South Watch.org South Watch.org
โครงการวิชาการสาธารณะ

โครงการวิชาการสาธารณะ กรณี 3 จังหวัดภาคใต้ ครั้งที่ 1



สังคมการเมืองปัจจุบันกับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้





ภาพจาก...ประชาไท...www.prachatai.com


 


โครงการวิชาการสาธารณะ กรณี 3 จังหวัดภาคใต้ ครั้งที่ 2
สังคมการเมืองปัจจุบันกับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

วันที่ 21 ตุลาคม 2551ห้องประชุม 1 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย


โครงการวิชาการสาธารณะ กรณี 3 จังหวัดภาคใต้ ครั้งที่ 1 เป็นการเสวนาโต๊ะกลมเรื่อง “สังคมการเมืองปัจจุบันกับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้” โดยการสนับสนุนของ สสส.กับ สกว. มีหน่วยงานร่วมจัด มีอยู่ 9 หน่วยงานด้วยกันคือคณะทำงานวาระทางสังคม สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, เครือข่ายรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ภาคใต้, ศูนย์ข่าวสารสันติภาพ รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ศูนย์ศึกษาพัฒนาสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล, คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, สถาบันศาสนา วัฒนธรรมและสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ และศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้


ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี เครือข่ายรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ภาคใต้


          สรุปแนวโน้มของเหตุการณ์ความรุนแรงจนถึงเดือนตุลาคม 2551 ที่ผ่านมา รูปแบบความรุนแรงตามที่ได้เคยวิเคราะห์ไว้ว่า สถานการณ์ความรุนแรงมีแนวโน้มที่ลดลง Pattern มันยังคงเป็นเหมือนเดิม ก็คือมีแนวโน้มที่ลดลง เพียงแต่มันยังมีความไม่แน่นอน มันยังมีการกระตุกขึ้นเป็นบางช่วงสั้น ๆ แต่ก็ไม่สูงโด่ง โดยเฉลี่ยแล้วเหตุการณ์ความรุนแรงก็ไม่ถึง 40-50 ครั้งต่อเดือน จำนวนเหตุการณ์ส่วนใหญ่ก็ยังเป็นเหตุการณ์ยิง การระเบิด เหมือนเดิม


          ที่น่าสนใจก็คือ ในส่วนของความรุนแรง หากเราจะดูจากผลของความสูญเสีย โดยไม่ดูในแง่ของจำนวนครั้งของเหตุการณ์ ผลของความสูญเสีย จำนวนผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต จากการวิเคราะห์ที่ผมได้ทำในเอกสารที่เผยแพร่ ผมลองมาใส่โมเดลในทางสถิติในแง่ของการวิเคราะห์ โดยอยากจะดูแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงของความรุนแรงที่มีผลกระทบต่อชีวิตของคน สะท้อนให้เห็นว่า ข้อมูลในรอบ 48-49 เดือนที่ผ่านมา เส้นของความรุนแรงในแง่ของจุดที่ทำให้เกิดการเสียชีวิต โดยเฉลี่ยก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงไป ถ้าเรามองในแง่จำนวนครั้งของเหตุการณ์ความรุนแรง มันดูลดลงในแง่ทางสถิติ แต่หากเราดูจำนวนของผู้ที่เสียชีวิตและบาดเจ็บโดยทั่วไป มันยังมีความคงที่อยู่ ในทางสถิติ



          จุดเปลี่ยน ถ้าเราดูจากเส้นของอนุกรมเวลา จะเอาเดือนมิถุนายน ปี 2550 เป็นจุดตัด เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงที่ฝ่ายทหารได้ดำเนินนโยบายมาตรการปิดล้อมและตรวจค้น ดูเหมือนว่าเหตุการณ์จะลดลงจริง ๆ ในแง่ของจำนวนครั้งของเหตุการณ์ เอาจุดนั้นเป็นจุดตัด ก่อนและหลังมีความเปลี่ยนแปลงไหมของเส้นของความรุนแรง ถ้าหากระดับของความรุนแรงในแง่ของจำนวนครั้งของเหตุการณ์มันลดลงประมาณ 70 กว่าครั้ง โดยค่าเฉลี่ยมันลดลงต่อเดือน แต่หากเราดูจากจำนวนคนตายและบาดเจ็บ ค่าเฉลี่ยมันไม่เปลี่ยนในทางสถิติ


 


 


         จากเอกสาร โมเดลที่ผมทำให้เห็นทั้ง 2 โมเดลเปรียบเทียบกัน โมเดลแรก เราจะเห็นว่า แนวโน้มของความรุนแรงในระดับของเหตุการณ์ มันลดลงจริง เป็นขั้นบันไดลดลง มันได้พิสูจน์ในทางสถิติแล้วพบว่า จุดเปลี่ยนมันได้เกิดขึ้นจริงในช่วงเดือนมิถุนายนและเดือนกรกฎาคม ปี 2550 แต่เมื่อเรามาดูโมเดลที่สอง เส้นที่สร้างขึ้นมาเป็นเส้นของผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตรวมกัน ปรากฏว่า ไม่มีนัยยะสำคัญในทางสถิติ จุดตัดของเหตุการณ์ตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายน ปี 2550 มา เพราะฉะนั้นสะท้อนให้เห็นว่า มันมี Random Process ขบวนการที่มันไม่แน่นอนเกิดขึ้น ซึ่งไม่สามารถทำนายได้


          หลังจากที่เราวิเคราะห์ข้อมูลจนถึงเดือนมิถุนายนปี2550 จนถึงเดือนตุลาคมนี้ ผมยังไม่ได้ทดสอบในทางสถิติ แต่ว่ามันไม่น่าจะเปลี่ยนมาก อาจจะยังคงรักษาการวิเคราะห์ในทางสถิติอย่างนี้ได้อยู่ ดังนั้นถ้าดูภาพรวมแล้ว มันก็จะเป็นเช่นนี้


          เหตุผลที่เป็นอย่างนี้เพราะว่าการลดลงของเหตุการณ์ความรุนแรง หากมองในแง่การควบคุมพื้นที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ การส่งกำลังทหาร ตำรวจและกองกำลังติดอาวุธทั้งหลาย ซึ่งประมาณไว้ว่า น่าจะมีจำนวนถึง 50,000-60,000 นาย การลงไปกดกองกำลังในพื้นที่ มันทำได้สำเร็จในเชิงของการทหาร ในแง่ของการควบคุม และในแง่ของการลดระดับความแรง เบา ของเหตุการณ์ในพื้นที่มันลดลง หายไปในหลายพื้นที่ แสดงถึงเสรีภาพของการเคลื่อนไหวของฝ่ายก่อเหตุความรุนแรงได้ลดลง แต่ในขณะเดียวกัน การโจมตีอย่างมีคุณภาพ การก่อเหตุในเชิงคุณภาพที่ทำให้เกิดการตาย การบาดเจ็บ การเลือกเป้าที่ชัดเจน มันยังสามารถปฏิบัติการได้อยู่ สะท้อนให้เห็นว่า ความรุนแรงในเชิงคุณภาพยังคงอยู่ เราจึงยังได้เห็นข่าวรายวันถึงสถานการณ์ความรุนแรงในภาคใต้ที่มีการยิง การระเบิด การตาย การบาดเจ็บอยู่ มันเป็นความคงที่ของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เหตุการณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ ประเภทการก่อกวน การก่อเหตุเบา ๆ มันลดลง หรือก่อเหตุพร้อมกัน 50-60 จุดในคืนเดียวกัน มันไม่เกิดขึ้น เพราะผลของการตรึงกำลังของเจ้าหน้าที่ การรักษาระเบียบสังคม ยังสามารถคุมไว้ได้ แต่ถ้าเป็นจุด ๆ แล้วเลือกเป้าปฏิบัติการณ์ยังคงมีอยู่


          ส่วนหนึ่งที่น่าสังเกตจากข้อมูลล่าสุดที่ผมทำ เราได้ทำการสำรวจทัศนคติ ความคิดเห็นของประชาชน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งทำตั้งแต่เดือนพฤษภาคม จนถึงเดือนตุลาคม ประมาณกลางปี 2551 เราพบว่า ทัศนคติของประชาชนโดยทั่วไปต่อเหตุการณ์ความรุนแรง หากมองในแง่ว่า เหตุการณ์มันดีขึ้นไหม ยังไม่ชัดเจน และพบว่าประชาชนโดยทั่วไปยังมีความรู้สึกที่ไม่ค่อยดีต่อเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ อยู่เช่นเดิม


          ดังนั้น ขวัญ หรือกำลังใจ และความสุขของคนที่มีต่อสถานการณ์ ยังคงต้องประเมินต่อไป โดยเฉพาะการยอมรับต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ และการยอมรับในนโยบายของรัฐ ยังคงมีปัญหาอยู่ จึงยังเป็นจุดหนึ่งที่เราต้องให้ความสนใจในเรื่องนี้ด้วย อีกด้านหนึ่ง มันก็เป็นแนวโน้มที่น่าคิดก็คือ การมองทางออกในเรื่องของการเจรจา หรือการตกลงในแง่ระหว่างฝ่ายก่อเหตุกับฝ่ายรัฐบาล มีการตอบรับในทางบวก แสดงว่าประชาชนโดยทั่วไปยังคงต้องการให้หาทางแก้ปัญหาในทางสันติโดยมีการเจรจา การพูดคุยกันระหว่างฝ่ายก่อเหตุความไม่สงบกับฝ่ายรัฐบาล นับเป็นแนวโน้มที่น่าให้ความสนใจด้วย เพราะทุกครั้งที่เกิดข่าวเจรจาการสงบศึกกันระหว่างฝ่ายก่อการกับฝ่ายรัฐบาล แม้ว่ามันจะจริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่คนในพื้นที่ก็ยังคงให้ความสนใจต่อข่าวนี้สูงมาก ความคาดหวังที่อยากให้มีการเจรจาในทางสันติสูงมาก


          จากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในเรื่องการยอมรับที่มีต่อองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ หรือผู้นำ ประมาณ 22 องค์กรและผู้นำ ตั้งแต่ผู้นำศาสนา ผู้นำท้องถิ่น องค์การบริหารส่วนตำบล ตลอดจนข้าราชการฝ่ายต่าง ๆ ทั้งข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ครู ฯลฯ เราพบว่า คะแนนสูงสุดที่ได้รับการยอมรับคือ ผู้นำทางศาสนา ตามมาคือ กรรมการอิสลามจังหวัด และที่น่าสนใจคืออันดับที่ 3 คือ ครู ซึ่งเมื่อก่อนครูเคยเป็นเป้าของการถูกทำร้าย กลับได้รับการยอมรับมากขึ้น แต่ที่คะแนนต่ำสุดคือ ตำรวจ และรองต่ำลงมาคือ ทหาร และต่ำรองลงมาอันดับ 3 คือ รัฐบาล ซึ่งได้ทำการสำรวจในช่วงสมัยนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี น่าสนใจมาก ทำให้เห็นว่าความเชื่อถือต่อรัฐบาลของประชาชนอยู่ในระดับต่ำ สำหรับหน่วยงานของกระทรวงยุติธรรม เช่น กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ยังติดอันดับ 1 ใน 10 ของการยอมรับ (ประมาณอันดับ 6-7) และหมอก็ยังอยู่อันดับ 5 ถือว่าได้รับการยอมรับจากชาวบ้านในระดับสูง ดังนั้น ครู กับ หมอ จะยังได้รับการยอมรับจากประชาชนสูงอยู่ ที่น่าสนใจมากคือ ครู เพราะได้รับการยอมรับสูงขึ้นมาก จากที่เดิมก่อนหน้านั้นไม่ได้สูงขนาดนี้ อาจเป็นเพราะในระยะหลังครูเปลี่ยนมาเป็นคนในพื้นที่มากขึ้น ดังนั้นบทบาทและความสัมพันธ์กับชุมชนจึงเปลี่ยนไป ทำให้การยอมรับสูงขึ้น


นุกูล รัตนดากุล คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี


          เท่าที่ได้ลงไปสัมผัสกับชาวบ้าน ซึ่งเขาเองก็ไม่ได้รู้เรื่องการเมืองมากเท่าไหร่ เท่าที่รับรู้ความรู้สึกของชาวบ้านมา เมื่อผมถามความคิดเห็นในเรื่องเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯว่า เขามีความคิดเห็นอย่างไร สิ่งที่เขาบอกเล่ากลับมาก็คือ ตอนนี้คนกรุงเทพฯจะได้รู้สึกบ้างว่า ทุกข์ของคน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นอย่างไร


