยอะแยะ ไม่ใช่แค่ข้าง 2 ข้าง ระหว่างขบวนการกับเจ้าหน้าที่รัฐ จริง ๆ แล้ว ความเมตตามีอยู่ทุกหนทุกแห่ง มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งยังจำได้ถึงทุกวันนี้ เขาลาออกตอนอยู่ ม.2 แล้วไปอยู่ในขบวนการแต่ เพื่อน ๆ เขาจะจบปริญญาตรีแล้ว เขาก็สำนึกได้ว่า เขามีชีวิตแบบไม่มีอะไรเลย เขาเป็นลูกกำพร้าอยู่กับป้าที่พิการ เด็กขาดความอบอุ่น พอมีอะไรชักจูงไปเด็กก็เหมือนกับว่ามันมีความอบอุ่น จนกระทั่งชีวิตมันไม่มีอะไรดี เพื่อนที่เป็นนักศึกษาของคณะรัฐศาสตร์ พามาพบบอกว่าอาจารย์ ช่วยเด็กคนนี้หน่อย เขาอายุ 27 แล้ว เราให้ทุนเขาไป 3,000 บาท ไปสมัครเรียน กศน. ระหว่างที่เรียนถูกจับด้วย พรก. ฉุกเฉิน 3 รอบ เราถามว่าในเมื่อเขาคลีนตัวเอง(รายงานตัว)แล้ว ทำไมเขาถึงถูกจับอีก ทหารบอกว่าผมใช้ข้อมูลของรุ่นพี่ ก็วุ่นอยู่อย่างนี้ 3 รอบ จนกระทั่ง รู้สึกว่าจะไม่ให้ผุดให้เกิดเลยหรือไงนี่ ท้ายที่สุดก็พาไปพบกับหัวหน้ากรองข่าว บอกว่าช่วยคลีน(ชำระ)ประวัติของเด็กคนนี้ที จนกระทั่งเด็กคนนี้เรียนที่รามคำแหงแล้ว ก็ใช้โครงการ 4,500 บาท ส่งเด็กคนนี้เรียนรามคำแหง เขาแต่งงานตอนนี้ทำงานที่การไฟฟ้านราธิวาส เป็นธุรการ แล้วเขาก็แต่งงาน เมียท้องแก้ 8 เดือนแล้วถูกจับอีก ก็ไปอยู่ในค่ายอิงคยุทธอีก เมียไปอยู่ด้วย ในเมื่อผัวฉันเป็นผู้ร้าย ฉันก็จะเป็นผู้ร้ายด้วย เขาก็ต้องไปเอาตัวออกมาจนกระทั่งคลอด มีลูกแล้วคงจะสงบแล้ว แล้ววันที่เขาไปเฝ้าภรรยาคลอดที่โรงพยาบาล เขาโทรมา เขาบอกว่า “อาจารย์ครับ ตอนนี้ผมเห็นหน้าลูกแล้วนะ ผมรู้สึกว่าชีวิตผมไม่ว้าเหว่อีกแล้ว ผมมีกำลังใจที่จะอยู่เพี่อลูกผม เพื่อครอบครัว” เรารู้สึกว่า การให้โอกาสคนสามารถทำให้คนที่มันอยู่ในวังวนของอะไรก็ไม่รู้ ด้วยเจตนาถูกหลอกใช้หรืออะไรก็แล้วแต่ เขาได้มีชีวิตใหม่ นี่คือตัวอย่างหนึ่ง อาจมีอีกเยอะแยะมากมายก็ได้ อยากจะให้เห็นว่าในความขัดแย้งในความเกลียดชัง บางครั้งความเมตตาซึ่งคนเราไม่เคยรู้จักกันเลย มันก็สร้างความผูกพันได้ มันเป็นกระจกไม่ใช่กำแพง ก็อยากจะให้เกิดความสามัคคี


 



 


