South Watch.org South Watch.org
โครงการวิชาการสาธารณะ

โครงการวิชาการสาธารณะ กรณี 3 จังหวัดภาคใต้ ครั้งที่ 2


สิทธิเสรีภาพของประชาชนในสถานการณ์ไม่ปกติ




 


โครงการวิชาการสาธารณะ กรณี 3 จังหวัดภาคใต้ ครั้งที่ 2
เสวนา เรื่อง สิทธิเสรีภาพของประชาชนในสถานการณ์ไม่ปกติ

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม 2552 9.00-15.30น.ห้องประชุมน้ำพราว 2 โรงแรมซีเอส ปัตตานี


โครงการวิชาการสาธารณะ กรณี 3 จังหวัดภาคใต้ จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดโอกาสในการแลกเปลี่ยนมุมมองทางวิชาการ ความรู้ และมีการต่อยอดต่อประเด็นจากคนทำงานปฏิบัติจริงในพื้นที่ทั้งหน่วยงานภาครัฐ และหน่วยงานองค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรชุมชนชาวบ้าน ได้มาพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน และสามารถนำกลับไปคิดและปฏิบัติงานต่อไปได้ โดยการจัดงานในครั้งนี้ เป็นความร่วมมือกันของเครือข่ายทางวิชาการจากทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่ของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีหน่วยงานร่วมจัดคือ คณะทำงานวาระทางสังคม สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, เครือข่ายรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ภาคใต้, ศูนย์ข่าวสารสันติภาพ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ศูนย์ศึกษาและสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล ,คณะศิลปะศาสตร ม. ธรรมศาสตร์, ศูนย์ศึกษาพัฒนาสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันศาสนา วัฒนธรรม และสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ และศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ รวมทั้งมี วิทยาลัยอิสลามศึกษา มอ.ปัตตานี และ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม เข้าร่วมด้วย การจัดงานครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากวิทยากรทั้ง 4 ท่านมาร่วมให้ความรู้แลกเปลี่ยนด้วย

วิทยากร
คุณสิทธิพงษ์ จันทรวิโรจน์ เลขาธิการศูนย์ทนายความมุสลิม
พลตรีสุภัช วิชิตการ รองผู้บัญชาการกองบัญชาการผสมพลเรือน ตำรวจ ทหาร(พตท.)
รองศาสตราจารย์ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ คณบดีคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ผู้ช่วยศาตราจารย์ชิดชนก ราฮีมมูลา รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มอ.ปัตตานี


ผู้ดำเนินรายการ รองศาสตราจารย์ดร.มารค ตามไท ผู้อำนวยการสถาบันศาสนาและวัฒนธรรม ม.พายัพ


มารค ตามไท : ผู้ดำเนินรายการ

หลังจากเหตุการณ์ 11 กันยา 2001 รัฐทั่วโลกเริ่มตระหนักกันมากขึ้นในเรื่องการก่อการร้าย พยายามตั้งประเด็นเกี่ยวกับว่าจะปกป้องรักษาชีวิตและทรัพย์สินอย่างไร ในท่ามกลางบรรยากาศใหม่ในโลก ซึ่งเรียกว่า “การก่อการร้ายสากล” แต่ท่ามกลางความรุนแรงประเภทซึ่งมันไม่เหมือนเดิม ดังนั้นบางคนก็คิดว่าต้องหาวิธีปกป้องรักษาที่ไม่เหมือนเดิมเช่นกัน มันไม่ใช่สงครามที่รู้ว่าศัตรูคืออะไร โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อเริ่มต้นเกิดการถล่มเวิร์ลเทรด ได้ทำการผ่านกฎหมายบางฉบับเกี่ยวกับเรื่องความมั่นคงของสังคม ซึ่งไม่เหมือนฉบับอื่น ๆ เพราะเป็นการริดรอนสิทธิเสรีภาพค่อนข้างมาก บางอย่างก่อให้เกิดผลกระทบในเมือง เช่น สามารถที่จะเข้าไปดูตามห้องสมุดทุกแห่ง เพื่อดูว่า ใครยืมหนังสืออะไรบ้าง โดยเฉพาะถ้ามีนักศึกษาที่เป็นมุสลิมอยู่ตามมหาวิทยาลัยใหญ่ ๆ ทางฝ่ายความมั่นคงที่เขาสร้างหน่วยงานขึ้นมาใหม่ Homeland Security ก็จะเข้าไปดูว่า ใครยืมหนังสือประเภทไหน พวกอาจารย์ที่มาสอนก็จะเข้าไปนั่งฟังว่า เขาพูดทำนองไหน พวกอาจารย์ที่มีชื่อเสียงบางคนก็ถูกห้ามไม่ให้เข้าประเทศ ถูกระงับไม่ให้วีซาบ้างก็มี ทั้งหมดนี้ก็อ้างว่าทำเพื่อความมั่นคง กลัวว่าจะมีความรุนแรงเกิดขึ้นซ้ำรอย จึงต้องใช้วิธีนี้ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในเมือง


ส่วนในพื้นที่อื่นโดยเฉพาะที่ประเทศอิรัก มีการปฏิบัติการบางอย่างที่อภิปรายกันมากว่าเหมาะสมหรือไม่ เช่น วิธีการให้ได้มาซึ่งการข่าวเรื่องการก่อการร้าย เรื่องนี้เราทราบกันดี เพราะมีการออกข่าวมาเยอะ ทั้งการกักขัง การทรมานบุคคลที่คิดว่าจะเกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย แต่เมื่อข่าวการทรมานนักโทษออกมาเปิดเผยก็ดี เรื่องสถานที่กักขังก็ดี จึงเป็นเรื่องที่ต้องพูดคุยกัน การที่มีการทำอย่างลับ ๆ ก็แสดงว่า คนที่กระทำไม่มั่นใจพอที่จะทำแบบเปิดเผย แต่เมื่อถูกเปิดเผยก็พยายามหาเหตุผลว่า บางครั้งในสถานการณ์ที่ไม่ปรกติ ก็จำเป็นที่ต้องริดรอนสิทธิเสรีภาพบางอย่างในช่วงหนึ่ง ถ้าไม่เช่นนั้นก็จะเกิดปัญหาทำให้ไม่สามารถปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้ การถกกันอย่างนี้ทั้ง 2 ข้าง ข้างหนึ่งคือต้องการปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน อีกข้างก็อ้างว่ามีหน้าที่ปกป้องและรักษาชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในสถานการณ์ที่ไม่ปรกติ จึงต้องใช้วิธีที่ไม่ปรกติ จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่สามารถตกลงกันได้ในเรื่องทัศนะความคิด แต่สิ่งหนึ่งที่ค่อนข้างชัดเจนก็คือว่า วิธีการนี้ไม่ได้ผล หากได้ผลก็ยังมีการถกถียงกันว่าถูกต้องหรือเปล่า แต่บังเอิญวิธีนี้มันก็ไม่ได้ผลด้วย อย่างเช่นวิธีทรมานนักโทษเพื่อให้ได้ข่าว แต่กลายเป็นว่า ได้ข่าวที่ไม่มีประโยชน์อะไร


เมื่อ3 ปีที่ผ่านมา มีการประชุมที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเรื่อง “ทบทวนยุทธศาสตร์ต่อต้านการก่อการร้าย” จัดโดยศูนย์ศึกษาการสอนที่อเมริกากับหน่วยงานทางด้านความมั่นคง โดยพยายามดูว่าจะต้องมียุทธศาสตร์ใหม่หรือไม่ ยุทธศาสตร์เดิมในการต่อต้านการก่อการร้ายที่ต้องริดรอนสิทธิเสรีภาพ มีประโยชน์มากน้อยแค่ไหน และได้ผลหรือไม่ ผมได้ไปร่วมประชุมครั้งนี้ด้วย หลังจากการประชุมได้มีทีมทำหนังสือปกขาวออกมา พิมพ์เมื่อ 11 กันยายน 2006 ก็ประมาณ 2 ปีกว่ามาแล้ว รายละเอียดหาอ่านได้ในเว็ปไซต์ เพราะเป็นข้อเสนอที่ส่งไปให้รัฐบาลตามประเทศต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ มีข้อเสนออันหนึ่งที่น่าสนใจมากคือ “ไม่ว่ารัฐจะใช้วิธีการอะไรก็ตาม จะให้เหตุผลอย่างไรก็ตามในการทำหน้าที่ในการรักษาความมั่นคง มันจะไม่ได้ผลถ้าวิธีการนั้นขัดกับระบบคุณค่าของสังคม” เนื่องจากปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนั้นที่อาบูกาอิบ ประเทศอิรัก และที่อื่น เมื่อออกมาเปิดเผยวิธีการแล้วสังคมรับไม่ได้ เพราะสังคมเห็นว่าถึงแม้เป็นการทำเพื่อปกป้องเรา แต่มันขัดกับระบบคุณค่าของสังคม จึงรับไม่ได้กับการทารุณกรรมเหล่านั้น


ดังนั้นประเด็นที่ออกมาก็คือ การกำหนดมาตรการที่เหมาะสมในยามสงคราม หรือในยามสถานการณ์ที่ไม่ปรกติ มาตรการอะไรก็ตาม เวลาที่เราจะวัด เราต้องวัดด้วยคุณค่าของสังคมที่รองรับอยู่ ไม่ใช่แค่มาตรการว่าได้ผลหรือไม่อย่างเดียว เพราะในที่สุดสังคมก็จะไม่ยอมรับมาตรการเหล่านี้ คนที่ใช้ก็จะโดดเดี่ยว หมายถึงหน่วยงานต่างๆที่จะใช้ หลังจากมีการทำหนังสือปกขาวออกมาก็มีการเปลี่ยนแปลงเยอะมาก ปัจจุบันนี้ประธานาธิบดีคนใหม่ของอเมริกาก็ได้ยกเลิกกฎหมายหลายฉบับไปแล้ว เพราะว่ามันไม่ได้ผลตรงที่คนไม่ยอมรับมากกว่าคนที่ยอมรับ ฐานของการยอมรับมีไม่กว้างพอ