          ผมขอเล่าถึงสิ่งที่ผมได้ไปเจอมา ซึ่งมันเป็นเชิงสัญลักษณ์อะไรบางอย่าง ซึ่งไม่ทราบว่าจะตีความว่าอย่างไร แต่ก็น่าจะทำให้เราฉุกคิดอะไรบางอย่างได้ ซึ่งผมได้เห็นคำพูดบางอย่างในเชิงสัญลักษณ์อย่างนี้มามาก อย่างเช่น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 20 กว่าปี เหตุเกิดที่โรงเรียนเทศบาล 3 จังหวัดปัตตานี ซึ่งโรงเรียนนี้เด็กทั้งหมดเป็นคนมุสลิม สมัยนั้นมีโรงฆ่าสัตว์อยู่ใกล้ ๆ กับโรงเรียน มีวันหนึ่งหมูได้หลุดมาจากโรงฆ่าสัตว์เข้ามาภายในโรงเรียน เด็ก ๆ จึงเอาไม้ไล่ตี ครูจึงห้ามปราม พร้อมกับกล่าวว่า ไปตีหมูทำไม มันไม่ได้ผิด เด็กจึงหยุดตี และเขาก็รู้สึกผิด แล้วในวันรุ่งขึ้น เขาก็จูงแพะมาโรงเรียน และบอกกับครูว่า ครูครับตีแพะตัวนี้ เหตุการณ์เหล่านี้ผมว่ามันเป็นเชิงสัญลักษณ์อะไรบางอย่างของความขัดแย้งที่มันมีมานานแล้ว


          อีกเหตุการณ์หนึ่ง ผมนั่งคุยกับชาวบ้านที่เป็นผู้รู้ท่านหนึ่งในร้านน้ำชา เขาบอกว่า คนมุสลิมไปทางหน้าก็ไม่ได้ ถอยหลังก็ไม่ได้ ไปทางขวาก็ไม่ได้ ไปทางซ้ายก็ไม่ได้ มีอยู่แค่ 2 ทางคือไปข้างบนกับข้างล่าง แม้แต่การละมาด ถ้าเราทำบ่อย ๆ ก็ยังถูกจำกัด พื้นที่ของเขามันหมดแล้ว มีทางเดียวคือไปข้างล่าง ซึ่งมันก็น่าจะหมายถึง นรก


          สำหรับการลดลงของเหตุการณ์ ผมมองว่า มันไม่ใช่ตัววัด เพราะความรู้สึกมันมีอยู่ข้างใน มันน่าจะวัดกันที่ความรู้สึกของชาวบ้าน มันก็อยู่ที่ว่า เราจะวัดอย่างไร ที่เราจะสามารถวัดความรู้สึกของท้องถิ่นได้ มันน่าจะเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญ เช่น ความรู้สึกของชาวบ้าน ความรู้สึกของเยาวชน มีข้อมูลอยู่ว่า เมื่อเราถามเด็กพุทธกับเด็กมุสลิม(เด็กประถม)ว่า เขาต้องการอยากเป็นอะไร เด็กพุทธส่วนใหญ่ตอบว่า เขาอยากจะเป็นตำรวจกับทหาร เพื่อที่จะฆ่าคนมุสลิม ส่วนเด็กมุสลิมก็จะตอบว่า เขาอยากเป็นโจร


          สิ่งที่มันโยงมาสู่ความห่วงใยของผมก็คือ เรื่องทรัพยากร ผมทำงานเกี่ยวกับทรัพยากร จึงขอพูดเชื่อมโยงกับทรัพยากร ซึ่งผมถือว่า มันเป็นฐานความมั่นคงของท้องถิ่น ซึ่งแน่นอนว่ามันต้องมีผลกระทบต่อทางด้านการเมือง จากการทำงาน เราก็ได้ไปรับรู้ปัญหา และความรู้สึกซึ่งเป็นเงื่อนไขตัวใหม่ที่ต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ ซึ่งจะทำให้เหตุการณ์ความไม่สงบมันยาวนานต่อไปข้างหน้า อย่างเช่น ตอนนี้มีการพูดเรื่องโครงการเขื่อนสายบุรีขึ้น แล้วก็โครงการอาหารฮาลาล ซึ่งมันก็ได้มีสัญลักษณ์บอกมาแล้วว่า ไม่ชอบ เมื่อก่อนชาวบ้านลุกขึ้นมาบอกกับรัฐโดยการใช้พูโล เพื่อต้องการบอกว่า การพัฒนาเช่นนี้มันกระทบกับท้องถิ่น มันเป็นเชิงสัญลักษณ์และอาจเพิ่มความรุนแรงเข้าไปด้วย


          เมื่อมันเกิดเหตุความไม่สงบขึ้น โครงการเหล่านี้กลับกลายเป็นเครื่องที่จะบอกว่า นำมาเพื่อช่วยแก้ปัญหาภายในท้องถิ่น ซึ่งมันมีทั้งการท่องเที่ยว และเมกกะโปรเจค(โครงการขนาดใหญ่)ต่าง ๆ ตามมา ซึ่งสร้างปัญหาให้กับชาวบ้านมากกว่า มันเป็นเพียงเรื่องของผลประโยชน์ ชาวบ้านตั้งคำถามเช่นนี้มาตลอด และเรื่องนี้มันเชื่อมโยงกระทบกับคนที่เราทำงานด้วย อย่างเช่น มีการคุกคามจากผู้มีอิทธิผลภายในท้องถิ่นับเป็นเรื่องเหิมเกริมมาก และมันเป็นการสร้างเงื่อนไขร้ายแรง เพราะมันได้เกิดเป็นขบวนการ และรัฐก็ใช้ผู้มีอิทธิผลเหล่านี้ในการจัดการกับปัญหา และผู้มีอิทธิพลเหล่านี้ได้ย้อนกลับมาทำร้ายประชาชนอย่างไม่เกรงกลัว เพราะเขาได้รับการคุ้มครองปกป้องจากอำนาจรัฐ ตอนนี้จึงมีผลกระทบต่อคนภายในพื้นที่ เหล่านี้คือเหตุการณ์จริง เดี๋ยวนี้เขามีวิธีการจัดการอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย อย่างเช่น ลูกไปก่อเหตุ และทิ้งรถมอเตอร์ไซต์เอาไว้ เขาจึงรู้ว่า เด็กคนนั้น พ่อแม่คือใคร เขาจึงไปจัดการยิงพ่อแม่ของเด็ก โจรจัดการโจร ซึ่งรัฐไม่ต้องเดือดร้อนอะไร และยังได้ประโยชน์ แต่ถามว่า ในอนาคตข้างหน้า มันคืออะไร และการนิ่งเฉยของรัฐก็คือ การสนับสนุน และเท่ากับหนุนให้มันเกิดการกระจายแนวร่วมก่อความไม่สงบมากขึ้นไปเรื่อย ๆ ในอนาคตข้างหน้า และโมเดลเหล่านี้มันอาจจะถูกกระจายไปใช้อย่างกว้างขวางมากขึ้น


          ผลจากการวิจัยที่สนับสนุนโดย World Bank เรื่องการเปลี่ยนชื่อหมู่บ้าน และทางราชการเริ่มสนใจที่จะเข้าไปผลักดันให้เปลี่ยนชื่อ เพราะชื่อมันมีปัญหามาก อย่างบางหมู่บ้านมีชื่อ กาเม็ง ที่มีแปลว่า แพะ ก็เปลี่ยนมาเป็นชื่อ กือเม็ง ที่แปลได้ว่า สตรีผู้เฉลียวฉลาด ซึ่งชาวบ้านภูมิใจมาก ได้ความนิยม ความศรัทธาจากชาวบ้านเพิ่มมากขึ้น อีกเรื่องหนึ่งคือ ชาวบ้านที่ทำงานในเครือข่ายของเราถูกจับไปและถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ร้าย 6 ข้อหาร้ายแรงทั้งนั้น ทางเราก็ตรวจสอบดู พบว่ามีพยานยืนยันว่าเขาบริสุทธ์ แต่ชาวบ้านไม่กล้ามาเป็นพยานกับตำรวจเพราะกลัวอิทธิพลข่มขู่ ในระหว่างที่เขาต้องกลายเป็นผู้ต้องหา พ่อแม่ของเขาเป็นทุกข์มาก ต้องวิ่งเต้นหาเงิน ยอมขายที่ ทำทุกอย่างเพื่อช่วยเหลือลูก จนที่สุดผมจึงได้ช่วยประกันตัวออกมา แต่ข่าวการถูกปรักปรำให้ติดคุกของเขาได้รับการแพร่กระจายออกไป มันมีแต่เรื่องในด้านลบ จนอาจไปสร้างทัศนคติด้านลบและความเกลียดชังของชาวบ้านได้ และอาจสร้างให้เกิดแนวร่วมก่อเหตุเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นในกระบวนการจับกุมชาวบ้านมันต้องคิดทบทวนให้ดี เหล่านี้มันเป็นโจทย์และความคิดเชิงสัญลักษณ์ที่ฝากไว้เป็นข้อคิด


จอม เพ็ชรประดับ สื่อมวลชน


          สืบเนื่องจากประเด็นสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน มีผลกับเหตุการณ์ 3 จังหวัดภาคใต้ว่าจะเป็นอย่างไร เมื่อเดือนที่แล้วผมได้ลงไปภาคใต้ ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับแกนนำของ RKK คนหนึ่งต่อคำถามที่ว่า เหตุการณ์ความขัดแย้งในกรุงเทพฯมีผลต่อเขาหรือไม่ เขาตอบว่า การเมืองไม่ได้ส่งผลอะไรกับเขาเลย เขาก็ยังคงมีความคิดเหมือนเดิม แนวทางการต่อสู้ ปัญหา ก็ยังเหมือนเดิม จึงคิดว่าไม่น่าจะมีอะไรส่งผลให้เหตุการณ์ความไม่สงบต้องเปลี่ยนแปลงไป และเมื่อถามว่า หากจะมีการจัดการให้เจราจากันทางเขาจะเห็นด้วยไหม เขาตอบว่าเห็นด้วย ดังนั้นความหวังของปัญหาภาคใต้ยังมีอยู่ แต่เท่าที่ผ่านมา เราได้เห็นการแก้ปัญหาที่ล้มเหลว


          ครั้งแรกเราเคยหวังว่าโมเดลของปัญหาภาคใต้ในสมัยที่มีการตั้ง กอส. ถ้าแก้ได้ทัน และนำไปสู่เหตุการณ์ที่ดีขึ้น เราจะได้โมเดลที่ดีมาก และหากเป็นความสำเร็จ เราก็จะได้ไปแก้ปัญหาในระดับอื่นต่อได้ แต่เมื่อความพยายามแก้ปัญหาความขัดแย้งทางภาคใต้ของรัฐมันล้มเหลว พอเกิดปัญหาในลักษณะเดียวกัน คล้ายกันกับเหตุปัจจัยที่ใกล้เคียงกันกับความขัดแย้งในส่วนกลาง มันจึงกลายเป็นความล้มเหลวในครั้งที่ 2 ที่เราเห็นว่า รัฐก็ยังแก้ไม่ได้อยู่ดี ทั้ง ๆ ที่ความพยายามในหลาย ๆ เรื่องเป็นจุดหนึ่งของการเริ่มต้นที่กำลังจะไปได้ดี สุดท้ายมันก็พัง กลายเป็นการเสียโอกาสไปเสียทุกครั้ง ทั้ง ๆ ที่เราพยายามจะแปลงวิกฤตให้เป็นโอกาส กลับกลายเป็นว่าไปเพิ่มวิกฤตมากขึ้นไปอีก


ดังนั้นปัญหาภาคใต้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ มันคือการเพิ่มวิกฤตให้กับภาคใต้อยู่ดี ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น และดูยิ่งจะแรงมากขึ้นด้วยซ้ำ ตามความกังวลของอาจารย์นุกูล ส่วนอาจารย์ศรีสมภพอาจจะบอกถึงตัวเลขที่ลดลง แต่นัยยะของจำนวนที่ลดลง มันไม่ได้บ่งบอกว่ามันจะดีขึ้นในอนาคต ดังนั้นเราจึงคิดว่าวิกฤตที่เกิดขึ้น ไม่ได้กลายเป็นโอกาสในการแก้ แต่กลับกลายเป็นการเพิ่มวิกฤต แต่อีกอันหนึ่งที่ยังพอมีความหวังอยู่บ้าง คือ การคุย การเจรจา อย่างไรก็ตาม บทบาทของสื่อก็สำคัญ มาวันนี้ผมอยากจะนำเสนอปัญหาของสื่อเอง อยากเสนอว่า สื่อจะต้องคิดว่าเราควรต้องทำตัวอย่างไรในภาวะในภาวะที่ทุกหย่อมหญ้าในประเทศเต็มไปด้วยความขัดแย้ง


ชญานิญฐ์ พูลยุรัตน์ ศูนย์ข่าวสารสันติภาพ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