กุลธิดา สามะพุทธิ

นักเขียน


ปกติเป็นนักข่าวสายสิ่งแวดล้อม ทำข่าวสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด คุณบุ๋มเป็นคนชวนมาทำงานนี้ ก็รับทันที เพราะว่าสนใจเรื่องภาคใต้ แต่ไม่มีโอกาสที่จะเข้าไปทำ การที่เริ่มต้นงานด้วยการพูดคุย สัมภาษณ์ กับคนที่น่าสนใจ เป็นเหมือนการเปิดประตูสู่ในเรื่องภาคใต้ของคนที่ทำแต่ข่าวสิ่งแวดล้อม ในกรุงเทพและที่อื่น ๆ เพราะตอนหลัง ๆ ภาคใต้ก็การลงไปทำข่าวก็ลำบาก ถ้าไม่ใช่นักข่าวในพื้นที่ เป็นงานที่มีความสุขมากก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ เพราะว่า เรื่องราวที่ได้รับรู้จากผู้หญิงทั้ง 10 คนที่ไปสัมภาษณ์ เป็นเรื่องราวที่น่าประทับใจมาก ทำให้รู้สึกว่าตัวเองอยากจะทำอะไรด้วยแรงบันดาลใจ ที่จะทำงานให้ได้ดีเหมือนพวกเขา เวลาที่ตัวเองมีปัญหาซึ่งเล็กน้อยมาก เมื่อเทียบกับงานที่อาจารย์ชิดชนก หรือว่า คุณปาตีเมาะ หรือว่าพี่อำไพ ก็เห็นว่าปัญหาที่ตัวเองเจอในการทำงานและชีวิตส่วนตัวเป็นเรื่องเล็ก แล้วก็ได้แรงบันดาลใจอย่างที่บอก ส่วนการเขียนหรือว่าการทำงานไม่ได้มีปัญหาอะไรมากเพราะปกติก็อยู่กับงานสัมภาษณ์และงานเขียนอยู่แล้ว


สุพัตรา ศรีปัจฉิม

นักเขียน


อย่างที่กุลบอกก่อนที่จะลงพื้นที่ บุ๋มได้มีโอกาสคุยกับพี่สุย (ราณี หัสสรังสี)ก่อนหน้านี้ คือเราก็คุยงานนี้มาเป็นปี กว่าจะได้ทำงานนี้ จริง ๆ บุ๋มลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มา 3-4 ครั้งแล้ว ครั้งนี้ที่ไปมาล่าสุดเป็นครั้งที่รู้สึกว่าตัวเองได้อะไรเยอะ เพราะก่อนหน้านี้ บุ๋มก็ทำข่าวสิ่งแวดล้อมเหมือนกัน ก็จะลงไปคุยเรื่องประเด็นสิ่งแวดล้อม เคยเขียนเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องสวนดุซง ที่เคยได้รับรางวัลโลกสีเขียวมา พอลงไปครั้งนี้มีโอกาสได้ไปคุยกับชาวบ้าน โดยเฉพาะผู้หญิงคือมีหลายสิ่งหลายอย่างมากที่ทำให้รู้สึกว่า ครั้งนี้เราได้ลงมาถึงภาคใต้จริง ๆ มา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จริง ๆ ทุกคนสะท้อนปัญหา มีทั้งเรื่องของปัญหา มีทั้งความสุข มีทั้งความหวัง คือมันเหมาะจริง ๆ ที่หนังสือเล่มนี้ใช้ชื่อว่า “ฝนกลางไฟ” เป็นอย่างนั้นจริง ๆ

หลาย ๆ คนที่ไปคุย มีคำถามอยู่คำถามหนึ่งในช่วงที่ลงไปรู้สึกสับสนในตัวเองด้วยเหมือนกัน เพราะจากที่เราไปคุย เรารู้สึกว่าเราลงมาทำอะไรที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะเราได้เห็นในสิ่งที่เราไม่เคยเห็น บางคนเราไปนั่งคุยด้วย เขาร้องไห้ตั้งแต่เรานั่งแล้ว ถามคำถามแรกมีเรื่องสะเทือนใจหลายอย่าง เขาสูญเสียสามีจากเหตุการณ์ จนจบ ตอนนั้นเรารู้สึกว่าเราทำผิดไปหรือเปล่า มาตอกย้ำอะไร แต่ก็รู้สึกดีใจว่าเราคุยจบ พี่เขาบอกดีใจมากที่ได้คุยกับบุ๋ม เหมือนกับว่าเราเป็นเหมือนเพื่อนคนหนึ่งที่สละเวลามารับฟังความรู้สึกของเขา เพราะปกติเรื่องอย่างนี้ เขาบอกว่าไม่ได้ไปคุยในที่สาธารณะต่าง ๆ มากมายด้วยเข้าใจว่าหลาย ๆ คนก็ประสบปัญหาอย่างเขาเหมือนกัน พอเราไปนั่งฟังเขาบอกว่าดีใจที่เรามีโอกาสได้รับฟัง ดีใจที่เขามีโอกาสได้ระบายสิ่งต่างๆ