สำหรับประเทศไทย กรณี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมไม่ค่อยชอบที่เราจะมาเรียกว่า เรากำลังอยู่ในภาวะสงคราม เพราะการเรียกชื่อบางอย่างทำให้เกิดการปฏิบัติบางอย่าง แต่ข้อเท็จจริงหลายคนเรียกว่าอย่างนี้ โดยเฉพาะคนทางฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐบางคนก็เรียกว่า นี่คือภาวะสงคราม ชื่อไม่สำคัญนัก เพราะเราเองก็ยอมรับว่าเป็นภาวะที่ไม่ปรกติ คือมีความรุนแรงอยู่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ในภาวะนี้ก็มีปัญหาหลายอย่างเกี่ยวกับเรื่องสิทธิเสรีภาพ ไม่ใช่การริดรอนอย่างเดียว คนที่ทำงานด้านการปกป้องสิทธิก็เป็นผู้ถูกสงสัยด้วยเหมือนกัน ว่ามีใครเป็นแนวร่วมหรือไม่ ทำไมต้องจับผิดเจ้าหน้าที่รัฐ ทำไมต้องไปหาข้อมูลเหล่านั้นมาเปิดเผย แปลว่าไม่ได้ทำงานด้วยกันแม้จะอยู่ในสังคมเดียวกัน


ทางฝ่ายที่จัดประชุมนี้ เห็นว่าการถกเถียงในเรื่องนี้ มีการพูดกลับไปกลับมาพอสมควร แต่ไม่ได้มีการมานั่งคิดกันจริง ๆ ว่าทำไมแต่ละฝ่ายถึงพูดแบบนั้น ดังนั้นวัตถุประสงค์ในวันนี้ก็คือ อยากที่จะถกในประเด็นนี้ เอาเฉพาะพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า การปฏิบัติงานทั้ง 2 ฝ่ายคือ ฝ่ายการทำงานด้านความมั่นคงเพื่อการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน กับฝ่ายการทำงานด้านปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน ต้องนำมาถกกันว่า การปฏิบัติงานทั้ง 2 ฝ่ายจำเป็นหรือไม่ ในขอบเขตอย่างไร และอธิบายอย่างไรถ้าคิดว่าจำเป็น


จึงเป็นที่มาของการเชิญวิทยากรมา 4 ท่าน มี 2 ท่านที่ทำงานด้านฝ่ายปฏิบัติ คือเลขาธิการศูนย์ทนายความมุสลิม และรองผู้บัญชาการกองบัญชาการผสมพลเรือน ตำรวจ ทหาร(พตท.) ซึ่งเป็นฝ่ายปฏิบัติทั้ง 2 ท่าน ผมขอให้ฝ่ายทนายความมุสลิมเป็นผู้เริ่มก่อน โดยพูดถึงสถานการณ์ในพื้นที่นี้เป็นอย่างไรและเกิดปัญหาอะไรบ้าง หลังจากนั้นขอเชิญท่านรองผู้บัญชาการฯ อธิบายถึงจุดยืนและมุมมองจากของรัฐว่า ทำไมถึงต้องทำ หลังจากนั้นก็ขอเชิญอาจารย์ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ในฐานะนักวิชาการ ได้อธิบายในเชิงวิชาการเกี่ยวกับขอบเขตของการปฏิบัติของรัฐ ว่าทำไมยังต้องปกป้องและรักษาสิทธิเสรีภาพอยู่ ถึงแม้ว่าจะเป็นยามที่ไม่ปรกติ และท้ายสุดขอเชิญอาจารย์ชิดชนก ราฮีมมูลา นักวิชาการที่จะมาให้ความคิดเห็น ในบางสถานการณ์ โดยทางทฤษฎีว่าเราจะต้องยอมในบางเรื่องหรือไม่ในการปฏิบัติงาน หลังจากที่วิทยากรได้พูดแล้ว ก็จะเปิดอภิปรายทั่วไป


สิทธิพงษ์ จันทรวิโรจน์ เลขาธิการศูนย์ทนายความมุสลิม

ตั้งแต่ปี พ.ศ.2547 จนกระทั่งปัจจุบันนี้ ศูนย์ทนายความมุสลิมยังคงทำงานในฐานะนายประตู ในฐานะทนายจำเลย ซึ่งมีคดีที่อยู่ในความรับผิดชอบในขณะนี้เกือบ 400 คดี กระจายอยู่ทั้ง 3 ศาลในจังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส และศาลจังหวัดนาทวี และศาลจังหวัดสงขลา มีอีก 1-2 คดีที่โอนฟ้องไปที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เรามีศูนย์ทนายความมุสลิมประจำอยู่ทั้งหมด 34 ศูนย์ มีศูนย์กลาง 1 ศูนย์ กระจายอยู่ตามยะลา ปัตตานี นราธิวาส และจะเปิดอีกศูนย์ที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา นอกจากทนายความ 20 กว่าคน ที่ช่วยงานแล้ว รวมทั้งทนายความสิทธิมนุษยชนจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ที่ช่วยเหลือทางด้านคดีแล้ว เรายังมีผู้ช่วย ทนายความร่วมรับผิดชอบ ร่วมกับประชาชนในพื้นที่ กระจายอยู่ทุกพื้นที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวม 70 กว่าคน เรามีเรื่องร้องเรียนทั้งหมดตั้งแต่ปี พ.ศ.2547 จนถึงปัจจุบัน เกือบ 1,000 เรื่อง เรื่องส่วนใหญ่ทั้งหมดก็คือเรื่องที่ประชาชนถูกริดรอนสิทธิเสรีภาพ


ในหัวข้อ “สิทธิเสรีภาพของมนุษยชนในสถานการณ์ที่ไม่ปรกติ” เป็นเรื่องยากว่า เขาเหล่านั้นมีสิทธิอย่างไร ในฐานะของคนทำงานด้านกฎหมาย ท่านคงทราบว่า ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อยู่ภายใต้กฎหมายพิเศษ 2 ฉบับ และฉบับที่ 3 คาดว่ากำลังนำออกมาใช้ กฎหมายฉบับแรกคือ กฎอัยการศึก พ.ศ.2451 กฎอัยการศึกประกาศใช้ทั่วทั้ง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้ง 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา ได้แก่ จะนะ เทพา สะบ้าย้อย และ นาทวี กฎหมายอีกฉบับหนึ่งเป็นกฎหมายพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 พระราชกำหนดอันนี้บังคับใช้เฉพาะใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่โดยการนำมาใช้ของเจ้าหน้าที่รัฐ ของกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ จะเห็นได้ว่าเป็นกฎหมายที่จั่วหัวมาเลยว่า เป็นกฎหมายที่จำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งรัฐธรรมนูญอ้างว่าได้ให้อำนาจไว้


หลักใหญ่ ๆ ตามรัฐธรรมนูญในมาตรา 32 ทุกคนมีสิทธิบริบูรณ์ สมบูรณ์ ในชีวิตและร่างกาย แต่รัฐธรรมนูญก็เปิดโอกาสให้จำกัดสิทธิบางอย่างว่า ถ้ามีกฎหมายพิเศษให้บัญญัติเอาไว้ และพบว่า การที่มีสถานการณ์ไม่ปรกติ และรัฐจำเป็นต้องนำเอากฎหมายพิเศษมาบังคับใช้นั้น แม้มีความจำเป็นอยู่ก็จริง แต่เป็นความหมิ่นเหม่ที่จะไปละเมิดสิทธิของประชาชน และปฏิบัตินอกกรอบเจตนารมณ์ที่กฎหมายพิเศษทั้ง 2 ฉบับได้ให้อำนาจเอาไว้ อีกประการหนึ่ง ฝ่ายรัฐเองไม่เคยมีกระบวนการตรวจสอบในการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายทั้ง 2 ฉบับนี้เลย องค์กรตรวจสอบนี้หมายถึงองค์กรอิสระที่สามารถทำการตรวจสอบได้ ดังนั้นจึงพบว่า ตลอดเวลา 4-5 ปี มานี้ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2547-พ.ศ.2550 ในศูนย์ทนายความมุสลิมเองไม่เคยมีคดีที่เจ้าหน้าที่รัฐ ถูกพนักงานอัยการซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ฟ้องร้องดำเนินคดีในข้อหาละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนเลยสักคดีเดียว แต่เกือบ 400 คดีที่เราทำอยู่ เป็นคดีที่ประชาชนถูกจับกุมดำเนินคดีโดยผ่านกระบวนการของกฎหมายทั้ง 2 ฉบับเกือบทั้งหมด


เจตนารมณ์ของกฎหมายทั้ง 2 ฉบับนั้น ถ้าหากว่าได้มีการปฏิบัติอย่างเคร่งครัดแล้วตรวจสอบเข้าใจตามเจตนารมณ์ของกฎหมายแล้ว น่าจะก่อให้เกิดผลดีที่จะได้เห็นเป็นรูปธรรมที่เกิดขึ้นว่า สถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ดีขึ้น แต่ตลอดระยะเวลา 4-5 ปีมานี้ สถานการณ์ยังไม่คลี่คลายโดยสิ้นเชิง แม้ว่าจำนวนของสถานการณ์ลดน้อยลง แต่ความรุนแรงมากยิ่งขึ้น