          ดิฉันทำวิจัยในโครงการเดียวกับอาจารย์นุกูล ที่ธนาคารโลกให้ทุนสนับสนุนมา ตอนนี้ได้ศึกษาเป็นร่างที่1 ออกมา และคิดว่าน่าจะพอมีประโยชน์อยู่บ้างที่จะคุยกันในเรื่องภาคใต้ เนื่องจากงานวิจัยที่ทำเป็นการศึกษาความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งได้แก่ ความชัดแย้งในศรีลังกา ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย แคว้นแคชเมียร์ระหว่างอินเดียกับปากีสถาน อินเดียเองก็มีการขัดแย้งระหว่างฮินดูกับมุสลิม และกลุ่มอื่น ๆ ด้วย


          หลายท่านอาจจะคิดว่า การศึกษาความขัดแย้งในที่อื่น ๆ จะมาช่วยให้เราเข้าใจ เรียนรู้ หรือแก้ปัญหาความขัดแย้งในภาคใต้ได้อย่างไรบ้าง จึงขออ้างข้อมูลจากงานวิจัยที่คนอื่นศึกษามา ในหลาย ๆ กรณี ถึงแม้ว่าจะมีความแตกต่างหลากหลายกัน ระหว่างกลุ่มที่เข้ามาเกี่ยวข้อง พื้นที่ และประเด็นปลีกย่อยที่เข้ามาเกี่ยวข้อง จะเห็นว่า ในพื้นฐานปรากฏว่า กรณีความขัดแย้งทางชาติพันธุ์เหล่านี้ “มีความคล้ายคลึงกันในหลาย ๆ เรื่อง ทั้งโครงสร้างสังคม การเมือง ประวัติศาสตร์ต่าง ๆ” ตลอดจนกระทั่งว่าบางชิ้นที่ศึกษาสรุปเหมือนกันว่า “เป็นเรื่องเดียวกันแทบทั้งหมด มันเป็นความขัดแย้งระหว่างส่วนกลางกับพื้นที่ที่อยู่ชายขอบ เป็นความขัดแย้งระหว่างความพยายามที่จะทำให้รัฐมั่นคงกับความขัดแย้งระหว่างความเป็นทาส” ทั้งหมดนี้ถึงแม้ว่าจะมีรายละเอียดปลีกย่อยอย่างไรก็ตาม งานวิจัยหลายชิ้นพูดตรงกันว่า มันเป็นพล็อตเดียวกันทั้งหมด จริง ๆ แล้วในรายละเอียดของงานวิจัยมีประเด็นหลาย ๆ เรื่อง รวมถึงเรื่องกระบวนการเจรจากระบวนการสันติภาพในหลายที่ เช่น ศรีลังกา อาเจะห์เองก็มีกระบวนการเจรจาสันติภาพที่ประสบความสำเร็จมาระดับหนึ่งแล้ว แต่จะขอละเว้นไม่พูดถึง จะเลือกพูดเพียงประเด็นที่จะเกี่ยวข้อง 2-3 ประเด็นที่น่าจะเป็นประโยชน์ในการพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ยิ่งเมื่อได้มีโอกาสไปฟังเวทีเสวนาเรื่อง”อนาคตการเมืองไทย” พบว่าพล็อตก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่ และประเด็นที่จะพูดถึงนี้ เราจะมองเป็นเรื่องภาคใต้ก็ได้ จะมองเป็นเรื่องการเมืองระดับประเทศก็ได้


          ประเด็นที่1.จากกรณีศึกษาที่ไปดูมาปรากฏว่า มันเป็นความขัดแย้งระหว่างการพยายามมีส่วนร่วมทางการเมืองและสถาบันทางการเมือง ที่ชัดที่สุดคือ กรณีของแคชเมียร์ ตอนนี้ประชาชนในแคชเมียร์มีการตื่นตัวทางการเมืองค่อนข้างสูง อยากจะมีส่วนร่วม โดยพยายามออกมาใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้งสูงถึง 70 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมด ซึ่งค่อนข้างสูงมาก แต่ปรากฏว่าทางสถาบันการเมืองกลับไม่มีพื้นที่ทางการเมืองให้กับคนเหล่านี้ ซึ่งเราจะเปรียบกับพื้นที่ภาคใต้ของเราก็ได้ หรือดูเป็นความขัดแย้งในกรุงเทพฯก็น่าจะได้ การไม่มีพื้นที่ทางการเมืองของคนเหล่านี้กลายเป็นปัญหา เพราะคนเหล่านี้เมื่อไม่มีพื้นที่โดยเฉพาะกลุ่มที่เห็นแตกต่างกับรัฐบาล หลาย ๆ ครั้ง บ่อยครั้งเข้า นานครั้งเข้า รู้สึกว่าตนเองไม่มีทางออก ไม่มีพื้นที่ที่จะพูด เพราะฉะนั้น “ความรุนแรง” จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่หลาย ๆ กลุ่มเลือกที่จะใช้


          ประเด็นที่2.เป็นประเด็นที่เกี่ยวกับความสามารถในการจัดการกับความขัดแย้งของรัฐเอง เราจะดูในเรื่องเหตุการณ์ทางภาคใต้ก็ได้ ดูเรื่องเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 ก็ได้ เฉพาะเจาะจงในกรณีความขัดแย้งทางชาติพันธุ์เริ่มต้น เวลามันเกิดความขัดแย้งและนำไปสู่ความรุนแรง กลับกลายเป็นว่า ความสามารถของรัฐที่จะจัดการกับความขัดแย้งนั้น เป็นตัวชี้วัดที่สำคัญว่าแนวโน้มในอนาคตของความขัดแย้งนั้นจะไปสู่ทิศทางไหน เวลาเริ่มต้นมีความรุนแรงและเกิดความสูญเสียเกิดขึ้น ส่วนแรกของรัฐที่จะเข้ามาดูแลก็คือ กระบวนการยุติธรรม ในหลาย ๆ กรณีทั้งที่อินโดนีเซีย อาเจะห์ ศรีลังกา และฟิลิบปินส์ หลาย ๆ ครั้งความไว้เนื้อเชื่อใจในกระบวนการยุติธรรมที่ชาวบ้านมีค่อนข้างน้อย เพราะชาวบ้านรู้สึกว่า รัฐเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งเอง ถ้ารัฐไม่เข้ามาก่อความขัดแย้งเอง ก็เป็นคนที่คอยให้ความสนับสนุนกลุ่มที่กระทำการรุนแรงอยู่ บ่อยครั้งกระบวนการสืบสวนสอบสวนเอาผิดได้เฉพาะกับผู้ที่ก่อความไม่สงบในระดับเล็ก ๆ เท่านั้น ไม่เคยที่จะสาวไปถึงตัวผู้บงการเบื้องหลังเลย


          ในหลายครั้งที่เกิดความรุนแรงอย่างการประท้วงเกิดขึ้น รัฐกลับเลือกวิธีความรุนแรงเหมือนกันในการรับมือและตอบโต้กับการพยายามออกมามีสิทธิ์มีเสียงของประชาชนที่เห็นแตกต่าง ในหลายกรณีที่ศึกษา แทบทั้งหมดพบว่า ทันทีที่รัฐเลือกใช้ความรุนแรงรับมือกับปัญหาพวกนี้ ผลที่เกิดขึ้นแทบจะเหมือนกันหมดคือ สถานการณ์เลวร้ายไปกว่าเดิม และเมื่อประชาชนสูญเสียความไว้เนื้อเชื่อใจในรัฐ ทั้งกระบวนการยุติธรรมและการปกป้องพิทักษ์ความมั่นคงปลอดภัยของประชาชน จึงกลายเป็นว่า ประชาชนเหล่านั้นเลือกที่จะติดอาวุธให้กับตนเอง แล้วในหลายกรณีได้รับการสนับสนุนจากรัฐด้วยซ้ำไป จากการศึกษาในหลายที่ เช่น แคชเมียร์ อินโดนีเซีย พบว่า สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายไปกว่าเดิมอีก เพราะความขัดแย้งมันได้เปลี่ยนรูปจาก ความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชน กลายเป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับประชาชน แล้วทำให้การแก้ปัญหายิ่งยากมากกว่าเดิม


          อีกกรณีหนึ่งที่ค่อนข้างชัดเจนเกี่ยวกับการเลือกใช้ความรุนแรงในการจัดการกับปัญหาก็คือ ตัวอย่างความขัดแย้งในแคชเมียร์ที่มีมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน มีการคงกำลังทหารจำนวนมากในพื้นที่ พอนานวันเข้ามันยิ่งกัดกร่อนความสามารถของภาครัฐบาล ภาคพลเรือน ให้ลดความสำคัญลงไปเรื่อย ๆ แล้วยิ่งทำให้การจัดการและการเปิดพื้นที่ทางการเมืองมีน้อยลง และปัญหาที่คิดว่าจะจัดการได้โดยมาตรการทางการทหารยิ่งมีโอกาสน้อยลงไปเรื่อย ๆ และยากยิ่งไปกว่าเดิม


          ประเด็นที่3.ประเด็นนี้เราจะพูดเรื่องภาคใต้ก็ได้ พูดเรื่องความแตกต่างระหว่างกลุ่มชาติพันธ์ก็ได้ พูดเรื่องความแตกต่างระหว่างอุดมการณ์ทางการเมืองก็ได้ เราพบว่า ความขัดแย้งระหว่างคนที่แตกต่างกัน ในสังคมการเมืองที่อยู่ด้วยกัน เช่น ในประเทศไทย ความแตกต่างระหว่างศาสนา ระหว่างคนที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกัน เป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่สิ่งสำคัญที่จะยึดโยงคนที่มีความแตกต่างหลากหลายกันไว้คือ การมีชีวิตทางสังคมบางอย่างร่วมกัน หรือกระทั่งมีสถาบันทางสังคมบางอย่างร่วมกัน เช่น การพบปะกันในเชิงสมาคม คนมุสลิมพบปะกับคนพุทธ คนที่นิยมอุดมการณ์การเมืองแบบหนึ่งพบปะกับคนที่นิยมอีกแบบหนึ่ง ในพื้นที่อื่น ๆ เหล่านี้ล้วนมีความสำคัญมาก เพราะเป็นการช่วยให้คนมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน และช่วยป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งที่มี ปะทุหรือเปลี่ยนรูปไปเป็นความรุนแรงได้


          ที่กล่าวมานี้ เป็นการศึกษาที่ตีพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือ เป็นการศึกษาที่ทำในอินเดีย เรื่อง “ความขัดแย้งระหว่างฮินดูกับมุสลิม” เขาได้ไปดูในหลาย ๆ เมือง ดูเปรียบเทียบว่า ในเมืองที่มีสถาบันทางสังคมค่อนข้างมาก ถึงแม้ว่าจะมีความขัดแย้งระหว่างฮินดูกับมุสลิมเยอะ ปรากฏว่ามันไม่ค่อยมีคนล้มตายกันมากเท่าไหร่จากความขัดแย้งนั้น เมื่อเปรียบเทียบกับเมืองที่มีความปฏิสัมพันธ์กันน้อย ความรุนแรงค่อนข้างที่จะมีแนวโน้มสูงกว่า


          สุดท้ายนี้ กรณีที่ไปศึกษามา พบว่า ความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ที่เกิดในพื้นที่ชายขอบ เช่น ชายแดนภาคใต้ของไทย อาเจะห์ที่อินโดนีเซีย แคชเมียร์ที่อินเดียและปากีสถาน ซึ่งล้วนเป็นพื้นที่ชายขอบทั้งสิ้น ปรากฏว่า แท้จริงแล้วมันไม่เคยเป็นปัญหาเฉพาะท้องถิ่นนั้นอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกันอย่างแยกไม่ออกจากความขัดแย้งของการเมืองในระดับประเทศ หมายความว่า มันมีความพยายามในหลายพื้นที่ที่จะรับมือ จัดการ หรือยุติความขัดแย้งรุนแรงในกรณีเหล่านี้ ปรากฏว่าทำไม่ได้ เพราะในระดับประเทศการเมืองก็ยุ่งเหยิงมาก ตัวอย่างชัดเจนที่สุดคือ ศรีลังกา อินโดนีเซีย หลายปี หลายทศวรรษมาแล้วที่พยายามจะรับมือกับความขัดแย้งทางชาติพันธุ์แบบนี้ ไม่สามารถทำได้เลย เพราะการเมืองระดับประเทศมีปัญหาและความยุ่งเหยิงอยู่


สมชาย หอมลออ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม


          สำหรับเรื่องกระบวนการยุติธรรม ผมขอเสนอความคิดเห็นในข้อเท็จจริง มีอยู่หลายประเด็นที่พวกเราทำงานให้ความช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายอยู่ทางภาคใต้ เผชิญอยู่