สิ่งนี้ทำให้เรารู้สึกว่า เรามา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ครั้งนี้ เรามาถูกทาง รู้สึกว่าเราได้ช่วยด้วย มีหลาย ๆ เสียงที่ได้ยินแล้วแตกต่างจากครั้งก่อนที่ลงไป เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ ช่วงหลังๆชาวบ้านจะมีความรู้สึกกับเจ้าหน้าที่ดีขึ้น เมื่อก่อน 3-4 ปีที่ลงไปยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ ช่วงหลังเขาจะพูดถึงเจ้าหน้าที่ที่ลงไปปฏิบัติงานดีขึ้น อันนี้เป็นมุมมองหนึ่งที่ได้มา มีหลาย ๆ เรื่องประทับใจที่หนึ่งที่ชุมชนตาคลี ที่ ยะหา ตอนที่เข้าไปรู้สึกว่าที่อำเภอยะหายังถูกประกาศเป็นพื้นที่เคอฟิวส์อยู่ เวลาจะผ่านเข้าออกต้องใช้ความระมัดระวังเหมือนกัน แต่พอเข้าไปแล้วชุมชนที่นั่นน่าอยู่มากค่ะ จะบอกว่าถ้าไม่มีเรื่องสถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ น่าอยู่มาก ไม่ใช่เฉพาะบุ๋มเป็นคนพูด ชาวบ้านในพื้นที่ก็พูดเหมือนกันว่าเป็นพื้นที่ที่น่าอยู่มาก ลองอ่านในหนังสือจะมีพวกนี้แทรกอยู่ ขึ้นหน้าปกเลยทีเดียว อย่างไรก็ยังอยากจะทำงานใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่


จิตต์ปภัสสร์ บัตรประโคน

นักเขียน


สิ่งที่ปลารู้สึกมาตลอดตั้งแต่ทำงานเรื่องจังหวัดภาคใต้ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 คือเรื่องของชีวิตและบทบาทของผู้หญิง จะเล่าสักเรื่องที่ทำให้ปลามีข้อคิดหรือว่าได้บทเรียนอะไรบางอย่าง ปลาต้องไปสัมภาษณ์ คุณณัฐกานต์ เต๊ะละ หรือว่า “ก๊ะนะ” ปลานัดแกวันอาทิตย์ ๆ ก๊ะนะบอกว่า ต้องไปช่วยงานที่ค่ายทหาร ช่วยลงทะเบียนคน เดี๋ยวก๊าดจะไปรับปลาที่บ้าน แล้วเราไปที่ค่ายทหารด้วยกัน ก๊ะนะไปรับปลาที่บ้าน แล้วไปที่ค่ายทหารตอนนั้น ก๊ะนะไปช่วยลงทะเบียน กรต. ทำงานตั้งแต่บ่ายจนถึงเย็น หลังจากนั้นก็กลับบ้าน ก๊ะนะอยู่ที่ตากใบ จากปัตตานีไปที่ตากใบ กว่าจะถึงบ้าน ก็เย็นมากเกือบจะค่ำ หลังจากนั้นเราก็ยังไม่ได้คุยกันอีก เพราะว่าก๊ะนะต้องทำกับข้าว แล้วยังมีตัวเล็กที่ต้องดูแลอีก กว่าจะกินข้าว ทำกับข้าว เวลาก็ 2 ทุ่มเข้าไปแล้ว ก็มีเวลาของครอบครัว เดี๋ยวต้องดูแลอาแบที่เป็นผู้ใหญ่ แล้วต้องดูแลเจ้าตัวเล็ก ตัวเล็กคือลูกสาวของก๊ะนะ เขาจะตื่นเต้นกับคนออแกบากอ ว่ามีพี่สาวจากกรุงเทพมาที่บ้าน แกก็จะพันแข้งพันขา ยังไม่ได้คุยจนไปถึงประมาณ 5 ทุ่ม คือทุกคนได้ดูทีวีแล้ว อาบน้ำแล้ว เข้านอนแล้ว ส่งทุกคนเข้าห้อง ถึงเป็นเวลาที่ปลาได้คุยกับก๊ะนะ แล้ว 5 ทุ่มไม่ใช่เวลาก๊ะนะไม่ต้องทำงานนะคะ บอกว่าปลาเราคุยไปด้วยนะ เดี๋ยวก๊ะทำงานไปด้วยนะ ก๊ะต้องนั่งเขียนเพื่อจะเบิกตังค์อะไรสักอย่าง เรานัดกันตั้งแต่บ่ายโมง จนถึง 5 ทุ่มเราได้คุยกันค่ะ คุยไปเรื่อย ๆ พอตี 2 เริ่มมีประเด็น แต่ว่าร่างกายจะไม่ไหว เราได้คุยกันจริง ๆ คือ 5 ทุ่ม ถึง ตี 2 ยังไม่หมดยังต้องคุยกันต่อ