เมื่อวานนี้เอง ยังมีข่าวยิงประชาชนมุสลิมถึง 2 ครอบครัว ครอบครัวหนึ่งมีอาชีพขายของชำโดยขับรถมอเตอร์ไซต์ อีกครอบครัวหนึ่งมีอาชีพไปซื้อปลามาขาย สำหรับเหตุการณ์แบบนี้ มันเกิดความกระทบกระเทือนใจต่อพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ไม่ใช่เฉพาะแต่คนมุสลิมเท่านั้น แต่สำหรับพี่น้องมุสลิมนั้น มันมีความคลางแคลงใจอยู่ในหลายๆกรณี เป็นที่สงสัยติดใจเราตลอดเวลาว่า สิทธิเสรีภาพของประชาชนได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันหรือไม่


ในกระบวนการของจำเลยหรือผู้ที่มาร้องเรียนทั้งหมดที่อยู่ในมือของศูนย์ทนายความมุสลิม ผ่านกระบวน การขั้นตอนของกฎอัยการศึก กฎหมายกำหนดเอาไว้ว่า เมื่อมีความจำเป็นที่จะต้องทำการสอบปากคำบุคคลเหล่านั้น ให้ใช้กฎอัยการศึกได้ เขาเรียกว่า “กักตัว” เท่าที่มีความจำเป็น เพื่อสอบถาม ไม่เกิน 7 วัน ตรงนี้ ไม่ใช่ใช้คำว่า “จับตัว” แต่กฎหมายใช้คำว่า “กักตัว” เพราะในกฎหมายประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 7/1 ได้ระบุถึงสิทธิของผู้ที่ถูกจับและผู้ที่ตกเป็นผู้ต้องหาเอาไว้ชัดเจน ในข้อหนึ่งของสิทธิของผู้ที่ถูกจับและผู้ที่ตกเป็นผู้ต้องหาก็คือ เขามีสิทธิที่จะพบทนายความได้สองต่อสอง แต่เมื่อใช้อำนาจตามกฎอัยการศึก กฎหมายมาตรา 15 ทวิ ใช้คำว่า “กักตัว” เมื่อใช้คำว่ากักตัวจึงเป็นการเลี่ยงการ”จับตัว” ดังนั้นการถูกควบคุมตัวนี้ สิทธิในการพบทนายสองต่อสองจึงไม่มี สิทธิที่จะได้รับการเยี่ยมเยียนจากญาติไม่มีเลย เขาถูกริดรอนตรงนี้ แต่การถูกริดรอนสิทธิตรงนี้ปราศจากซึ่งองค์กรอิสระในการตรวจสอบการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ แม้มีบางกรณีเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องใช้มาตรการของกฎอัยการศึก แต่ก็จำเป็นที่จะต้องมีการถ่วงดุลในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ด้วย เพราะอำนาจของกฎอัยการศึกนั้นมากมายเหลือเกิน


ขั้นตอนต่อมา หลังจาก 7 วันแล้ว เขาโดนอะไรต่อมา ในกระบวนการ 7 วันตรงนั้น มีการผ่านกรรมวิธีของเจ้าหน้าที่ทหาร กระบวนการผ่านกรรมวิธีคือ จัดทำเป็นลายลักษณ์อักษรขึ้นมา เช่น อาจจะมีการซัดทอด รับสารภาพ หรือการเล่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ก็จะมีการบันทึกเอาไว้ และจากกระบวนการตรงนี้ก็นำส่งต่อไปยังพนักงานสอบสวนหรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองในการที่จะออกหมายจับตามพระราชกำหนดบริหารราชการฉุกเฉินต่อศาล เมื่อศาลออกหมายจับ อำนาจตามพระราชกำหนดบริหารราชการฉุกเฉิน ก็จะมีสิทธิที่จะควบคุมเขาได้ 7 วันในขณะนั้น แต่การออกหมายจับของศาล ในทางปฏิบัติงานของทนายความ เราพบอุปสรรคปัญหาในการตรวจสอบเป็นอย่างยิ่ง แนวทางต่าง ๆ ในวิธีพิจารณาความอาญา ถ้าหากว่าจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ในการออกหมายจับ ออกหมายค้น ประธานศาลฎีกาจะวางแนวข้อกำหนดไว้ทั้งหมดในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ แต่เราไม่เคยพบว่า ในการออกหมายจับของศาลตามพระราชกำหนดซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษที่ริดรอนอำนาจสิทธิเสรีภาพของประชาชน ประธานศาลฎีกาไม่ได้วางแนวปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ศาลเลย ในแต่ละศาลก็จะมีระเบียบปฏิบัติของแต่ละศาลเอง ไม่เคยค้นพบว่าคนๆนี้ถูกออกหมายจับหรือไม่ เพราะว่าตัวหมายจับจะออกมาเป็นเลขในสาระบบ ไม่เคยรู้ว่า คน ๆ นี้ชื่ออะไร ถูกออกหมายจับเมื่อใด ดังนั้นในการควบคุม 7 วันนี้ กฎหมายกำหนดว่า จะเรียกเขาว่า เป็นผู้ต้องหาไม่ได้ จะพันธนาการเขาไม่ได้ จะนำเขาไปไว้ในที่เรือนจำ หรือในห้องขังของสถานีตำรวจ หรือในที่คุมขังเคลื่อนย้ายเขาในรถของตำรวจไม่ได้ เพราะเขายังเป็นเพียงผู้ต้องสงสัย เพียงแต่เขาถูกจับ แต่การถูกจับในข้อกฎหมายใช้คำว่า “ผู้ที่ถูกจับ” ดังนั้นผู้ที่ถูกจับจึงควรเป็นผู้ที่ถูกจับตามมาตรา 7/1 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาฯ เขาต้องมีสิทธิตามกฎหมายด้วยเหมือนกัน ในการพบทนายความ ให้ญาติมาเยี่ยม และอื่น ๆ อีกมาก แต่ความเป็นจริงปรากฏว่าไม่ได้ การใช้อำนาจพิเศษตาม พรก. นี้ ทนายความไม่มีสิทธิเข้าเยี่ยม


ในสมัยแรกเริ่ม กอ.รมน. ภาค 4 ได้ออกวิธีปฏิบัติ ตามมาตรา 11 อนุ 1 ว่าด้วยการจับกุมตาม พรก.ฉบับนี้ ห้ามญาติเยี่ยม 3 วัน ในขณะที่บอกว่าเขาไม่ใช่ผู้ต้องหา เขาไม่ใช่เป็นนักโทษ เป็นแต่เพียงผู้ต้องสงสัย แต่สิทธิของเขาด้อยยิ่งกว่าผู้ต้องหาเสียอีก ต่อมาได้มีการเคลื่อนไหวเรียกร้อง ทาง กอ.รมน. ภาค 4 จึงได้ปลดล็อคอันนี้ ปัจจุบันนี้ล็อ 3 วันถูกปลดออกแล้ว ญาติมาเยี่ยมได้แล้ว เรามาดูต่อไปว่า หลังจากที่ควบคุมตัว 7 วันแล้ว เขาเจออะไรต่อ คนเหล่านี้ก็จะถูกนำไปสู่กระบวนการซักถาม กระบวนการซักถามที่กำหนดไว้อย่างชัดเจนในหมายจับ พรก.ที่เราเรียกว่า “หมาย ฉ.ฉ.” คือหมายฉุกเฉิน ซึ่งระบุไว้ 2 ที่ สถานที่แรกคือค่ายอิงคยุทธ สถานที่ 2 ก็คือ สำนักงานตำรวจส่วนหน้า แต่ที่จริงแล้วเราพบว่า การนำตัวไปซักถามนั้น นอกเหนือจากสถานที่ที่ศาลกำหนดไว้ในหมายจับทั้ง 2 ตรงนี้แหละที่เราเรียกร้องว่าต้องมีองค์กรอิสระในการควบคุมการดำเนินการตามกฎหมายพิเศษทั้ง 2 ฉบับนี้ หลังจากควบคุมตัว 7 วันสู่การซักถามแล้ว หากต้องการควบคุมตัวต่อ ต้องไปยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อขอขยายเวลาควบคุมต่ออีก 7 วัน กล่าวคือ ครั้งละ 7 วัน โดยไม่เกิน 30 วัน



ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เวลาที่จะผลัดฟ้อง 12 วันครั้ง ต้องนำผู้ต้องหามาที่ศาล แม้ว่าศาลจะไม่ได้เบิกผู้ต้องหามาอยู่ต่อหน้าศาลว่าจะคัดค้านการพิจารณาสอบสวน ขอควบคุมตัวต่อหรือไม่ก็ตาม แต่มีการพบกันระหว่างศาลกับผู้ต้องหาที่อยู่ข้างล่างในห้องขังโดยผ่าน Video Conference ผู้ต้องหาสามารถคัดค้านในกรณีที่ พนักงานสอบสวนขอขยายระยะเวลาควบคุมตัวต่อได้ แต่กฎหมายพิเศษฉบับนี้ ระเบียบของ กอ.รมน.ภาค 4 ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี ที่1/2550 ไม่จำเป็นต้องนำตัวผู้ต้องสงสัยมาถาม ในการขอขยายระยะเวลาควบคุมตัว เขาจะโดนอะไรบ้างหรือเปล่าในขณะนั้น ศาลไม่มีโอกาสได้รับรู้ แต่สิ่งที่สำคัญที่เราเห็นว่า เจ้าหน้าที่เองหากไม่มีการตรวจสอบ ประเมินและถ่วงดุล ก็จะละเลยในการปฏิบัติตามกฎหมายพิเศษ อย่างที่เห็น ผมยกตัวอย่างกรณีของการขอให้มีการขยายระยะเวลาในการควบคุมตัว 7 วัน ศาลบอกว่าต้องส่งรายงานการปรับเปลี่ยนทัศนะคติ พฤติกรรมของเขาต่อศาลทุกครั้ง เราไม่เคยเจอะตรงนี้ เพราะว่าเจตนารมณ์ของ พรก.ที่แท้จริงคือ การสร้างโอกาส สร้างความเป็นมิตร สร้างความโอบอ้อมอารีต่อผู้ที่ถูกเชิญตัวมา คุณจะต้องนำเขามาสู่ความมีน้ำจิตน้ำใจ ต้องปรับเปลี่ยนทัศนะคติของเขา ไม่ใช่ถูกกระบวนการซักถาม ทำหลักฐานขึ้นมาประกอบคำรับสารภาพในชั้นซักถาม ส่งเป็นหลักฐานทั้งหมดตามกรรมวิธีตามกฎอัยการศึก ตามกระบวนการซักถาม เป็นพยานต่อศาลในชั้นศาล เมื่อจะฟ้องเขาเป็นจำเลยในข้อหาก่อการร้าย อั้งยี่ ซ่องโจร ฆ่าคน วางระเบิด ต่าง ๆ ดังนั้นกฎหมายไม่ว่าจะเป็นกฎอัยการศึกก็ดี พระราชกำหนดในสถานการณ์ฉุกเฉินก็ดี ล้วนเบี่ยงเบนไปจากเจตนารมณ์ของมันที่เป็นอยู่




จำนวน 400 คดีที่เรามีอยู่ในขณะนี้ มีผลจากการซักถามมากมายที่นำไปสู่ขั้นตอนการเป็นพยานหลักฐานต่อศาล ในขั้นตอนการซักถามหมดสิทธิ์ที่เขาจะมีทนายความอยู่เคียงข้าง หรือผู้ไว้วางใจอยู่เคียงข้าง กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า ผู้ต้องหาที่มีอัตราโทษจำคุกสูงกว่า 10 ปีขึ้นไป หากต้องทำการสอบสวนเขา ต้องมีทนายความอยู่ด้วยตามกฎหมาย แต่สิ่งที่พบใน พรก.ฉุกเฉิน ฉบับนี้ กระบวนการซักถามเหล่านี้ ไม่มีโอกาสที่จะมีทนายอยู่คียงข้างเขาในกระบวนการซักถาม และการซักถามเหล่านี้ เป็นไปไม่ใช่เพื่อเจตนารมณ์ที่จะให้เขาเปลี่ยนแปลงทัศนะคติ แต่เป็นเจตนารมณ์เพื่อที่จะสร้างหลักฐานขึ้นมาผูกมัดเขาในการฟ้องตกเป็นจำเลยต่อศาล ในคดีที่ฟ้องที่ศาลมากมายเป็นจำนวน 70 กว่าเปอร์เซ็นต์ที่ศาลพิพากษายกฟ้อง แต่เราไม่ดีใจหรอกครับที่ศาลพิพากษายกฟ้อง เพราะปัจจุบันนี้หนึ่งเรื่องใช้เวลาพิจารณาคดีไม่ต่ำกว่า 2 ปี ทนายความจากศูนย์ทนายความมุสลิม สมุดนัดปี พ.ศ.2553 เต็มหมด คนที่ตกเป็นจำเลยในคดีก่อการร้าย มีโอกาสน้อยมากที่จะได้รับการประกันตัว ดังนั้นเขาจะต้องไปใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำไม่ต่ำกว่า 2 ปีต่อ 1 คดีในศาลชั้นต้น ถ้ารวมศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา ผมคาดว่ารวมแล้วไม่ต่ำกว่า 4-5 ปี แม้คดีจะถูกยกฟ้องชนะไปแล้ว แต่อิสรภาพยังคงถูกจองจำอยู่


เพราะฉะนั้น จึงเรียกร้องที่จะให้มีการสร้างองค์กรอิสระขึ้นมาในการตรวจสอบการใช้กฎหมายทั้ง 2 ฉบับของเจ้าหน้าที่ ขณะนี้กำลังมีการขอขยายระยะเวลาในการใช้ พรก. ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ออกไปอีก 3 เดือน ภายในเดือนเมษายนนี้ ผมอยากถามว่า รัฐบาลเองเคยฟังไหม เคยยอมรับไหมที่จะรับฟังจากประชาชนที่จะต้องตกอยู่ภายใต้กฎหมายพิเศษทั้ง 2 ฉบับนี้ว่า เขามีความต้องการจริง ๆ หรือไม่ และประโยชน์ที่จะได้รับจากกฎหมายทั้ง 2 ฉบับนี้ มันมีประโยชน์จริงหรือไม่ และเจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของกฎหมายซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษในการริดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยเคร่งครัดหรือไม่ รัฐบาลกล้าที่จะทำประชามติไหม ประชามติต่อพี่น้องใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้ง 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา ผมเห็นมีประชามติมากมาย ทั้งสวนดุสิตโพล อะไรเยอะแยะไปหมด ลองมาดูประชามติใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ดีไหม ว่าประชาชนเหล่านั้น ที่ตกอยู่ภายใต้กฎหมายทั้ง 2 ฉบับนี้ เขามีความต้องการจริงหรือไม่อย่างไร ตรงนี้น่าสนใจในประเด็นนี้ ลองดูนะครับ


ในเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนในสถานการณ์ที่ไม่ปรกติ เป็นเรื่องที่ยากที่จะพูดได้ว่ามีสิทธิเสรีภาพอย่างไร แต่อย่างน้อยที่สุด ในกระบวนการทั้งหมดที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ประชาชนก็หวังที่จะให้ศาลเป็นที่พึ่ง แต่กระบวนการของศาลเราก็ทราบว่า ต้องใช้เวลา กว่าจะได้รับความยุติธรรมจากศาล ตัวเขา ครอบครัว ชุมชน สังคม ล้วนสาหัสสากรรจ์มาก ก่อนที่ผมจะจบในรอบนี้ ผมขออนุญาตอัญเชิญพระบรมราโชบายของรัชกาลที่ 6 ในข้อที่ 3 ซึ่งรัชกาลที่ 6 ท่านได้ให้วางราโชบายไว้ 6 ข้อในการปกครองมณฑล พระบรมราโชบายของรัชกาลที่ 6 ในข้อที่ 3 ได้พูดไว้ว่า “ การกดขี่บีบคั้น แต่เจ้าหน้าที่ เจ้าพนักงานของรัฐบาล เนื่องแต่การหมั่นดูแคลนพลเมืองชาติแขก โดยฐานะที่เป็นคนต่างชาติก็ดี เนื่องแต่การหน่วงเหนี่ยวชักช้าในกิจการตามหน้าที่ เป็นเหตุให้ราษฎรเสียความสะดวกในการหาเลี้ยงชีพก็ดี พึงต้องแก้ไขระมัดระวังไม่ให้เกิดขึ้น เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ต้องให้ผู้ทำผิดรองรับผลตามความผิดโดยยุติธรรม ไม่ใช่สักแต่ว่าจัดการกลบเกลื่อนให้เงียบไปเสีย เพื่อจะไว้หน้า สงวนศักดิ์ของข้าราชการ”


ในส่วนของผมนั้นก็เป็นเพียงทนายความที่จะต้องดูแลในเรื่องของคดีที่ทางประชาชนถูกทางเจ้าหน้าที่รัฐฟ้องร้อง คิดว่าคงต้องทำงานหนักอีกต่อไป ผมอยากฝากไว้ตรงนี้ว่า จริง ๆ แล้วรัฐก็ต้องเปิดใจนะครับ เปิดพื้นที่ให้กับคนที่ทำงานทางด้านสิทธิ พร้อมทั้งที่จะต้องหันกลับมาประเมินในสถานการณ์ที่เป็นฝ่ายที่กระทำลงไป และหาข้อสรุปให้ได้ เพราะตอนนี้เท่าที่เรารู้ก็คือว่า นับตั้งแต่ ปี พ.ศ.2547 จนถึงปัจจุบันนี้ มันไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นเลย จากการใช้กฎหมายทั้ง 2 ฉบับและจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเป็นภาระหน้าที่ของเจ้าหน้าที่อยู่แล้ว ในการที่จะต้องปกป้องรักษาซึ่งความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน


หากรัฐมีมุมมองว่า ขบวนการผู้ก่อความไม่สงบได้กระจายไปทั่วใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้แล้ว มันก็เป็นเรื่องที่น่าตระหนักและตระหนกเป็นอย่างยิ่งว่า ภาพเหมารวมเหล่านี้มันจะถูกกระจายไปสู่คนทำงานทางด้านสิทธิมนุษย์ชนด้วยหรือไม่ ผมก็หวังว่า เราทุกคนที่มานั่งอยู่ที่นี่มีเจตนารมณ์ร่วมกันที่จะให้สถานการณ์มันกลับสู่ความสงบสุขโดยเร็ว เพราะอิสลามนั้นก็คือความสันติ เราไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรงใด ๆ ทั้งสิ้น โดยเนื้อแท้ของศาสนาแล้วก็คือสันตินั่นเอง




พลตรีสุภัช วิชิตการ กองบัญชาการผสมพลเรือน ตำรวจ ทหาร(พตท.)