          ประการแรก.การที่หน่วยงานของรัฐค่อนข้างมีความเชื่อว่า เงินซื้อความยุติธรรมได้ ซึ่งมันไม่จริง เหตุการณ์ที่เราเจอและค่อนข้างเจ็บปวดมากก็คือ เหตุการณ์ตากใบ จนถึงทุกวันนี้ คนที่กระทำความผิดยังไม่ได้ถูกลงโทษเลยแม้แต่คนเดียว ยกเว้นแม่ทัพภาค 4 ซึ่งถูกลงโทษโดยการย้ายจากภาคใต้ขึ้นมาอยู่กรุงเทพฯ ซึ่งทางทหารก็อธิบายว่า นี่เป็นการลงโทษทางวินัยที่ร้ายแรงมาก ซึ่งอธิบายอย่างไรชาวบ้านก็ไม่อาจเข้าใจได้ แม้แต่ศาลเองก็บีบให้ชาวบ้านประนีประนอมเมื่อเราฟ้องคดีต่อศาลเพื่อเรียกค่าเสียหาย ทางกองทัพยอมจ่ายค่าเสียหาย มันเป็นเงิน 2-3 แสนบาท แต่สำหรับชาวบ้านแล้วมันไม่สามารถจะเยียวยาแม้แต่ในทางเศรษฐกิจได้ ส่วนทางด้านจิตใจไม่ต้องพูดถึง ตราบใดที่ยังไม่ได้รับความยุติธรรม


          มีกรณีตัวอย่างของนายมะยาเต็ง มีอาชีพเป็นภารโรง เป็นลูกจ้างประจำของโรงเรียนแห่งหนึ่งซึ่งเคยถูกเผาถึง 2 ครั้ง ในที่สุดในการปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่ทหารก็มาเอาตัวไปแล้วก็ไม่ได้กลับบ้านมาอีกเลย ภรรยาพยายามติดตามว่าอยู่ที่ไหน ก็ไม่ได้รับคำตอบ หลังจากนั้นก็มีคนมาอ้างว่าได้รับการติดต่อจากฝ่ายทหารเอาเงินมาให้ 4,500 บาทเป็นประจำทุกเดือน ภรรยาก็รับเงินมาเกือบปีแล้ว แม้เงินจำนวนนี้จะจำเป็นมากสำหรับคนในชนบท แต่ความรู้สึกของเธอก็คือต้องการความยุติธรรมว่า สามีของเธออยู่ที่ไหน เสียชีวิตอย่างไร เราจึงยื่นฟ้องคดีให้ตามมาตรา 90 แห่งประมวลกฎหมายวิธีความอาญา ซึ่งในการไต่สวนการตาย เรามีผู้สังเกตการณ์การพิจารณาคดี ซึ่งพบว่า เมื่อภรรยาและญาติคนหายมาเบิกความ ศาลจะมีท่าทีแข็งกร้าว แต่พอนายทหารมาเบิกความเป็นพยาน ศาลจะมีท่าทีจะเป็นอีกแบบหนึ่งอย่างชัดเจน และคำให้การของทหารคือ เพียงแค่เชิญตัวผู้เสียหายมากินน้ำชาแล้วปล่อยตัวไป ซึ่งคดีนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาล


          อีกประเด็นหนึ่งก็คือ ในคดีความมั่นคงที่อัยการเป็นผู้ฟ้องศาล ปรากฏว่าเป็นคดีที่ศาลยกฟ้องถึง 32 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นสถิติที่สูงมาก นั่นหมายความว่า คนที่ถูกฟ้องคดีในข้อหาก่อการร้ายหรือแบ่งแยกดินแดนจำนวน 10 คน จะมีถึง 3 คนเศษที่เป็นผู้บริสุทธิ์ โดยเจ้าหน้าที่จะบอกว่า ยกฟ้องเพราะหลักฐานไม่พอ แต่ในระหว่างพิจารณาคดี ผู้เสียหายต้องติดคุกถึง 1-2 ปี แล้วครอบครัวของคนเหล่านี้ก็ไม่ได้รับการเยียวยาเลย เพราะศาลยกฟ้องโดยอ้างพยานหลักฐานไม่เพียงพอ และในการต่อสู้คดี ไม่มีจำเลยที่ไหนที่จะไปต่อสู้คดีถึงขั้นให้ศาลมีคำพิพากษาว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ เมื่อศาลไม่มีคำพิพากษาว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ยกฟ้องเพราะพยานหลักฐานไม่เพียงพอ การที่จะได้รับการชดเชยเยียวยาตาม พ.ร.บ. เงินชดเชยที่จะได้ประมาณ 1 แสนบาทหรือตามระยะเวลาที่ติดคุก ก็จะไม่ได้ จึงเป็นปัญหาว่า กระบวนการยุติธรรมไม่สามารถจะทำหน้าที่ตรงนี้ได้


          สำหรับครอบครัวที่ลูกหรือสามีที่ถูกฆ่าโดยที่ไม่รู้ว่าเป็นใคร หากครอบครัวนั้นสงสัยว่า เจ้าหน้าที่รัฐเป็นคนทำ บุคคลเหล่านั้นจะไม่ได้รับเงินเยียวยาค่าเสียหายจากรัฐ หากหน่วยงานของรัฐมีหลักฐานว่าบุคคลที่เสียชีวิตนั้นมีความเกี่ยวพันกับขบวนการแบ่งแยกดินแดน ก็จะไม่ได้รับการเยียวยา ปัญหาคือ การที่รัฐไม่จ่ายเงินเยียวยาให้ มันอธิบายชาวบ้านไม่ได้ว่าทำไมรัฐไม่จ่าย โดยตรรกะของการไม่จ่าย อธิบายได้เป็น 2 อย่างคือ 1.คนที่ฆ่าคือเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเป็นการตอกย้ำความเชื่อของชาวบ้านว่าเพราะรัฐเป็นคนฆ่านั่นแหละ รัฐจึงไม่จ่าย 2.เจ้าหน้าที่รัฐอธิบายว่า เกิดการฆ่ากันเองระหว่างผู้ก่อการ นั่นหมายความว่า คนที่ถูกขบวนการฆ่า แปลว่าเอาใจออกห่างจากขบวนการ ดังนั้น คนที่เอาใจออกห่างจากขบวนการก็จะไม่ได้รับการเยียวยาเวลาที่เสียชีวิต มีคนที่ติดคุกระหว่างการพิจารณาคดีความมั่นคงประมาณ 400 คน ลองเอาตัวเลขคนในครอบครัวผู้สูญเสียคูณเข้าไป 6-7 คน ในแต่ละครอบครัว จะเห็นถึงตัวเลขของผู้เดือดร้อนทั้งหมด


          อีกกรณีหนึ่ง นายอัสรี ซึ่งเสียชีวิตขณะเจ้าหน้าที่เข้าไปปฏิบัติการ โดยน่าจะบาดเจ็บระหว่างปฏิบัติการและได้นำส่งโรงพยาบาล นายอัสรีเสียชีวิตที่โรงพยาบาลโดยที่ไม่มีการแจ้งว่าอยู่ระหว่างการควบคุมของเจ้าหน้าที่ แต่พนักงานสอบสวนได้ทำความเห็นแล้วว่าน่าจะเสียชีวิตในระหว่างการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ และก็มีการไต่สวนการตายกันตามกระบวนการในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แต่จนปีเศษมาแล้ว เรื่องก็ยังไม่ส่งถึงศาล และแม่ของคนที่เสียชีวิตก็พยายามที่จะแสวงหาคำนิยามทุกอย่าง ก็มาฟ้องศาลเพื่อที่จะเรียกค่าเสียหายจากหน่วยงานของรัฐ ก็คือ กระทรวงกลาโหม กองทัพบก และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เนื่องจากมีความยากจน จึงมีการไต่สวนคดีอนาถา คือขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ในรายนี้ค่าธรรมเนียม 2 เปอร์เซ็นต์ของจำนวน 3 หมื่นกว่าบาท แต่ศาลไม่รับฟ้องให้เป็นคดีอนาถา เมื่อศาลไม่รับเป็นคดีอนาถา เขาก็ต้องไปหาเงิน 3 หมื่นบาทมาให้ได้ ซึ่งทนายก็ได้อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นไปยังศาลอุทธรณ์ ปรากฏว่าอัยการค้านอุทธรณ์ จะเห็นได้ว่า การเข้าถึงความยุติธรรมนี่มันลำบากมากสำหรับชาวบ้าน ตอนนี้สิ่งที่คนที่ทำงานในพื้นที่ช่วยได้ก็คือ จัดเลี้ยงน้ำชาเพื่อหาทุนมาให้ได้ 3-4 หมื่นบาท เพื่อที่จะให้ครอบครัวผู้เสียหายได้ก้าวขึ้นบันไดศาลได้ 1 ก้าว โดยที่ยังไม่รู้ว่าผลของคดีจะเป็นอย่างไรจนกระทั่งบัดนี้


          การที่กระบวนการยุติธรรมไม่เปิดโอกาส ผลด้านลบจะมีอย่างมากต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม และต่อความเชื่อมั่นในรัฐ เพราะการจัดเลี้ยงน้ำชาเพื่อหาทุนนั้น อย่างน้อยก็ต้องมีคนเข้ามาเกี่ยวข้องหลายพันคน ข่าวสารที่คนเหล่านี้ได้รับก็คือ ถ้าคุณต้องการก้าวขึ้นบันไดศาลเพียง 1 ขั้น คุณต้องเสียเงินขนาดไหน ในคำสั่งของศาลบอกว่า โจทย์ยังมีทางที่จะไปหยิบยืมเงินจากบุคคลอื่นมาเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ นับว่าเป็นคำสั่งศาลที่แปลกมาก มันได้สะท้อนหลายอย่างที่กระบวนการยุติธรรมยังไม่เปิดในการที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาความขัดแย้งในภาคใต้ ความจริงในเรื่องกระบวนการยุติธรรมของเรา เป็นปัญหาสำหรับคนยากจนในทุกภูมิภาคของประเทศ เพียงแต่ในภาคใต้มันมีปัญหาซ้ำซ้อนเข้ามา ทั้งปัญหาเรื่องความอคติทางเชื้อชาติ ปัญหาเรื่องการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ และภายใต้โครงครอบอันนี้ ทุกคนเป็นเหยื่อของความอยุติธรรมทั้งหมด


ชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม


          การเมืองในยุคตั้งแต่คุณทักษิณ ซึ่งมีคุณชิดชัยเป็นคนรับผิดชอบงานทางใต้ ภาพก็ออกมาว่า ขับเคลื่อนโดยกระทรวงมหาดไทยและตำรวจ วิธีการทำงานและยุทธวิธีการทำงานออกมาเป็นอีกแบบหนึ่ง มีการทำงานร่วมกันมากขึ้นในภาคพลเรือน นั่นหมายความว่า บทบาทของทหารน้อยลงในยุคนั้น จนกระทั่งมาถึงยุค คมช. (คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ) อันดับแรกที่ผมสัมผัสได้คือ ผมทำงานขัดนโยบาย งานที่ผมทำภายใต้แนวคิดของคุณชิดชัย เป็นเหตุผลว่าขัดนโยบายและย้ายผมออก นับเป็นการสัมผัสครั้งแรกของผมว่า การเมืองมันมาทางใต้ เมื่อถึงยุค คมช.บทบาททหารกลับเข้ามาทันที หลังจากผมย้ายไปได้ 4 เดือนก็ถูกเรียกกลับเข้ามาใหม่ แต่ขอให้ทำงานเรื่องภาคใต้เหมือนเดิม แสดงว่ามีทหารหลายกลุ่ม มีความคิดต่างกัน บทบาทของ กอ.รมน.เริ่มฟื้นขึ้นมาในยุค คมช. แสดงว่าการเมืองมันไปส่งผลต่อสถาบันทหาร