จะเห็นได้ว่าการที่เราจะได้คุยกับผู้หญิงสักคนต้องใช้ความอดทนมาก มีภารกิจหน้าที่การงานมากมายกว่าเรา เวลาที่คุยกับผู้หญิงที่ปลาเล่าเมื่อวานนี้ว่า ผู้หญิงเขาจะเล่าเรื่องไปเรื่อย ๆ จะมีชีวิตชีวาของเขาในการเล่า เล่าวนไปซ้ายไปทีขวาไปที เราต้องคอยฟังเขาไปเรื่อย ๆ


ติชิลา พุทธสาระพันธ์

นักเขียน


ตอนแรกอาจจะเป็น 1 ใน 50 คนที่เขาจะสัมภาษณ์ จับพลัดจับผลูอย่างไรไม่รู้กลายมาเป็นคนเขียนเอง เขาบอกว่าสนใจไหม ก็บอกว่าน่าสนใจ เพราะว่าปกติทำงานข่าวใน 3 จังหวัดอยู่แล้ว สิ่งที่ต่างจากที่เคยทำก็คือ พอเราทำสถานการณ์เริ่มเยอะ เขาจะเคยชินกับความสูญเสียหรือเคยชินกับความรุนแรง หลาย ๆ คนในประเทศไทยที่มองดูข่าวสารจะเข้าใจว่า เขาจะมีความรู้สึกอย่างไรที่มอง 3 จังหวัด แต่ว่าเราได้ทำตรงนี้ในส่วนของชาวบ้านที่เป็นชาวบ้านธรรมดาที่เขาไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่ว่าวิถีชีวิตของเขาเปลี่ยนไป สถานการณ์ทำให้เราเห็นมุมมองอีกเยอะมากของสังคมใน 3 จังหวัด และผู้หญิงกลุ่มนี้ไม่เคยถูกนำมาถ่ายทอดให้สังคมได้รู้ว่า พวกเขารู้สึกอย่างไร มีความคิดเห็นอย่างไร หรือว่าพวกเขาได้รับผลกระทบอย่างไร แล้วพวกเขาอยากเรียกร้องให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างไร ก้อยเชื่อว่าหลาย ๆ ท่านที่ได้อ่านแล้วอาจจะเครียดด้วย ที่ได้มีการพูดคุยกับคนที่เราสัมภาษณ์ ทุกคนรู้สึกดี เพราะทุกคนรู้สึกว่าได้ระบาย รู้สึกดีใจที่เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเหลือ หรือว่าอาจจะเป็นช่องทางหนึ่งที่ผู้หญิง 50 คนได้เปิดเผยความเป็นตัวตนของเขากับคนภายนอก สิ่งหนึ่งที่คิดได้ว่าจริง ๆ งบประมาณหมื่นกว่าล้าน แสนกว่าล้าน อาจจะไม่มีผลเลยถ้าผู้หญิงไม่มีส่วนร่วม ผู้หญิงอาจจะช่วยเยียวยาได้ถ้าทุกคนร่วมใจ