ในทางทหารก่อนที่เราจะสู้กับข้าศึกศัตรู ต้องรู้ว่าศัตรูของเราคือใคร หน้าตาเป็นอย่างไร ความเป็นจริงของโรคร้ายที่มันเกาะกินอยู่ในพื้นที่นี้ คืออะไร ถ้าเรารู้ปัญหาตรงนี้ รู้สมมุติฐานแล้ว เราจะสามารถหาทางเดินไปในแนวทางที่ถูกต้องร่วมกันได้ โดยที่ทุกฝ่ายน่าที่จะได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งเอกสารและนักวิชาการต่างๆเราได้ปรึกษากันมากมายว่ามันเป็น “เงื่อนไข” บางคนก็ว่าเป็นเงื่อนไขทางโครงสร้าง เป็นเงื่อนไขทางวัฒนธรรม บางคนก็ว่าเป็นเงื่อนไขของขบวนการแบ่งแยกดินแดน เรื่องเศรษฐกิจ การศึกษา การเมืองการปกครอง หรือยาเสพติด แต่จริง ๆ แล้วในฝ่ายความมั่นคง จากการที่เราทำงานในพื้นที่ จากปากคำผู้ที่มามอบตัว หรือผู้ที่ถูกจับกุมมาเล่าให้เราฟัง เรามีข้อมูลมากมายเลยว่า ในองค์รวมของปัญหา ทั้งนักวิชาการและบุคคลต่าง ๆ ก็ล้วนมีความถูกต้องด้วยกันทั้งหมด มันยึดโยงเกี่ยวข้องกันหมด ทั้งโครงสร้างทางวัฒนธรรม ทางกระบวนการ แต่ปัญหาที่มันยึดโยงเกี่ยวข้อง มันมีขบวนการแบ่งแยกดินแดนเป็นตัวกลางของปัญหาทั้งหมด ปัญหาและเงื่อนไขอื่น ๆ เป็นเพียงตัวเสริมหรือตัวเร่งทั้งทางตรงและทางอ้อมให้เกิดความรุนแรงเหล่านี้ขึ้นมา เราก็พยายามศึกษาต่อไปว่า ข้าศึกของเรา ฝ่ายตรงข้ามของเรา เขามีแนวคิดอย่างไร มียุทธศาสตร์ มียุทธวิธีอย่างไร


ซึ่งเราก็ทราบว่า ในขั้นต้นนี้ ขบวนการของการต่อสู้ มันพัฒนาจากการต่อต้านจากผู้นำ ผู้ที่สูญเสียสถานะ หรือผู้ปกครองในอดีต มันก็มาสู่มวลชน จากเรื่องของการเมือง ก็มาสู่เรื่องของการศาสนา โดยใช้เงื่อนไขของเชื้อชาติ ศาสนา ประวัติศาสตร์ หรือมาตุภูมิ โดยในเรื่องเชื้อชาติ ฝ่ายตรงข้ามพยายามที่จะสร้างเงื่อนไขขึ้นมาเพื่อบ่งบอกความเป็นเอกลักษณ์ของคนมลายู ซึ่งมันแตกต่างจากคนส่วนใหญ่ทั้งประเทศโดยสิ้นเชิง มันก็เป็นเงื่อนไขกันขึ้นมา ในทางประวัติศาสตร์ เขาก็พยายามเล่าความเป็นมาของรัฐปัตตานี เล่าถึงนิทานพื้นบ้านว่ากรุงสยามมาตีรัฐปัตตานีอย่างไรบ้าง แล้วเอาเอ็นร้อยหวายร้อยโยงกวาดต้อนผู้คน ซึ่งมันเป็นนิยายปรัมปราในประวัติศาสตร์ ซึ่งเมื่อเล่าไปเล่ามา จนมันจะกลายเป็นความจริงในประวัติศาสตร์ไปแล้ว ด้านศาสนาก็มีการเบี่ยงเบนข้อเท็จจริงตามคำสอน พยายามจะคิดรวบยอดให้ประชาชนในพื้นที่และลูก ๆ หลาน ๆ ของเราคิดว่า คำว่า มลายูคือมุสลิมเท่านั้น มันเป็นไปได้ไหมครับว่า มลายูคือมุสลิมเท่านั้น เพียงเพื่อหลอกให้ผู้นำทางศาสนาและผู้นำทางจิตวิญญาณตัดสินว่า การต่อสู้ครั้งนี้เป็นการต่อสู้ของคนมุสลิม เป็นสงครามศักดิ์สิทธิ์ที่เราจะต้องร่วมกัน เป็น “วายิด”ที่เราจะต้องทำ จากหลักฐานที่เรายึดได้ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น “แนวทางการปฏิวัติ 7 ขั้นตอน” ที่เราไปยึดได้ในหมู่บ้าน ตามโรงเรียนสอนศาสนาเอกชน ทุกครั้งที่เราไปยึดได้ ก็มีแนวทางการปฏิวัติ 7 ขั้นตอน หรือการต่อสู้เพื่อนำไปสู่ผลสำเร็จของมันก็คือ ความต้องการที่จะปฏิวัติหรือแบ่งแยกรัฐปัตตานี ทั้งนี้การต่อสู้ของเขาจะใช้รูปแบบของการแอบแฝงปะปนอยู่กับประชาชน ก็คือสงครามประชาชนนั่นเอง


สงครามประชาชนเป็นอย่างไร ใช้วิธีการก่อการร้าย การบ่อนทำลาย การสร้างความแตกแยก ระหว่างคนไทยต่างศาสนิก ต่างศาสนา ให้มีเงื่อนไขเกิดขึ้นมา นี่คือยุทธวิธีของฝ่ายตรงข้ามที่เราต้องทำความเข้าใจก่อน ก่อนที่จะคิดไปข้างหน้า ใช้การแพร่มลทินต่อเจ้าหน้าที่รัฐ สร้างความหวาดกลัวเพื่อควบคุมประชาชนในพื้นที่ และยั่วยุให้รัฐใช้ความรุนแรงตอบโต้ขึ้นมา ซึ่งขบวนการเหล่านี้มันเป็นองค์กรลับ อย่างขบวนการ BRN เป็นองค์กรลับ มีโครงสร้างระดับบนเรียกว่า “สภาองค์กรนำ” ซึ่งพวกนี้จะเป็นพวกบริหารและกำหนดนโยบายและควบคุมการปฏิบัติระดับบนเรียกว่า สภาองค์กรนำ และโครงสร้างที่ 2 เป็นโครงสร้างในองค์กรมวลชน เป็นโครงสร้างทางการเมือง การปกครอง การควบคุมมวลชนจัดตั้งอยู่ในหมู่บ้านต่าง ๆ พวกนี้จะแบ่งเขตการปกครองทับซ้อนอำนาจรัฐ ตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน อาเยาะห์ ตำบล อำเภอ จังหวัดและระดับเขต ก็จะมีอาเยาะห์ มีอำเภอของเขา หัวหน้าหมู่บ้าน ถ้าเป็นของรัฐเราก็จะเรียกว่า ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ผู้ว่าฯ แต่เมื่อมีอำนาจทับซ้อน ก็จะมีผู้ใหญ่บ้านของเขา เรียกว่า หัวหน้าอาเยาะห์ มีกำนัน มีผู้ว่าฯของเขา ระดับวิลายะห์ เป็นอำนาจทับซ้อนที่จัดตั้งขึ้นมา เพื่อควบคุมมวลชนในพื้นที่ องค์กรจัดตั้งที่สำคัญที่สุดคือระดับหมู่บ้าน เป็นองค์กรที่คอยขับเคลื่อน จะมีคณะกรรมการหมู่บ้านอยู่ องค์กรพวกนี้ในระดับหมู่บ้าน ฝ่ายอูลามะห์ ฝ่ายเกี่ยวกับศาสนา ฝ่ายสนับสนุน และฝ่ายการเมือง การเศรษฐกิจ ไปเอาเด็ก ๆ เยาวชนที่เรียกว่าเปอร์มูดอ มาคอยสนับสนุนฝ่ายทหารหรือกองกำลังติดอาวุธ หรือ RKK ในหมู่บ้าน องค์กรอาเยาะห์พวกนี้เป็นองค์กรทางการเมือง พวกนี้เดินหน้าทำงานทางการเมือง ปลุกระดม ยุยง และอีกภารกิจหนึ่งก็คือสนับสนุนฝ่ายทหารหรือ RKK ในหมู่บ้าน โดยหนุ่ม ๆ ที่เราเรียกว่าเปอร์มูดอ