          ดังนั้นผมจึงขอวิเคราะห์ว่า การเมืองมันส่งผลต่อทางภาคใต้ตรงที่ตัวละครที่เป็นตัวนำในการเล่น แต่เดิมตำรวจและมหาดไทย เขาควบรัฐมนตรีมหาดไทยด้วย ตอนหลังเขามาเป็นรัฐมนตรียุติธรรม ก็มาขับเคลื่อนทางยุติธรรม แต่พอถูกปฏิวัติ คมช.ขึ้นมาก็ฟื้น กอ.รมน. บทบาทของแม่ทัพเริ่มเปลี่ยนอย่างเห็นได้ชัด และงบประมาณก็เปลี่ยนทาง แต่เดิมงบประมาณมาทางรองฯชิดชัย แล้วจึงส่งผ่านตำรวจ พลเรือน ทหาร แต่พอมายุค คมช. มีการฟื้นโครงสร้างขึ้นมาใหม่ ทุกอย่างผ่าน กอ.รมน. บทบาทของทหารขึ้นมานำ ดังนั้นยุทธศาสตร์ ยุทธการ และยุทธวิธีเปลี่ยนไป แต่ใช้คำเดิมของรองฯชิดชัยโดยเติมคำว่า บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เขาเริ่มเอายุทธวิธีทางการทหารเข้ามาโดยไม่รู้ตัว เขาเริ่มเล่นบทเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายทันที ในขณะเดียวกัน ตำรวจหายไป ดังนั้นตอนนี้จึงมีความพยายามผลักดันระดับ รอง ผบ.ตร.เข้ามาช่วย พยายามที่จะเพิ่มเข้าไปให้เคียงคู่ กอ.รมน.แต่ไม่สำเร็จ ศอ.บต.พลเรือนที่ตั้งเข้ามา ก็ถูกตอนโดยกฎหมายไม่ผ่าน แล้วงบประมาณมันเลี้ยวผ่าน กอ.รมน.อีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นโครงสร้างทุกอย่างจึงหยุดอยู่กับที่ พอบทบาทมากดดันอยู่ที่ทหารค่อนข้างมาก แล้วทำงานไประยะหนึ่ง เริ่มรู้ตัวว่าตนเองมารับความกดดันทั้งหมด ความนิยมของประชาชนที่มีต่อทหารจึงต่ำลง ทั้งที่แต่เดิมตำรวจเป็นผู้รับความกดดันด้วยกัน


          หลังจากนั้นเริ่มมีกลุ่มนายพลทหารกลุ่มหนุ่ม เริ่มเข้ามาถกเถียงในลักษณะนอกเครื่องแบบ แล้วใช้คำว่า พหุสังคม ดังนั้นผมจึงเรียกยุคท้าย ๆ คมช.นี้ว่า “ฉันจึงมาหาความหมายของสถาบันทหาร” เพราะเขาเริ่มสนใจหาความหมายจริง ๆ เพราะเขาเริ่มไปตามร้านอาหาร เริ่มไปต่างประเทศเป็นกลุ่ม แล้วก็เชิญพวกเราเข้าไปแซมบ้างเพื่อถามว่า มันคืออะไร มีอยู่ 6-7 คำที่เขามาหาความหมาย อย่างคำว่า “กระจายอำนาจ” และเขาใช้คำว่า “เปิดพื้นที่ทางการเมือง” เขาพยายามหาโมเดลใหม่ ๆ ตามประเทศกลุ่มยุโรป โดยชวนเราไปด้วย เขาสนใจคำว่า “วัฒนธรรม” ขึ้นมาบ้าง เนื่องจากเขารู้สึกว่า สถาบันของเขาสะเทือน เมื่อ 1-2 ปีที่ผ่านมา ผมเป็นพลเรือนที่เรียน วปอ.(วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร) กับเขาบ้าง ทาง วปอ.สนใจมาก เกรงสถาบันทหารจะเสื่อม จึงเริ่มอยากเรียนรู้คำเหล่านี้ โดยชวนพลเรือนที่เรียน วปอ.มาทำวิจัยในเรื่องเหล่านี้ อีกคำคือเขาสนใจ “สันติวิธี” โดยอยากรู้ว่า ถ้าทหารจะเล่นบทสันติวิธี จะเล่นอย่างไรทั้งในเครื่องแบบทหาร เขาพยายามจะสังเคราะห์มัน คำว่า ”นิติธรรม” เขาก็อยากรู้ว่า ถ้าใช้กฎหมายแบบนี้ทำไมชาวบ้านไม่ชอบ เช่น พรก. กฎอัยการศึก เขาสงสัยว่า เขาทำตามกฎหมายแล้ว ทำไมเขาถึงถูกถล่ม เขาจึงอยากรู้และอยากใช้คำว่า นิติธรรม บ้าง



          อีกคำคือ เขาเริ่มวิเคราะห์ความหมายของคำว่า “ความมั่นคง” แบบใหม่ ลองไปดูในรัฐธรรมนูญ 50 เขาเริ่มวิเคราะห์ความมั่นคง ว่ามันเริ่มมีความหมายมากขึ้น นโยบายความมั่นคงที่ สมช.ออกมา ก็เห็นได้ชัดว่าเริ่มพยายามขยาย นี่คือการเมืองกดดันทำให้เขาต้องทำอย่างนี้บ้าง คำว่า “อำนาจอธิปไตย” ก็เป็นอีกคำหนึ่งที่เขาสนใจ และสุดท้ายคำที่เขามาหาความหมายอีกคำหนึ่งคือ “ความเป็นธรรมในสังคม” เพราะตัวเขามีแต่คำว่า “หน่วยปฏิบัติการจิตวิทยามวลชน” และเขาถูกถล่มไปทั้งหมู่เลยเมื่อปีที่แล้ว แล้วทำไมต้องถูกถล่ม แล้วคำว่ามวลชน มีทั้งสวมเครื่องแบบ มีทั้งทำปุ๋ย EM พลตรีพิเชษฐ์ที่ทำปุ๋ย EM ก็ถูกย้ายไปช่วงหนึ่ง ดังนั้น ยุคฉันจึงมาหาความหมายของสถาบันทหาร 7 คำเหล่านี้ อันเกิดเนื่องด้วยความกดดันทางการเมืองในยุคคุณสมัคร ที่ไปไหนก็จะพูดว่า “ทหารเขาทำดีแล้ว อย่าไปยุ่งเขาเยอะ ปล่อยให้เขาทำงาน” การพูดแบบนี้บ่อย ๆ ผมตีความตามที่ทำงานอยู่ภาคใต้ ผมก็รู้ว่ามันไม่ใช่ แต่มันเป็นการกดดันเขานะ แล้วทุกอย่างก็ยังผ่าน กอ.รมน.อีก จึงเป็นที่สงสัยว่า การเมืองมันเล่นอะไรอยู่


          มาถึงเรื่องผลกระทบในยุค “ทหารจึงมาหาความหมาย” ผลกระทบอันที่1.ก็คือ เมื่อการเลือกแม่ทัพคนใหม่ พลตรีพิเชษฐ์ผู้ส่งเสริมทำปุ๋ย EM ก็กลับมา ก็มีการปรับเลือกเลขา สมช. (สภาความมั่นคงแห่งชาติ) คนใหม่ ปรับรองเลขา สมช.ใหม่ เป็นนายพลหนุ่ม ปรับคนที่ทำนโยบายและแผนเรื่องภาคใต้ใหม่ แล้วมีวิธีการทำงานแบบใหม่ เริ่มอยากใช้ พรบ.ความมั่นคง ผมเองยังถูกถามเชิงปรึกษา เรื่อง พรบ.ความมั่นคง เขาขอฟังความเห็นทุกฝ่ายอย่างรอบด้าน แล้วยังจะถามผมอีกว่า จะมีอะไรเสียหายไหม หากรัฐบาลจะประกาศใช้ พรบ.ความมั่นคง ผมจึงว่า ไม่เสียหายหรอกครับ หากรัฐบาลให้พลเรือนใช้มากหน่อย


          ผลกระทบอันที่ 2.คือ การใช้ พรบ.ความมั่นคง แทนกฎอัยการศึก และ พรก. เพราะเขาคิดว่าเหตุการณ์มันดีขึ้นแล้ว เขาน่าจะใช้ พรบ.ได้แล้ว เพราะเขาต้องการหยุดเหตุการณ์รายวันให้ได้ก่อน แต่เมื่อการเมืองมันบีบเขาอยู่ทุกวัน แค่นี้ไม่พอ เขาจึงเริ่มสนใจเรื่องสาเหตุของปัญหา และเขาก็เริ่มมั่นใจว่า ถ้าใช้ พรบ.แล้วมันเบาลง โดยเฉพาะรายงานของสภาความมั่นคงฯบรรทัดหนึ่งที่กล่าวว่า “การก่อการร้ายในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ใช่อาชญากร” เขาหมายความว่า หากเราใช้ ประมวลกฎหมายอาญาแล้วไล่จับแบบอั้งยี่ ซ่องโจร กบฏแบบนี้ ไม่มีวันชนะ นับเป็นความหมายที่ดี มันเป็นผลจากการกดดัน ทำให้เขาคิดว่า ถ้าใช้เครื่องมือตัวนี้ แล้วเหตุการณ์มันจะเบาลง โดยเฉพาะมาตรา 21 จะไม่มีการฟ้อง เพื่อให้เกิดเหตุการณ์ที่ประกันตัวไม่ได้


          ผลกระทบอันที่ 3 คือ ความพยายามเพิ่มบทบาทพลเรือน โดยเชิญคุณพระนาย เชิญผม เชิญคุณอดุลย์ แล้วแถลงข่าว เพียงแต่ข่าวไม่ดัง ซึ่งน่าจะเป็นจุดเปลี่ยนอันหนึ่ง แล้วเริ่มพูดถึง “บทบาทที่ชนะได้ด้วย ศอ.บต.”


          ผลกระทบอันที่ 4 เป็นผลกระทบจากทางด้านการเมือง ทำให้เขาเริ่มวิพากษ์ตัวเอง กลุ่มทหารกลุ่มใหม่ที่ผมกล่าวถึง เริ่มวิพากษ์บทบาทของ กอ.รมน. วันหนึ่งผมไปในนามอนุกรรมธิการของ ส.ส.ไปพบท่าน ผบ.ทบ. ท่านเอา 5 เสือมานั่งฟังแล้วเราก็พูดกันอย่างตรงไปตรงมา ท่านบอกว่า ยุทธวิธีที่ทำอยู่ทุกวันนี้ จับคนร้ายได้ 1 คน แต่สูญเสียมวลชนไป 500 คนไม่คุ้ม คุณช่วยหาเครื่องมือให้ผมใหม่ ผมไม่อยากใช้ พรก. แล้วก็มีการวิพากษ์ตัวเองถึง กอ.รมน.ว่ามันเป็นอย่างไร แล้วก็คุยกันเรื่องรักษาภาพพจน์ของสถาบันทหารบ่อยขึ้น


          ผลกระทบอันที่ 5. เริ่มมีการวิเคราะห์โครงสร้างและนโยบายทางภาคใต้ใหม่ เหมือนรู้ตัวว่าที่ทำงานอยู่ทุกวันนี้ว่าไม่มีนโยบาย ผมทำงานมา 6 ปีแล้ว หานโยบายไม่เจอ เพราะคนที่ร่างนโยบายใน สมช. เขาบอกว่าคนที่ใช้ไม่เอา แล้วโครงสร้างอยู่ที่ไหน กอ.รมน.ทำอะไร ไม่เคยมีการพูดจริงจังกันสักที พอถึงเวลาประชุม กอ.รมน.ใหญ่ หรือประชุมสภาความมั่นคงฯเขาก็เงียบ ซึ่งเขาก็ยอมรับในข้อนี้


          ผลกระทบอันที่ 6 ในระดับยุทธวิธี ยอมรับว่าต้องมีการเปลี่ยนยุทธวิธี ลดการปิดล้อม ตรวจค้นลง แต่เพิ่มการลาดตระเวนแบบจรยุทธมากขึ้น ตรงนี้ก็เป็นจุดที่ผมเห็นว่าในยุค “ทหารจึงมาหาความหมาย” ผมเห็นจุดเปลี่ยนตรงนี้ แต่ยังท้าทายเขาอยู่ว่า เขาจะทำอย่างไรให้ตั้งแต่หัวแถวจนถึงปลายแถวมันทำงานอย่างเป็นเอกภาพ

ซึ่งก็เป็นปัญหาของระบบราชการโดยปกติ


          การเมืองยังส่งผลถึงบทบาทของตำรวจ ในยุคที่ผ่านมา ตำรวจดิ้นอยู่ฝ่ายเดียว และรู้สึกว่าการใช้ พรก.ทำให้เขายังสับสนอยู่ คราวนี้เขามาใหม่ ปรับโครงสร้างทั้งหมด ทำเป็นกองบัญชาการขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ โดยตัดพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 9 ออกไปส่วนหนึ่งเฉพาะ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แล้วให้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นี้ขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ ภายใต้การบังคับบัญชาต่อนายพลโทคนหนึ่ง ตรงนี้ผมไม่ค่อยสบายใจ เพราะมันใหญ่กันขึ้นมาอีกแท่งหนึ่งแล้ว แล้วถ้าคุมไม่ดี ไม่จัดการจราจรให้ดี ระหว่าง กอ.รมน. สตช. ตรงนี้จะลำบาก


          ผมขอวิเคราะห์อีกมุมหนึ่งว่า แล้วมันได้ส่งผลกระทบต่อการทำงานในเชิง Root Cause คือรากของปัญหาบ้างไหม กล่าวคือ