วันดี สันติวุฒิเมธี

บรรณาธิการ


หลายเรื่อง เรารู้สึกว่ามันคือชีวิต แล้ว 50 เรื่องที่อยู่ในหนังสือ เป็นมุมหนึ่งของผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่มีชีวิตอยู่จริง ๆ ในสังคมภาคใต้นี้ ภาคใต้ที่เราเห็นแต่ความรุนแรง เห็นแต่ความตาย เห็นแต่เหตุการณ์ฆ่ากันรายวัน แต่ผู้หญิงเหล่านี้เขาต้องอยู่ เขาอยู่ตรงนั้นแล้วเขาอยู่อย่างไร ผู้หญิงที่อยู่ในหมู่บ้าน อยู่แบบไม่ใช่อยู่แบบเห็นแก่ตัวด้วย อยู่แบบอยากจะช่วยเหลือคนอื่น ทำหนังสือเล่มนี้รู้สึกได้กำลังใจ ขนาดเขาอยู่ในสังคมที่จะตายวันตายพรุ่ง ตื่นมาพรุ่งนี้อาจจะโดนระเบิด แต่เขาก็ยังคิดถึงคนอื่น ตรงนี้ที่รู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้ควรจะได้รับการเผยแพร่ ให้สังคมไทยรับรู้ว่า พลังของผู้หญิงนั้นยิ่งใหญ่ ในมุมของผู้หญิงหลาย ๆ คนในหนังสือเล่มนี้ นอกจากชาวบ้านแล้ว บางคนมีความรู้อะไรนิดหน่อย ๆ ก็ลุกขึ้นมาทำงานที่กว้างขึ้น แล้วคนที่ไม่ใช่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่อยากจะยื่นมือเข้าไปเพื่อช่วยเยียวยาปัญหา รวมมุมมองตั้งแต่ระดับรากหญ้าถึงระดับประเทศ ถ้าใครอยากจะแก้ปัญหาภาคใต้ ก็ฟังเสียงผู้หญิงจากหนังสือเล่มนี้ คิดว่าเราน่าจะมีทางออกให้กับปัญหาความรุนแรงภาคใต้


นิรมล เมธีสุวกุล

ผู้ดำเนินรายการ


กิจกรรมบอกเล่าให้กันและกันได้รับรู้ และบอกเล่าให้สังคมอื่นที่ไม่มีโอกาสได้สัมผัส ได้รับรู้และเรียนรู้ ดิฉันว่าหยาดฝนหลายหยด หยดมาไม่ทันถึงก็มี เพราะมันร้อนไง ไฟมันแรง อาจจะหลอมละลายหายไปบ้างก็มี บางคนกำลังทำหน้าที่นี้อยู่ หวังว่าฝนทุกหยาดจะทำให้เกิดความสงบเย็น เกิดความสุข การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และทำให้วิถีชีวิตที่เคยมีความสุขดำเนินต่อไปได้ท่ามกลางความยากลำบาก ขอบคุณทุกคนที่วันนี้ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน วันนี้เป็นการเปิดตัวของหนังสือฝนกลางไฟ ใครมีศักยภาพเท่าใดในการช่วยกันเผยแพร่ว่า ยังมีหนังสือเล่มนี้อยู่ในโลกของหนังสือ เพื่อให้ทุกคนได้มีโอกาสรับรู้สิ่งที่เราพยายามจะนำเสนอจากหนังสือเล่มนี้ ขอให้ทุกท่านช่วยกันเผยแพร่เพื่อให้คนส่วนใหญ่ในสังคมได้มีส่วนร่วมรับรู้ ขอบคุณทุกท่านที่มีโอกาสมาทำกิจกรรมดี ๆ ร่วมกันค่ะ




ถอดเทปเรียบเรียงโดย คณะทำงานวาระทางสังคม สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย




 

จำนวนผู้เข้าชม : 5889