โครงสร้างกองกำลังติดอาวุธของเขา แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือกองกำลังประจำถิ่นที่เราเรียกว่า RKK พวกนี้จรยุทธหมุนเวียนกันในหมู่บ้าน หมุนเวียนกันอยู่ในเขตปกครองของหมู่บ้าน ปฏิบัติการในเขตจำเพาะของเขา อีกส่วนหนึ่งก็เป็นหน่วยของคอมมานโดที่สามารถเคลื่อนไหวข้ามเขตได้ สามารถปฏิบัติการข้ามตำบล ข้ามอำเภอไป คล้าย ๆ กับช่วยส่วนรวม การจัดตั้งเป็นที่น่าเป็นห่วง การจัดตั้งกองกำลังเหล่านี้ มันมาอย่างไร อันนี้เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง มันจะเริ่มบ่มเพาะจากกลุ่มเด็กเล็ก ๆ ภายในโรงเรียนตาดีกา เด็กเยาวชนในปอเนาะ เยาวชนในสถานศึกษาเหล่านี้ เพราะว่ามีหลักฐานมากมายที่เราจับตัวได้ และที่เราเชิญตัวมา ล้วนเป็นเยาวชนที่กำลังอยู่ในวัยศึกษาทั้งนั้น เยาวชนเหล่านี้เรียนหนังสืออยู่ในเกณฑ์ดี อยู่ที่บ้านก็ทำละหมาดวันละ 5 เวลา พ่อแม่พี่น้องรัก คนในหมู่บ้านรักทุกคน เด็กเหล่านี้เป็นคนดี ๆ เรียนดี ๆ จึงมักจะมองทัศนะของโลกในแง่เดียวมุมเดียว เด็กเหล่านี้จะถูกฝ่ายตรงข้าม มองคนดี ๆ แล้วเข้ามาเก็งตัว เมื่อถูกเก็งตัวเข้าไป วิธีการของเขาจะไม่ได้มาสอนแบบในห้องเรียน เขาจะทำไดเร็กเซลล์เหมือนขายแอมเวย์ เขาจะเรียกมาทีละคนสองคน มานั่งคุยกัน เสร็จแล้วก็จะเล่าถึงประวัติศาสตร์ให้ฟังว่า เมื่อก่อนปัตตานีเคยยิ่งใหญ่ สยามเข้ามารุกราน จับคนปัตตานีไป แล้วก็เอาหวายมาร้อย เจาะที่เอ็นรอยหวาย แล้วก็พาเดินทางไปกรุงเทพฯ พาไปขุดคลองแสนแสบด้วยมือเปล่า เล่าไปเรื่อย ๆ เล่าทุกวัน 3-4 ครั้ง เด็กหนุ่ม ๆ ผู้กำลังจะมีอนาคต เป็นที่พึ่งพาของพ่อแม่ พี่น้อง ผู้ปกครองต่างตั้งความหวังให้เด็กเหล่านี้ เป็นกำลังสำคัญที่จะให้ช่วยดูแลครอบครัวในอนาคต บางคนกำลังเรียนอยู่ในระดับวิทยาลัยพละศึกษา ระดับอาชีวศึกษา ถูกขบวนการพวกนี้หลอกล่อเข้าไป เป็นที่น่าเสียดาย เป็นที่น่าสงสารมาก ผมไม่โทษเด็ก แต่โทษที่ขบวนการพวกนี้ ทำสงครามประชาชนโดยใช้เด็กพวกนี้เป็นเครื่องมือได้อย่างไร ไม่มีจิตใจที่จะคิดสงสารเด็กบ้างเลยหรือ ทำไมเด็กเหล่านั้นต้องมารับกรรม ทำไมผู้ปกครองที่หวังถึงอนาคตของลูกหลานก็ต้องสูญสลายไปหมด


เด็กคนหนึ่ง เมื่อหลงเข้าไป จะถูกหลอกให้ทำความผิด แม้แต่เพียงครั้งเดียว แค่โปรยตะปูเรือใบ ทางขบวนการก็จะหลอกต่อไปว่า ตอนนี้ตำรวจคอยจ้องแล้วนะ ออกไปไหนไม่ได้แล้ว เด็กต้องทำงานให้ขบวนการต่อไป มันเป็นการกระโจนเข้าไปในวังวนที่ยิ่งลึกเข้าไปทุกที ทุกที นี่ไม่ใช่ผมเล่าเองนะครับ เด็กเขามาเล่าให้ผมฟัง เด็กที่ปาดคอพระวัดพรมประสิทธิ์มาเล่าให้ผมฟังถึงแนวทางว่า การเข้าไปสู่วงจรนี้ เขาไปได้ยังไง เมื่อเข้าไปแล้ว มันถอนตัวไม่ได้ มันก็ถลำลึกเข้าไปเรื่อย มันก็เป็นวงจรอย่างนี้ขึ้นมา เด็กพวกนี้จะถูกหลอกให้เป็น RKK ทำงานปฏิบัติการในหมู่บ้านตามที่ผมเล่า ไม่มีเครื่องแบบ มีแต่อุดมการณ์ ไม่มีเงินเดือน มีแต่อุดมการณ์ อาจจะได้ค่าตอบแทนเป็นครั้งคราว เท่าที่ผมถาม บางคนก็ได้เป็นครั้งคราว ก็มีกลุ่มหนึ่งที่บอกว่าเขาไม่เคยได้ แม้จะซื้อน้ำมันไปเผา เขาก็ต้องควักเงินของเขาเอง แต่ก็มีบางคนเมื่อซักถาม เขาก็บอกว่าได้ 3 หมื่น 5 หมื่น ข้อมูลมันก็ขัดแย้งกันอยู่ มันก็คงมีการปฏิบัติต่างพื้นที่ ต่างเขตกัน ก็คงไม่เหมือนกัน แล้วแต่สภาพของคนที่ดูแลในเขต ๆ นั้นว่าจะเป็นอย่างไร จากการเป็น RKK เด็กที่มีท่าทีทะมัดทะแมงก็จะก้าวไปสู่หน่วยคอมมานโด เป็นนักรบอีกระดับหนึ่ง บางคนก็ก้าวเข้าไปสู่กองทัพพวกกลุ่มฮารีเมา พวกเสือภูเขา พวกนี้ก็อีกประเภทหนึ่ง ซึ่งปฏิบัติการจรยุทธบนพื้นที่ป่า ภูเขา ผมขอยืนยันว่าที่พูดมานี่ไม่ได้คิดเอง เขาเล่าให้ผมฟัง


เรามาดูเรื่องยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีของฝ่ายตรงข้ามเป็นอย่างไร ยุทธศาสตร์ของฝ่ายตรงข้าม ขบวนการรู้ว่าใช้ทางยุทธวิธีอย่างไรก็ไม่สามารถยึดพื้นที่ได้ ไม่สามารถรบชนะฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐได้ เพราะกำลังคนและกองกำลังมันไม่ถึง ยุทธศาสตร์ของเขาก็คือพยายามสร้างสถานการณ์รุนแรง ยั่วยุให้เจ้าหน้าที่ใช้ความรุนแรงโต้ตอบกัน เมื่อโต้ตอบกันไป โต้ตอบกันมา ความรุนแรงที่เกิดขึ้น มันจะยกระดับการต่อสู้ไปสู่สากล องค์กรระหว่างประเทศต้องเข้ามาแทรกแซง เหมือนกับต่างประเทศที่เราทราบกันอยู่ ต่างประเทศเมื่อมองเห็นความรุนแรง หรือการต่อสู้ว่า รัฐไม่สามารถจะดูแลปกครองคนของตนเองได้แล้ว มันก็เกิดความคิดที่ว่า 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มันเป็นความจำเป็นที่จะต้องมีรัฐใหม่หรือเปล่า ที่จะต้องมีความสอดคล้องทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมของคนที่นี่ นี่เป็นจุดสุดท้ายหรือยุทธศาสตร์ของเขา แล้วยุทธวิธีล่ะ เขาทำกันอย่างไร ยุทธวิธีทางการเมือง เขาทำกันอย่างไร



ยุทธวิธีทางการเมืองก็เป็นไปตามแผนบันได 7 ขั้นตอน ก็คือพยายามสร้างจิตสำนึกของความเป็นเชื้อชาติมลายู บนเงื่อนไขของประวัติศาสตร์ที่เจ็บปวด แล้วนำศาสนามาเป็นตัวผลักดันในการต่อสู้ นี่คือยุทธวิธีทางการเมือง ยุทธวิธีอีกประเด็นก็คือ การจัดตั้งมวลชน แนวร่วมในการบ่มเพาะต่าง ๆ เหล่านี้ มีการบ่มเพาะทั้งในสถานศึกษาและนอกสถานศึกษา พยายามบ่มเพาะเด็กดี ๆ ไปหมด คนที่รับกรรมไปก็คือ พ่อแม่ผู้ปกครอง มีการจัดตั้งองค์กรต่าง ๆ อำพรางเจตนาที่แท้จริงมาโดยตลอด เป็นองค์กรลับ ไม่ต้องการให้ใครรู้ เพราะถ้าถูกเปิดว่าเป็นของใคร ชื่ออะไร ก็จบ สลายองค์กร องค์กรนี้อยู่ไม่ได้ ที่ตั้งมาทั้งหมด ก็ต้องล้มเลิกทั้งหมด เขาก็ต้องพยายามตั้งเป็นองค์กรลับให้ได้ มีองค์กรต่าง ๆ ที่จัดตั้งมาบังหน้ามากมาย มีทั้งชมรม สหกรณ์ต่าง ๆ สารพัด ผมไม่ต้องเอ่ยถึง ทุกคนคงรู้กันดี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ชมรมองค์กรต่าง ๆ ซึ่งไม่ได้หมายถึงทั้งหมด มีบางกลุ่ม บางคนแทรกแซงเข้าไปในนั้น อยู่ในชมรม อยู่ในองค์กรนั้น แล้วก็พยายามจัดตั้ง พยายามสร้างแนวร่วม สร้างพันธมิตร เพื่อการต่อสู้ในระดับบน ฝ่ายตรงข้ามต่อสู้ทั้งในระดับล่าง ในหมู่บ้าน ในตำบล ในอำเภอ ต่อสู้กับทางฝ่ายทหาร การต่อสู้ในระดับบนคือ องค์กรระหว่างประเทศ การต่อสู้ในระดับบนคือ ทำพันธมิตร ทำแนวร่วมก่อน และองค์กรต่าง ๆ ทำพันธมิตรขึ้นก่อน เราไม่บังอาจจะพูดว่า องค์กรต่าง ๆ นั้นเป็นอะไร แต่เราบอกว่า ขบวนการของเขาพยายามพันธมิตร สร้างแนวร่วมกับองค์กรต่าง ๆ