เรามองเชิงยุทธศาสตร์กันมากขึ้นแล้ว และกลุ่มนายพลหนุ่มที่ผมกล่าวถึงนี้ เขาถึงกับกล่าวว่า ปัญหาภาคใต้นี้ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของธรรมาภิบาลเท่านั้น แต่เป็นปัญหาของประวัติศาสตร์และชาติพันธุ์ และความหลากหลาย

เขาก็พยายามหาโมเดลเพื่อเปิดพื้นที่ทางการเมืองที่ยอมรับได้ และเริ่มจะมีสูตรสำเร็จออกมาบ้างแล้ว อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่เขายังไม่มั่นใจว่า นายของเขาจะเห็นด้วยไหม

ที่ผมเห็นก็คือ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วนี่เอง กลุ่มเยาวชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้มาบอกกับผมว่า เขาเลิกกลัวทหารแล้ว เหตุผลก็คือ หากเขายังกลัวทหารอยู่ เขาจะถูกรังแก ต่อไปนี้ เขาจะเลิกกลัวตำรวจ ทหาร เพราะเขามั่นใจว่า เขาต่อรองได้ เขาเริ่มมีความรู้ทางด้านกฎหมาย เขาจะไม่วิ่งหนีแล้วจะพยายามไปพูดคุยด้วย

สาเหตุของปัญหา เกิดกระบวนการเรียนรู้เรื่องความขัดแย้งขึ้น เขาเรียนรู้ว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ มันหนักหนาสาหัส และเมื่อเขาจำลองภาพลงไปในภาคใต้ เขาก็พบว่า มันเหมือนภาคใต้ แต่มันซึมลึกกว่าเพราะมีเจ้าภาพ แต่กระบวนการนี้ทำให้เขาเกิดกระบวนการเรียนรู้ว่า เมื่อมันมีความขัดแย้งเกิดขึ้น เขาเริ่มมองว่ามันเป็นความขัดแย้ง ซึ่งแต่เดิมมองว่า มันเป็นการรุกอธิปไตย มองเป็นศัตรูของชาติ แต่เมื่อเขาเริ่มมองว่ามันเป็นความขัดแย้ง ซึ่งผมมองเป็นเรื่องบวก เพราะการมองว่าเป็นศัตรูของชาติ มันอีกเรื่องหนึ่งเลย ดังนั้นหากตั้งประเด็นถามผมว่า การเมืองในปัจจุบันนี้จะส่งผลกระทบต่อภาคใต้อย่างไร ผมขอบอกว่า ตาดูหูฟัง โดยขอยกคำของมติชนรายวันวันนี้ว่า “ที่เห็นน่ะไม่ใช่ ที่ใช่น่ะไม่เห็น”


วรวิทย์ บารู วุฒิสมาชิก


          ในสัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่มวุฒิสมาชิก วิปภาคใต้กดดันว่า การใช้ ป.วิอาญาก็ดี การใช้กฎอัยการศึกก็ดี การใช้ พรก.ก็ดี มันล้วนแต่ทำให้เจ้าหน้าที่โดยเฉพาะทหารมันใหญ่กว่าประชาชนมากมาย เราจึงขอให้พิจารณาการใช้ พรบ.ความมั่นคง โดยเฉพาะมาตรา 21 เรากดดันทั้งในสภาผู้แทนฯและกลุ่ม สว. ผมขอพูดถึงประเด็น การมองขั้วความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตอนนี้มันเริ่มดีขึ้น ผมเชื่อว่าการแก้ปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มันจะลงล็อกก็ต่อเมื่อการจัดระบบของผู้แก้ปัญหานั้นลงล็อก ตราบใดถ้าไม่ลงล็อก มันก็แก้ปัญหาไม่ได้ วันนี้มันเริ่มจะเข้าสู่จุดที่ควรจะเป็น ผมได้คุยกับเพื่อน สว.หลาย ๆ ท่านเพื่อขอพลโทพิเชษฐ์กลับลงไป เพราะผมมองว่า การเป็นทหารสายพิราป หรือการทำมวลชนโดยส่งเสริมการทำปุ๋ยของท่าน อาจจะแก้ปัญหาได้ ผมเสียใจกับบางอย่างผ่านมา คือ ยุค คมช. โดยปกติแล้วผู้นำศาสนา และผู้นำท้องถิ่นหลายคนต้องรู้จักแม่ทัพภาค 4 เขาจะรู้จักชื่อกันหมด ยกเว้นพลโทวิโรจน์ เขาไม่รู้จัก หลายคนที่ทำงานในสายทหารหลาย 10 ปี ก็ถูกย้ายออกไปหมด ย้ายไปอยู่ภาค 2 ภาค 3 บ้าง เราจะเห็นปรากฏการณ์อย่างใหม่ขึ้นมา ในรัฐบาลชุดปัจจุบัน ภาพชัดเจนที่สุดคือ การใช้จ่ายเงินไปถึง 15 ล้าน เพื่อสร้างภาพออกทีวีของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ที่ไปตบแต่ง สร้างภาพกันที่เยอรมัน มันเป็นการหากินกันทั้งระบบ คนที่จัดการได้ไปถึง 5 ล้าน มันเป็นสภาพที่หากินกันอย่างนี้ หากเราเปลี่ยนสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ การแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้คงแก้ได้ไม่ยากนัก


                    สังคมการเมือง หากมองขั้วความขัดแย้ง มักจะมองเป็น 2 ขั้ว ไม่ว่าจะเป็นสำนักข่าวกรองแห่งชาติ กอ.รมน. ทหาร หรือตำรวจ มักจะมองเป็น 2 ขั้วเสมอ จึงมักละเลย และลืมขั้วที่แก้ปัญหา คือขั้วใหญ่ ๆ ตรงกลาง ผมฟังจากทางสำนักข่าวกรองแห่งชาติ บอกว่า เราดีใจที่เวลานี้ผู้ก่อเหตุ เขามามอบตัว เขามารายงานตัว แต่ในอีกสภาพหนึ่ง บางคนเขายากจนมาก เขาอยู่ตามหมู่บ้าน ตามกำปง เขาไม่มีทางเลือกที่จะไปทำอย่างอื่น เขายากจนเกินกว่าที่จะไปทำงานในมาเลเซีย และเขาก็อยากอยู่ที่บ้านเขา เด็กเหล่านี้จะมีปัญหา พอมีปัญหาก็ต้องมารายงานตัวกับเจ้าหน้าที่ จนเวลานี้เด็กมารายงานตัวกันหมดหมู่บ้านแล้ว บางคนก็มารายงานตัวกันคนละ 2-3 รอบก็มี ที่นี้ก็ผลักไปสู่กลุ่ม 2 กลุ่มคือกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ และอีกกลุ่มคือกลุ่มของฝ่ายเจ้าหน้าที่ แต่เราสังเกตดูทุกครั้งที่การจัดการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ผ่านมา ที่ประสบผลสำเร็จคือ การจัดระบบกลุ่มคนตรงกลางให้ได้ แต่ ณ วันนี้คนตรงกลางไม่เอาด้วยกับระบบที่คุณทำอยู่ ไม่ว่าคุณจะบอกว่าอิสลามสาธารณรัฐ อิสลามในภูมิภาคเอเชียต่าง ๆ ข้อเท็จจริงมันไม่ใช่ คนที่อยู่ตรงกลางเขารู้ดี ในสภาพที่เขาได้ติดต่อกับต่างประเทศอย่างยาวนาน สิ่งเหล่านี้ก็ยังคงมีอยู่ เขาสามารถรับรู้การเมืองระหว่างประเทศได้อย่างมากมาย อย่างเช่น ในตุรกีเป็นอย่างไร เติบโตขึ้นมาจากรากอย่างไร เขารับรู้ แต่เขาไม่มาวิพากษ์วิจารณ์กับเรา คนใส่หมวกที่มันอยู่ตรงกลาง เขารู้ เขาวิพากษ์วิจารณ์ เพราะเพื่อนเขามีอยู่มากมายที่ต่างประเทศ สิ่งเหล่านี้เป็นโมเดลที่เขาจะปรับแก้ ที่นี้ในภาครัฐมองแค่ 2 ขั้วเท่านั้น เลยลืมจัดตรงกลาง ขั้วใหญ่ ๆ ที่อยู่ตรงกลางเมื่อไม่ได้รับการจัด ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ เมื่อไปกระทบคนตรงกลาง คนตรงกลางจะมีข้อมูลมากมาย แต่ไม่ได้แลกเปลี่ยนกับรัฐ เกิดการแลกเปลี่ยนกันเอง จึงไม่ได้เป็นการแลกเปลี่ยนเพื่อการแก้ไข เพราะองคาพยพในการแก้ไข ไม่ได้รับความมั่นใจ ที่ไม่มั่นใจเพราะมันมี 2 ทฤษฎีเกี่ยวกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ จนถึงทุกวันนี้ ที่ว่าเริ่มหาความหมายตามที่ท่านรองชาญเชาว์พูดถึง อาจจะมองว่าตาม ทฤษฎีกดให้ลง มันเริ่มใช้ไม่ได้ แต่ก่อนเราเชื่อมั่นว่า กดให้ลง สภาพสังคมการเมืองทั่วไปก็บอก กดให้ลง แต่มันกดไม่ลง เพราะความเชื่อมโยงกับสังคม ประเพณี และวัฒนธรรม มันกดไม่ลง เพียงแต่ว่ามันอาจจะชั่วคราวเหมือนสมัยจอมพล ป. พิบูลย์สงคราม หรือจอมพลสฤษฎิ์ ธนะรัตน์ ยิ่งวันนี้ความเปลี่ยนแปลงมันมีมาก บางทีมันประทุขึ้นมา เราจะเห็นว่า หลายที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทหารต้องออกหน้า ไม่ว่าจะเป็นการอบรมเด็ก ทหารก็ต้องทำ หรือถ้าให้คุณทำ ฉันก็ต้องซื้อวัสดุครุภัณฑ์เพื่อการอบรม เสร็จแล้วก็ต้องให้เด็กเซ็นชื่อ นัยยะของมัน ชาวบ้านรู้ว่ามันคืออะไร สิ่งเหล่านี้ได้รับการดูถูกดูแคลนจากประชาชนที่รับรู้ การขอใบเสร็จค่าน้ำมัน 2-3 แสนจากปั๊มน้ำมันที่อยู่ห่างออกไป ชาวบ้านเขาวิพากษ์วิจารณ์ นั่นคือกลุ่มใหญ่ตรงกลางที่จะเป็นตัวชี้ขาด ดังนั้นทฤษฎีการกดให้ลงก็เริ่มที่จะกดไม่ลง เมื่อมองเห็นตรงนี้ก็เลยเริ่ม “มาหาความหมาย” คำของยุค “ทหารจึงมาหาความหมาย” ตามที่ท่านรองฯว่า น่าจะมีมากกว่านี้ เช่น คำว่า มุสลิมเชื้อสายมลายู ญีฮัจน์ กาเฟะ มูนาฟิก ปอเนาะ ต่าง ๆ เหล่านี้ เขาเริ่มเรียนรู้ว่า ข้อเท็จจริงนั้นคืออะไร เริ่มเข้าใจในเชิงลึก


อีกทฤษฎีหนึ่งก็คือ ทฤษฎีการจัดระเบียบ หมายความว่าทั้งฝ่ายผู้ไปแก้ปัญหาและผู้อยู่ข้างใน ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมเข้าใจว่า ปัญหาชายแดนภาคใต้คือปัญหาการปกครอง ถ้าไม่ให้ฝ่ายปกครองแก้ มันก็แก้ไม่ได้ ต้องแก้ในเชิงการปกครอง ถ้าเขาจะปกครองตนเองก็คือปัญหาในเรื่องของการปกครอง เราต้องพูดในเชิงทฤษฎีของรัฐศาสตร์ ไม่ใช่เอาแต่เรื่องความมั่นคง และบีบรัดจนสร้างให้เกิดความกลัว


          ผมยังมองว่า ประเด็นรูปลักษณ์ของสังคมจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทางฝ่ายความมั่นคง ถึงแม้ว่าจะบอกว่าเข้าใจได้มาก แต่ว่ายังมีหลายส่วนที่ไม่เข้าใจ อย่างเช่น การเมืองในปัตตานีวันนี้ ทุกการเลือกตั้งมา จะมีการสั่งมาจากข้างบนเลยว่า ในการเลือกตั้ง สส. สว.ต้องมีคนพุทธเข้ามาอย่างน้อย 1 คน แต่เราไม่กล้าสะท้อนว่า มีการออกแบบการเลือกตั้งตามจำนวนประชากรโดยนักการเมืองท้องถิ่นที่นั่น ซึ่งมันไม่ได้สะท้อนความเป็นจริงในพื้นที่ คือยังใช้ทฤษฎีกดให้ลงเหมือนเดิม เราจึงยังมองเห็นว่า สิ่งเหล่านี้มันเริ่มใช้ไม่ได้แม้จะเป็นความประสงค์ของนักการเมืองก็ตาม


          ในทางสังคมโดยทั่วไปอีกอันหนึ่งที่เรามองจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในเรื่องของวัฒนธรรม เราจะเห็นว่า ในช่วงที่มีการไหล่บ่าของงบประมาณมาอย่างมากมาย บางแห่งใครที่มีอำนาจตรงนั้น มักจะใช้กระบวนการของทางราชการไปใช้เงินของราชการ แต่ในอีกแห่งหนึ่งไม่ได้ใช้เงินของราชการ มักจะทำกันเอาเอง นับเป็นวิธีคิดของประชาชนที่ละเอียดมากขึ้น เช่น การกินเจ ทำไมเทศบาลจะเอางบเทศบาลไปโฆษณาชวนเชื่อ ในขณะที่วันรายอของชาวมุสลิมกลับไม่มีอะไรโฆษณาชวนเชื่อสักแผ่นเดียว ความละเอียดมันเกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้มันเป็นประเด็นที่ตามมา ความฉลาดมันจะตามมา ประเด็นต่าง ๆ ที่รัฐใช้ เช่น ถมคลอง ทำถนน ชาวบ้านเขาเริ่มคิด แต่เขาไม่กล้าที่จะพูด มีบางคนอยากขึ้นป้ายว่า “ปลอดคอรัปชั่น” ด้วยซ้ำไป เพราะเขารู้ว่าการคอรัปชั่นมันมากมายเหลือเกินในปัตตานีเวลานี้ ในท่ามกลางความขัดแย้ง แต่คอรัปชั่นกลับเติบโตอย่างมาก มีการตั้งบริษัทญาติไปรับเหมางานโดยผู้ใหญ่ในจังหวัด งบประมาณมากมายกลายเป็นแหล่งหากินกัน อย่างงบที่ลงไป 8,000 กว่าล้าน เป็นงบทหาร 7,000 กว่าล้าน ส่วนงบการศึกษามีแค่ 380 กว่าล้าน ขณะที่ทุกคนคิดว่าการศึกษาจำเป็น ดังนั้นมันสะท้องภาพให้เราเห็นอะไรบางอย่างในอนาคต


          ทางด้านการศึกษา ทุกคนพูดว่าการศึกษาสำคัญที่สุด แต่ทุกวันนี้เวลาเราพูดในเรื่องของเขตพัฒนาเฉพาะกิจ เราจะมองในเชิงเศรษฐกิจเท่านั้น ความเข้าใจในเรื่องการศึกษาไม่มี เช่น โรงเรียนตาดีกาก็ยังเป็นปัญหาอยู่ อย่างการรายงานข่าวก็จะสะท้อนภาพออกมาว่า เด็กตาดีกาที่นี่ทุกวันนี้ร้องเพลงชาติกันไม่เป็น ผมฟังแล้วสะท้อนใจ เพราะการรายงานอย่างนี้มันหลอกคนทั้งประเทศ เพราะความจริงเขาก็เป็นเด็กกลุ่มเดียวกับเด็กทั่ว ๆ ไป เพียงแต่ว่าวันนี้เป็นวันเสาร์อาทิตย์ เขาก็มาอยู่โรงเรียนตาดีกา แต่วันจันทร์ถึงศุกร์เขาก็ไปเรียนตามหลักสูตรปกติ การรายงานข่าวบิดเบือนอย่างนี้ ทำให้มองว่า เด็กกลุ่มเดียวกันนี้กลับกลายเป็นกลุ่มชั่วเมื่ออยู่ในการสอนของอุสตาซหรือเจ๊ะครู นัยยะเหล่านี้ หากเรายังเดินแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จะทำให้เกิดปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้


          ผมเคยเสนอตอนที่เป็นที่ปรึกษา คมช. ให้มี”สภาการศึกษาใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้” ปรากฏว่านักบริหารการศึกษาทั้งหลายต่อต้าน ทั้งที่ผมถามว่า ทำไมทุกวันนี้คุณภาพการศึกษาจึงอยู่แค่นี้ ทุกวันนี้ก็ยังเป็นเช่นนี้ต่อ แทนที่จะเรียนรู้เรื่องตาดีกา การจัดระบบตาดีกา แต่ไม่มีใครยอมรับเพราะถ้ารัฐเป็นฝ่ายเสนอ แล้วเขาได้ รัฐกลัวจะสูญเสีย รัฐต้องการให้ประชาชนรู้สึกว่ารัฐเป็นผู้ให้ทุกอย่าง โดยที่ทุกวันนี้ประชาชนเขาต่อสู้ในหลายสิ่งที่รัฐให้ อย่างตอนเกิดเรื่องปอเนาะที่ดารอ สว.หลายคนได้ไปเห็นปัญหามากมาย รวมทั้งสุขภาวะต่าง ๆ ของประชาชน เรามีทั้งกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ก็ไม่เคยมีข้อเสนอที่จะบอกเลยว่า ถ้าจะทำให้คนเหล่านี้ดีขึ้นแล้วจะทำอย่างไร โดยเฉพาะคนกลุ่มกลางตรงนี้ หากเราถามว่า คนปัตตานี ยะลา นราธิวาสเป็นคนอะไร เขาก็ต้องตอบว่า เขาก็เป็นของเขาอย่างนี้ เพียงแต่เป็นของเขาภายใต้ประเทศไทย แต่เรามักจะพูดว่า เราได้ร่วมกันสร้างตั้งแต่สมัยสุโขทัยมา สังคมมุสลิมมาพร้อมกับสมัยสุโขทัย ถามว่า เราคิดได้แค่นี่เองหรือ การแก้ไขปัญหาผมว่าเราต้องมองให้มากกว่านั้น อย่างเรื่องโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา เรามักจะระวังแต่ในเรื่องปริมาณโรงเรียนที่เกิดขึ้นมากมาย กลัวว่ามันจะลามมาถึงกรุงเทพฯ แต่เราไม่ไปคิดถึง พรบ.โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม มันจึงแสดงถึงความไม่เข้าใจของเรา


          ในเรื่องของเศรษฐกิจในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้านความสัมพันธ์ระหว่างชาติพันธุ์ ถ้าหากเจ้าหน้าที่ไม่เข้าไปยุ่ง ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับประชาชนจะเป็นไปโดยธรรมชาติ มีลักษณะของความพึ่งพาเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ดีกว่าที่เจ้าหน้าที่จะลงไปจัดกิจกรรมให้ หากยิ่งเป็นการจัดฉากสร้างภาพบนความไม่รู้จริง จะยิ่งเป็นการสร้างปัญหา เพราะหากชุมชนไหนทำโดยธรรมชาติตามปกติ มันจะแสดงออกถึงลักษณะของการเกื้อกูล ความเป็นธรรมชาติ ความรักระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกันสูง ในเรื่องระบบสหกรณ์เป็นตัวขับเคลื่อนอย่างดีและเติบโตขึ้นมาเรื่อย ๆ แต่กี่ปีที่นี่ก็ยังเหมือนเดิม เรียกร้องมานานแล้ว ตอนนี้คุณนิกร จำนงค์ พรรคชาติไทยกำลังทำอยู่ ในสมัย กอส.เรียกร้องให้มี พรบ.การบริจาค พรบ.ซะกาต แต่รัฐบาลก็ยังไม่ได้ทำ ทั้ง ๆ ที่การบริจาคเป็นสิ่งสำคัญของคนมุสลิม เป็นหลักการในทางศาสนา มือที่ให้ประเสริฐกว่ามือที่อยู่ข้างล่าง มือบนประเสริฐกว่ามือล่าง ทางศาสดาสั่งว่า จงเป็นมือบน แต่นี่เราไม่มีความเข้าใจในเรื่องนี้


          สิ่งสำคัญอยู่ที่เราจะจัดระบบตรงนั้นให้อยู่เข้าที่เข้าทางได้อย่างไร และยังเชื่อว่า ขั้วความขัดแย้งมันก็ยังมีอยู่ 2 ขั้ว แต่ขั้วตรงกลางยังไม่ได้รับการจัดระเบียบให้ดี รวมทั้งกลุ่มผลประโยชน์หลายกลุ่มเหล่านี้ เราจะทำอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มทหาร ตำรวจ หรือกลุ่มมุสลิมที่แสวงหาประโยชน์


ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


          ได้มีการสัมมนาเมื่อเดือนที่แล้วที่เรียกว่า โครงการสานเสวนา(Dialogue) ระหว่างนักวิชาการไทยกับมาเลเซีย โดยอาจารย์ชิดชนก ราฮิมมูลาจาก มอ.ปัตตานี เป็นคนริเริ่มตั้งแต่ต้นปี ความคิดก็คือ ทำอย่างไรที่นักวิชาการจะช่วยในการให้ข้อมูลในการแก้ปัญหาความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แนวคิดของอาจารย์ชิดชนกก็คือ เราน่าจะไปคุยกับนักวิชาการในประเทศมาเลเซีย ซึ่งความจริงอาจารย์อยากจะไปเจอกับนักวิชาการปัตตานีที่ไปสอนในมาเลเซีย แต่เมื่อเข้าไปแล้วกลับไม่เจอ เพราะทางการเขาไม่ให้มา ก็เลยได้เจอกับนักวิชาการมาเลเซียจริง ๆ เขาเองก็อยากจะรู้ว่า เรื่องราวของเราเป็นอย่างไร ก็นับว่าเป็นเรื่องดีที่ได้คุยกัน เมื่อเขามากรุงเทพฯ เราก็ได้แลกเปลี่ยนกัน โดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นเจ้าภาพ จัดสัมมนาทางวิชาการเรื่อง “ผลกระทบของโลกาภิวัตน์และอิสลามภิวัตน์ในไทย” เมื่อ 10 -11 กันยายน 2551 โดยเราอยากดูการเปลี่ยนแปลงจากผลกระทบของโลกาภิวัตน์ต่อ Islamization ในประเทศมาเลเซียกับประเทศไทยมีอย่างไรบ้าง โดยเปรียบเทียบ เราได้เชิญนักวิชาการจากมหาวิทยาลัย Kebangsaan และ Malaya ประเทศมาเลเซียมาร่วมเสวนา ส่วนอีกมหาวิทยาลัยหนึ่งรับปากแล้ว แต่พอเกิดเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างกลุ่มพันธมิตรกับ นปช. เมื่อ 2 กันยายน 2551 ภาพความรุนแรงทำให้เขาขอยกเลิกการสัมมนา แต่ผมยังดำเนินการจัดงานต่อ ก็เลยได้นักวิชาการมา 2 คน และเพิ่มอีกคนหนึ่งเป็นนักหนังสือพิมพ์ เป็นบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ The Star ของมาเลเซีย ชื่อว่า บัน นาการา แต่จริง ๆ แล้วเขามีเชื้อสายคนไทย นาการา แปลว่า ณ นคร เขาเป็นคนเชื้อสาย ณ นคร


          นักวิชาการมาเลเซียที่มาจากมหาวิทยาลัยKebangsaan ซึ่งสนใจในเรื่องปัตตานีด้วย ได้พูดถึงบรรยากาศของโรงเรียนปอเนาะในมาเลเซียว่ามีการพัฒนามาอย่างไร มีอิทธิพลภายนอก ภายในอย่างไร เป็นแหล่งซ่องสุมไหม ซึ่งข้อมูลที่ได้ก็ยังก้ำกึ่งกันอยู่ หากใครเชื่อว่ามีก็มี เชื่อว่าไม่มีก็ไม่มี ส่วนอาจารย์จากมหาวิทยาลัย Malaya ชื่อ มาลาลัย โจ เสถียร ทำเรื่องปัตตานีเหมือนกัน มาเล่างานที่แกทำ โดยดูความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันไทยกับมาเลเซียในช่วงที่ผ่านมา คือตั้งแต่เป็นเอกราชมา ซึ่งมีทั้งช่วงที่สงบและช่วงที่มีปัญหา ปัญหาส่วนใหญ่ก็คือปัญหาทางการเมือง เมื่อเกิดแรงผลักดัน หรือเกิดการต่อสู้ เช่น ขบวนการคอมมิวนิสต์มาเลเซียมากขึ้น ท่าทีของรัฐบาลมาเลเซียต่อปัญหาชายแดนก็หนักขึ้นเหมือนกัน แต่เขาก็มีวิธีการแก้ปัญหา เนื่องจากว่าที่ผ่านมา รัฐบาลและระบบการเมืองของมาเลเซียค่อนข้างเป็นระเบียบมากกว่าประเทศไทย ดังนั้นเขาจะแก้ปัญหาข้างนอกซึ่งสอดคล้องกับรัฐบาลโดยรักษาผลประโยชน์อยู่ได้ ถ้าดูในแง่ของความสัมพันธ์ รัฐบาลไทยดูค่อนข้างจะเสียเปรียบ เป็นฝ่ายที่ไม่สามารถที่จะใช้ประโยชน์จากความขัดแย้งและปัญหาในชายแดนได้เต็มที่ และที่จริงแล้ว รัฐบาลกลางของไทยก็พยายามใช้เพื่อผลประโยชน์ของรัฐบาลมากกว่าที่จะสร้างความสงบและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ผมมองว่า รัฐคงเห็นว่า ดินแดนจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ได้มีความหมายกับรัฐบาลกลางเท่าไหร่เลย ในงานสัมมนานั้นได้เชิญผู้แทนจากสถาบันยุทธศาสตร์ กระทรวงกลาโหมร่วมด้วย เพราะเมื่ออาจารย์ชิดชนกเริ่มโครงการนี้ อาจารย์ต้องผ่านฝ่ายความมั่นคง และหน่วยงานต่าง ๆ จึงมีฝ่ายยุทธศาสตร์เข้ามาร่วมด้วยมาก