ยุทธวิธีทางการเมืองอีกอันหนึ่งก็คือ จัดตั้งอำนาจรัฐซ้อน อย่างที่ได้เรียนมาแล้ว มีอาเยาะห์ มีวิลายะห์ มีเขตต่าง ๆ เพื่อควบคุมงานการเมือง ขับเคลื่อนงานการเมืองในหมู่บ้านขึ้นไปให้เข้มแข็ง สร้างความเกลียดชังต่อเจ้าหน้าที่รัฐ โหมข่าวลือ แล้วปล่อยข่าวใส่เจ้าหน้าที่ เช่น ยิงกันตายก็บอกว่าเจ้าหน้าที่ยิง ฆ่ากันตายบางครั้งก็เพื่อผลประโยชน์ เช่นผู้ใหญ่บ้านอายุ 60 ปีแล้ว ถ้าไม่ตาย คนของตนก็ไม่ได้ขึ้นมา ก็ทำเรื่องยิงกันตายแล้วบอกว่าเจ้าหน้าที่ยิง ก็มี ความขัดแย้งในพื้นที่มีมากมาย ปัญหาต่าง ๆ มากมาย ในพื้นที่ตำบล อำเภอหนึ่ง ๆ มีหลายก๊ก หลายก๊วน ซึ่งพวกนี้จะขัดแย้งต่อสู้กันเองตลอด แต่พอเวลามีคนตายก็จะโยนไปว่าเจ้าหน้าที่ยิงทุกครั้ง แม้แต่คนของขบวนการเองก็ขัดแย้งกัน คนของขบวนการที่เริ่มไม่อยู่ในวิถีที่เขาพอจะบังคับได้ คนนั้นก็ต้องถูกเก็บถูกยิงไป ก็โยนว่าเจ้าหน้าที่ยิงอีกเหมือนกัน คนในขบวนการหลายคนที่มาอยู่กับเรา มาคุยกับเรา บอกว่า ผมออกมานี่ ผมคงแย่ ผมคงไปไม่รอด ผู้พันครับ เสธฯครับ ช่วยผมด้วยครับ มันก็จริงอย่างที่เขาว่า มันก็เป็นไปตามวิธีของเขา เพราะขบวนการเขาก็ต้องพยายามตัดตอน


ยุทธวิธีทางการทหาร เขาทำกันอย่างไร ยุทธวิธีทางการทหารก็คือ จัดตั้งกองกำลังติดอาวุธ ใช้วิธี “สงครามกองโจร” กับ “การก่อการร้าย” การทำสงครามกองโจรก็คือ รบกันในป่า ในภูเขา ติดอาวุธแล้วก็แบกเป้ยิงกัน ส่วนการก่อการร้ายก็คือ คนสองคนก็เอาระเบิดไปวาง บางทีก็แอบขี่มอเตอร์ไซต์ตามแล้วยิง คนที่อยู่ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ หรือ อส. อนามัย เวลาขับรถกลับบ้าน ก็ขี่รถปะกบแล้วยิง นี่เรียกว่า ยุทธวิธีของการก่อการร้าย เขาไม่ใช้กำลังเป็นกลุ่มเป็นก้อน ไปคนสองคนก็สามารถก่อเหตุได้ เขารู้ดีว่า งานการทหาร มันไม่สามารถนำไปสู่ความสำเร็จตามที่เขาตั้งเป้าไว้ได้ งานการเมืองต่างหาก เป็นชัยชนะ งานการทหารของฝ่ายตรงข้าม ทำเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ทางการเมืองตามลำดับขั้นเท่านั้น ให้ประชาชนในพื้นที่กลัว ขาดศรัทธาต่อเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ไปช่วยเหลือเจ้าหน้าที่รัฐ เจ้าหน้าที่รัฐถูกโดดเดี่ยว นี่คือ งานทางการทหารที่เขาทำ เขาไม่หวังว่า มันจะสำเร็จ ไม่สามารถยึดพื้นที่ได้ เขารู้ดี เขาทำเพียงเพื่อโดดเดี่ยวเจ้าหน้าที่รัฐ สร้างความหวาดกลัวให้แนวร่วมประชาชนไม่หักเห เอาใจออกห่างขบวนการ นั่นคืองานการทหาร เป้าหมายที่เขาทำ


สงครามที่เขาทำคือ สงครามประชาชน เหมือนกับเหมาเจอตุง ในอดีต การต่อสู้เขาต่อสู้กันในป่า ภูเขา เพียงแต่ เขาเปลี่ยนแนวทางการต่อสู้ มาต่อสู้ในเขตเมือง นี่คือปัญหาสำคัญที่เราต้องมาพูดกันทุกวันนี้ เพราะขบวนการต่อสู้ในป่าภูเขาและในเขตเมือง มาทำการต่อสู้สงครามประชาชน คนที่ได้รับความเดือดร้อน แน่เหลือเกินว่าต้องเป็นประชาชน และมีอะไรต่ออะไรตามมามากมาย จนนักวิจัย นักวิชาการ พวกเราต้องมานั่งคิดกัน เพราะประชาชนได้รับผลกระทบ เพราะยุทธวิธีของเขาที่ทำสงครามประชาชน คือใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือ เป็นฐานในการทำสงคราม หลอกให้ประชาชนคิดว่า สงครามเหล่านี้ เป็นสงครามที่ต่อสู้เพื่อประชาชน แล้วประชาชนบางคนก็เชื่อว่า ถ้าสงครามชนะ ประชาชนจะได้นั่น ได้นี่ ต่อสู้เพื่อพวกเขา ประชาชนเองก็รู้สึกว่า เขามีส่วนสำคัญในการทำสงคราม นี่คือ สงครามประชาชนที่เขาหยิบขึ้นมาใช้ นั่นมันแน่เหลือเกินว่า ประชาชนส่วนหนึ่งจะต้องมีส่วนกระทบต่อสงคราม เมื่อสาดน้ำใส่กัน มันต้องมีคนเปียกแน่นอน ซึ่งอาจจะโดนคนที่สาดน้ำกันตรง ๆ หรือคนที่ยืนอยู่เฉย ๆ แล้วโดน ต้องมีแน่นอน ก็ต้องกลับไปถามที่ขบวนการว่า ทำไมต้องมาทำสงครามประชาชนเพื่อทำประชาชนให้เดือดร้อน


สถิติของผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บในเหตุการณ์ นับตั้งแต่ ปี พ.ศ.2547 จนกระทั่งถึงต้นเดือนมีนาคมนี้ มีคนเสียชีวิต 3,378 คน คนบาดเจ็บมี 5,900-6,000 คน แน่นอนว่าคนที่ตายก็คือ คนในพื้นที่ ประชาชนที่นับถือศาสนาอิสลามหรือมุสลิม มียอดผู้ตายค่อนข้างสูง อย่างที่ผมบอกว่าประชาชนนี่แหละครับที่ได้รับผลกระทบ


การปฏิบัติงานของฝ่ายทหารที่เข้ามา เราคงไม่ได้เข้ามาปราบปราม ที่เราส่งกำลังมามากมายเป็น 3-4 หมื่นคน เราเข้ามาจำกัดขอบเขตของสถานการณ์ไม่ให้มันขยายวงกว้างออกไป จุดมุ่งหมายของเราจริง ๆ ผู้บังคับบัญชาสั่งมาว่า ที่ส่งทหารเข้าไป ก็เพื่อส่งเข้าไปรักษาความปลอดภัยของประชาชน ดูแลประชาชน 1 ล้าน 9 แสน ให้อยู่ดีมีสุข ไม่มีผู้บังคับบัญชาคนไหนสั่งว่า ให้ไปฆ่าโจรตายให้หมด มีแต่สั่งว่าให้ไปรักษาความปลอดภัย ดูแลประชาชน และเพื่อที่จะเปิดทางให้ ส่วนราชการที่รับมิติทางด้านการพัฒนาในพื้นที่ เข้าไปดำเนินงานได้ เป็นการสร้างอำนาจรัฐให้เข้มแข็ง หวังว่าคงเข้าใจในภารกิจและบทบาทของเรา


ขั้นแรก ผมได้อธิบายถึงความเป็นมาของขบวนการว่า รากเหง้าของปัญหามันคืออะไร และต่อมาคือภารกิจของเราที่เข้ามา มันเป็นอย่างไร เมื่อพูดถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชน เราคงหนีไม่พ้นที่พูดถึงกฎหมายพิเศษ 2 ฉบับ คือ กฎอัยการศึก กับ พรก.ฉุกเฉิน


เมื่อสักครู่ ผมพูดไปแล้วว่า ขบวนการมันเป็นอย่างไร หน้าตามันเป็นอย่างไร พอที่จะเข้าใจกันแล้ว ผมขอเน้นอีกนิดว่า ปัจจุบันเราไม่ได้ต่อสู้กับอาชญากรทั่ว ๆ ไป ไม่ใช่โจรปล้นฆ่า ผู้ร้ายชิงทรัพย์ เรากำลังต่อสู้กับขบวนการที่มีการจัดตั้ง มีเครือข่ายเชื่อมโยงกันมากมาย มีลักษณะเป็นจัดตั้งที่เป็นองค์กรลับ หรือ องค์กรบังหน้าอื่น ๆ หรือปกปิดอำพรางสถานะที่แท้จริง ตรงนี้มีวัตถุประสงค์และมีความมุ่งหมายที่ชัดเจนคือ “ปลดปล่อยรัฐปัตตานี”