          หลังจากที่ได้รับฟังท่านรองปลัดพูดถึงเรื่องความคิดใหม่ของทหาร ทำให้ผมเริ่มกระจ่าง การที่ผมถูกเชิญจากกลุ่มทหารหนุ่ม ผมไปในฐานะนักวิชาการ ใครเชิญมาผมก็ไปให้ความรู้ การที่ทหารเดินทางไปดูงานที่ยุโรป ผมจึงไปด้วย ตอนนี้ผมจึงสัมพันธ์ถึง 3 กลุ่ม คือ กลุ่มศึกษาทางภาคใต้ของวาระทางสังคม กลุ่มอาจารย์ชิดชนกที่ทำเรื่อง Dialogueกับมาเลเซีย และก็กลุ่มทหารใหม่ที่คุณชาญเชาว์กล่าวถึง ซึ่งก็ได้ตามไปดูปัญหาแบ่งแยกดินแดนต่าง ๆ ทั่วโลก ทำให้ผมได้ข้อมูลเยอะขึ้น มันช่วยให้ผมเข้าใจอะไรต่าง ๆ มากขึ้น


          หากมองในแง่ประวัติศาสตร์ บางทีเราอาจกำลังเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านขนานใหญ่ บทบาทของรัฐ อำนาจรัฐแบบใหม่ ที่มันเริ่มเมื่อประมาณ 100-200 ปีมานี่ ผมขอแบ่งง่าย ๆ ว่าเป็น 1.ระยะก่อตัว 2. ระยะฟักตัว


          1. ระยะก่อรูป ทุกประเทศจะเริ่มเปลี่ยนจากรัฐที่เป็นพระราชอาณาจักร Kingdom หรือ Empire มาเป็น รัฐประชาชาติ (Nation State) รัฐประชาชาติแบบใหม่เกิดมาประมาณ 200 ปี ส่วนของเรานับตั้งแต่รัชกาลที่ 5 ลงมา ที่พยายามเปลี่ยนผ่าน

ในระยะก่อรูป รัฐทำหน้าที่ทำอะไรบ้าง มันมีหลายอย่าง แต่ที่สำคัญที่มาบอกถึงธรรมชาติของรัฐ นั่นคือ มันทำหน้าที่ในการสะสมกำลัง สร้างความมั่นคง เนื่องจากมันเป็นสิ่งใหม่ มันเกิดมาใหม่ ดังนั้นมันจึงต้องหาเครื่องมือ หาความสามารถต่าง ๆ รวมทั้งยังทำหน้าที่อื่น เช่นด้านเศรษฐกิจ ความรู้ สิ่งต่าง ๆ ขยายตัวไปด้วย ที่เราเรียนประวัติศาสตร์ เราเพียงด้านเดียว อีกด้านหนึ่งในเรื่องของรัฐในส่วนนี้เราไม่ได้ แต่เราจะเรียนจากผลของมัน คือ สงครามโลกครั้งที่ 1 หรือ การเกิดสงครามแย่งดินแดนต่าง ๆ

ช่วงแรก ในประเทศศูนย์กลาง อย่างในยุโรป อเมริกา เมื่อรัฐเข้มแข็งแล้วก็เริ่มออกมาล่าอาณานิคม รูปแบบมันเหมือนกันหมด ตั้งแต่ ศตวรรษที่ 17,18,19 ยุโรปล่าอาณานิคมทั่วโลก คือมีการดูดทรัพยากร มีการผลิตและเคลื่อนย้ายแรงงานต่าง ๆ เข้ามา ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เราจะเริ่มเห็นกระบวนการที่เกิดขึ้นคือ มันจะเริ่มมีความต้องการของบรรดาประเทศรอบนอก พวก Peripheryต่าง ๆ ที่ไม่อยู่ในศูนย์กลาง ที่ตกเป็นอาณานิคม เริ่มต้องการเอกราช เพราะฉะนั้นรูปลักษณ์แบบใหม่ที่เกิดขึ้นคือ รัฐเอกราช ขบวนการกู้ชาติต่าง ๆ จะเริ่มเกิดขึ้น


          2. ระยะฟักตัว พัฒนาฟูมฟัก โตมาแล้ว บรรดารัฐศูนย์กลางทั้งหลาย จึงเริ่มเข้าสู่ขั้นที่เป็นจักรวรรดินิยม กล่าวคือ จากรัฐอาณานิคมก็เริ่มผูกขาด ทั้งมีอำนาจ มีความสามารถทุกอย่าง แล้วบทบาทของรัฐที่สำคัญก็มาถึงสิ่งที่ Max Weber มาสอนสังคมวิทยาให้กับเราก็คือ รัฐคือคนที่ผูกขาดการใช้ความรุนแรง โดยผ่านกฎหมาย ผ่านกระทรวงยุติธรรม และ Source Power คือ โรงเรียน รัฐจำเป็นต้องใช้เครื่องมือเหล่านั้นเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐที่สร้างมา และถึงตอนนี้ก็ไม่ต้องใช้กำลัง เขาสามารถใช้กฎหมายก็ได้ ใช้โรงเรียน ใช้สื่อ ฯลฯ แต่ที่สำคัญคือ ต้องผูกขาดการใช้ความรุนแรง เพราะฉะนั้นรัฐ Nation State จนถึงบัดนี้ เท่าที่มีมา ที่เราเคยตั้งคำถามกันถึงการปราบปราม การใช้ความรุนแรง ก็เพราะธรรมชาติของรัฐ ไม่ได้ถูกสอนให้มาทำอย่างอื่น นอกจาก “เรียนรู้การใช้ความรุนแรง และ รักษาความรุนแรง” ดังนั้น มันต้องเป็นอย่างนี้ต่อไป

ส่วนรัฐเอกราช ของพวกPeriphery ต่าง ๆ ตอนนี้มันเริ่มมีเอกราช ก็คือในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างของเราคือ เอเชียอาคเนย์ ก็จะได้เอกราชตอนนี้ ก็จะกลายเป็นรัฐกึ่งเอกราช ซึ่งคำว่า กึ่ง หมายถึง มันไม่มีลักษณะที่สมบูรณ์ในตัวมันเอง ด้านเศรษฐกิจมันก็ผสมกึ่งศักดินา กึ่งเมืองขึ้น กึ่งอาณานิคม ด้านการเมืองก็มีทั้งกึ่งประชาธิปไตย กึ่งเผด็จการ มันเป็นลูกผสมทั้งนั้นเลย เพราะฉะนั้น โดยรวมจึงมีนักสังคมวิทยาบางคนเรียกมันว่า Post-Colonial State หรือ รัฐหลังเมืองขึ้น คือมันไม่เป็นเอกราชสมบูรณ์ คือ มันยืนด้วยตนเองไม่ได้ จนกระทั่งบัดนี้ อย่างประเทศไทย ถึงเราจะเรียนว่าเราเป็นเอกราช แต่ในทางปฏิบัติมันทำไม่ได้มากกว่าเขา ไม่ได้ดีไปกว่าคนอื่น คือทำไม่ได้มากกว่าเขาเลย


          ในเรื่องตัวเปลี่ยนผ่าน ถ้าเราดูสถานการณ์ตอนนี้ มันมีการเกิดขึ้นของขบวนการต่าง ๆ เช่น มีการเดินขบวน มีการต่อต้าน การปะทะกัน ตลอดจนการเรียกร้องต่าง ๆ มันสะท้อนพัฒนาของรัฐในรอบ 100 ปีที่ผ่านมา แสดงว่า ตอนนี้ประชาชนทั้งหลายที่ถูกปกครอง เริ่มมีสัมฤทธิ์ตัวใหม่ เริ่มมองเห็นแล้ว ซึ่งแต่ก่อนก็มีผู้นำขบวนการเอกราชอย่าง โฮจิมินท์ ผู้นำอย่างปรีดี พนมยงค์ ก็คือสู้กับอำนาจรัฐตัวเดียวเท่านั้น แต่ตอนนี้มันสู้หมดทั้งแผง มันไม่ต้องรอทีละขบวน มันไปได้ทุกขบวน ใครสู้ได้ก็สู้ ใครขึ้นมาก็ได้ เพราะฉะนั้นความเชื่อต่าง ๆ อันไหนที่มันมีรากลงไปถึงได้ มันก็เป็นเชื้อไปเลย ตรงนี้ที่ผมคิดว่า สิ่งที่เรียกว่า ปรากฏการณ์ Islamic Terrorism ที่จอร์ช บุช เรียกว่าเป็นเป้าหมายที่เขาต้องสู้ เป็นคอมมิวนิสต์ตัวใหม่ ผมว่าคือปรากฏการณ์อันนี้ เพราะว่าอิสลามเป็น ศาสนา เป็นความเชื่อ เป็นวิถีชีวิตและชุมชนที่ใหญ่ที่สุดในโลก เวลาที่เราสอนเด็กในเมืองไทย ผมบอกเด็กว่า คนที่นับถือศาสนาพุทธมีประมาณ 100 ล้านคนและมีเพียงไม่กี่ประเทศ แต่อิสลามมีกี่พันล้านคนทั่วโลก และมีหลายประเทศ ส่วนภาษาไทยเองหากนับคนอยู่นอกประมาณก็มีเพียงจำนวนหมื่นเท่านั้น มันจะไปเทียบอะไรได้ แต่เราไม่เคยสนใจเรื่องอื่นเลย ดังนั้นหากมองในแง่ประวัติศาสตร์แล้ว การเกิดความคิดใหม่ ไม่มีทาง เหมือนกับการดายหญ้า มันก็เพิ่มมาอีก ดังนั้นถ้าใครหรือรัฐไหนก็ตาม พยามที่จะทำโครงการเปลี่ยนความคิด มันจะไม่ใช่การแก้ปัญหา และมันจะนำไปสู่ความรุนแรง เหมือนกับที่อาจารย์นุกูลยกตัวอย่างเรื่องความเชื่อของเด็กและชาวบ้าน และตั้งคำถามว่า ทำไมถึงเปลี่ยนความคิดมาเป็นอย่างนี้ จนต้องไปหาถึงต้นตอ เหมือนสมัยยุคลัทธิคอมมิวนิสต์ รัฐบาลทุกประเทศพยายามจะไปตามถึงต้นตอ จนบางครั้งประเทศไทยในสมัยหนึ่ง ก็มีข่าวออกมาว่า มีการเอายาใส่น้ำลงไป พอกินแล้วจะเชื่อแนวคิดลัทธิคอมมิวนิสต์ทันที ขณะนี้ความเชื่อแบบนี้เกี่ยวกับอิสลามก็ไม่ต่างกัน การคิดอย่างนี้มันจะไม่ได้แก้ปัญหา ปรากฏการณ์อันนี้ ถ้ามันจะเป็นการเปลี่ยนผ่านที่มีความหมาย มันต้องทำให้มีจุดหมาย ที่นี้ใครจะยอมรับกฎหมาย ถ้าหากว่ามันไม่มีรัฐ รูปแบบทางเศรษฐกิจ ที่ไปด้วยกัน ตรงนี้จึงเป็นการทำนายที่น่ากลัวคือ มันจะต้องเปลี่ยนผ่านอย่างค่อนข้างจะรุนแรง



********************
ถอดเทปเรียบเรียงโดย : คณะทำงานวาระทางสังคม สถาบันวิจัยสังคม จุฬาฯ

ดาวน์โหลดเนื้อหาทั้งหมด : SW1_politic social.pdf
จำนวนผู้เข้าชม : 6078