เมื่อพูดถึง กฎหมายพิเศษ นับตั้งแต่เกิดเหตุปล้นปืนที่กองพันพัฒนาฯ ที่ 4 เมื่อปี พ.ศ. 2547 กองทัพภาคที่ 4 ก็ประกาศใช้กฎอัยการศึกในพื้นที่ ประมาณเดือนมกราคม เป็นต้นมา ต่อมารัฐบาลได้ออก พรก.สถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ในวันที่ 16 กรกฎาคมขึ้นมา ต่อมา นายกรัฐมนตรีโดยมติของ ครม. ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เมื่อ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2548 กฎหมายทั้ง 2 ฉบับเป็นกฎหมายพิเศษที่เรานำมาใช้ในพื้นที่ ซึ่งย่อมกระทบต่อสิทธิของประชาชนบางประการ การใช้กฎหมายพิเศษทั้ง 2 ฉบับนั้น สังคมบางส่วนได้ให้ข้อคิดเห็นว่า เป็นการให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐมากเกินไป เป็นการใช้อำนาจอย่างเบ็ดเสร็จเกินความจำเป็น มันจำกัดเสรีภาพของประชาชน แต่เมื่อมันมี เราก็พยายามที่จะใช้สิ่งที่มีก่อน แต่เราก็พยายามหาทางแก้ไข หาทางลดความหวาดระแวง ตลอดจนความสงสัยของสังคม ทุกอย่างพยายามที่จะใช้อย่างนุ่มนวล ให้ประชาชนเข้าอกเข้าใจ เช่น การทำการบางอย่าง เราพยายามให้ประชาสังคมได้มีส่วนรับรู้ ดำเนินการอย่างโปร่งใส เช่น การเชิญตัว การตรวจค้น เราจะเชิญผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา และกำนัน ผู้ใหญ่บ้านมาร่วมกันเป็นพยาน เราพยายามที่จะให้ความโปร่งใส ส่วนในการควบคุมตัว เราก็ให้ญาติสามารถติดต่อได้ มาดูแลได้ ตั้งแต่วันแรกที่เรามาควบคุมตัว และที่สำคัญที่สุดก็คือ หากมีการกระทำผิดของเจ้าหน้าที่ ก็ต้องได้รับโทษทางกฎหมายและมีการลงโทษทางวินัย ทางการปกครอง ก็มีคดีให้เห็นเป็นตัวอย่าง


กรณีกฎอัยการศึกในพื้นที่ ทำไมนอกจากพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้แล้ว เราต้องใช้กฎอัยการศึกในพื้นที่ 5 อำเภอในจังหวัดสงขลา มันมีเหตุการณ์การระเบิดที่หาดใหญ่ และที่สงขลา มันมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก จากการสารภาพของผู้ต้องหา ทำให้ทราบว่า แกนนำหรือกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่อำเภอสะบ้าย้อย เทพา นาทวี เขาเล่าเองว่า เขามีเขตงานครอบคลุมถึงอำเภอหาดใหญ่ มีเป้าหมายสำคัญคือ ทำลายเศรษฐกิจของสงขลาด้วย นี่เป็นคำบอกเล่าของเขาเอง ไม่ใช่ฝ่ายความมั่นคงคิดเอาเอง เราจึงใช้พื้นที่นั้นเป็นพื้นที่ฉุกเฉิน และประกาศกฎอัยการศึก


อำนาจของกฎอัยการศึกที่เรากล่าวว่า มันมีอำนาจมากมายล้นฟ้า ไม่ว่าจะเป็นการตรวจค้น การเกณฑ์พลเมือง ยวดยานเสบียงอาหาร เครื่องใช้ มาช่วยให้การสนับสนุนเจ้าหน้าที่ การห้ามชุมนุม โฆษณาสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ ห้ามการใช้เส้นทาง การเข้ายึดสิ่งของต่าง ๆ การเข้าอาศัยในอาคารโรงเรือน การดัดแปลงสถานที่ การรื้อถอน การขับไล่บุคคลออกจากพื้นที่ กฎอัยการศึกให้อำนาจทหารมากมายเมื่อเราใช้ครบตามนี้ แต่เราไม่ได้ใช้ครบตามนี้ เราใช้อำนาจจริง ๆ มีไม่กี่ข้อ เช่น การเชิญตัว การตรวจค้น การห้ามออกนอกเคหะสถาน เช่น เราใช้ที่อำเภอยะหา บันนังสะตา เรามีจำกัดเวลาให้ แต่เราไม่ได้ห้ามใช้จนไม่สามารถจะปฏิบัติกิจของตนเอง กิจทางศาสนา หรือประกอบธุรกิจส่วนตัวได้ เวลาที่ห้ามเคอฟิวในพื้นที่ยะหา บันนังสะตาไม่ได้มีผลกระทบต่อการปฏิบัติภารกิจของเขา ใครจะไปตัดยางในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ก็ออกบัตรให้ อะลุ้มอล่วยกัน เราพยายามอะลุ้มอล่วยไม่ให้สังคมได้รับผลกระทบ ใครเจ็บไข้ได้ป่วยก็บอกเจ้าหน้าที่ สามารถออกไปได้ ขณะที่มีเทศกาล หรืองานทางศาสนา เราก็มีโอกาสเงื่อนไขให้เป็นกรณีพิเศษ ซึ่งจากการสอบถามกฎอัยการศึกในพื้นที่นี้ พ่อแม่พี่น้อง ผู้ปกครอง กลับบอกว่าดี เพราะเยาวชนของเขา พอถึง 3 ทุ่มก็กลับเข้าบ้าน ไม่ไปมั่วสุม ไม่ไปยุ่งกับยาเสพติด


ข้อดีของกฎอัยการศึกในฝ่ายความมั่นคง แต่อาจจะไม่ดีสำหรับประชาชน ก็คือ เราเชิญตัวมาคุยกัน เชิญตัวมาเพื่อพิสูจน์ตัวบุคคลว่า เขามีพฤติกรรมอยู่ในกลุ่มเสี่ยงจริงหรือไม่ ตามที่ถูกกล่าวหา ก็เชิญตัวมาคุยมาถามกัน เหตุการณ์ที่มันเกิดอย่างรวดเร็ว เช่น มีการยิงกัน การวางระเบิด การเผา มันต้องตั้งด่านในทันทีทันได เราได้ตรวจค้นทันควัน มันเป็นการหยุดยั้งสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว นี่คือข้อดีของกฎอัยการศึก เราพยายามหลีกเลี่ยงที่จะกระทบต่อผู้บริสุทธิ์ให้ได้มากที่สุด


กฎอัยการศึก มันมีข้อกังวลอยู่ที่ กรณี 30 วัน ผมขอเรียนให้ทราบว่า 30 วันที่เราเอามาสอบสวน ไม่ใช่การนำมาซักถามที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร เรานำมาซักถามที่หน่วยที่ไม่ใช่หน่วยที่ดำเนินคดีทางกฎหมาย การดำเนินคดีทางกฎหมาย เราจะส่งให้ตำรวจอีกที ตำรวจก็จะไปทำสำนวนหาหลักฐาน แต่ที่ค่ายอิงคยุทธนี่ เป็นการซักถามเพื่อค้นหาความเกี่ยวพันทางโครงสร้าง ในเวลา 30 วันนี่ เราจะมีผู้นำศาสนามาสอน มาถอนคำสาบานให้ มาชี้แจงแนวทางเดินที่ถูกต้อง คำสอนที่ถูกต้องของศาสนา หลายคนที่เห็นความเป็นจริง เห็นแก่นแท้ เห็นสัจธรรม เขาเล่าให้เราฟังหมด ดังนั้น ตลอด 30 วันคือ การปรับความคิด ปรับความเชื่อ ทัศนะคติ การสร้างความเข้าใจ ดังนั้น 30 วันนี่ถือว่ามีประโยชน์มาก ไม่ใช่ 30 วันที่มาทำผิดกฎหมาย หรือละเมิดสิทธิมนุษยชน ผมขอยืนยันว่า เป็นการพัฒนาความเข้าใจกัน เราได้ประโยชน์ ได้ทราบเครือข่ายมากมาย ตามที่ผมได้เรียนให้ทราบมาแล้ว ใน 30 วันนี้ หลายคนเราจับเข้าสู่โรงเรียนทางการเมือง เราเรียกว่า การกล่อมเกลาทางสังคม โดยมีศาสนา การออกดาวะห์ คนมุสลิมเขามาช่วยทำกันเอง หลายคนที่กลับออกไป ยุติความเคลื่อนไหว ดังนั้น 30 วันที่เราเชิญเขามาสอบสวน เพราะเรารู้ว่า ถ้าส่งให้ตำรวจ ก็ไม่สามารถเอาผิดเขาทางคดีอาญาได้ แต่เขารับว่าเขาอยู่ในองค์กร เขาเคยเคลื่อนไหว เขาส่งให้ตำรวจ เขาก็จะไปเล่าอีกอย่างหนึ่ง ไม่มีหลักฐาน แต่การที่เขารับ เราได้ประโยชน์ เมื่อเราชี้แจงให้เขาแล้ว เราปล่อยกลับบ้าน พวกนี้เราตามไปคุยที่บ้าน ยุติการเคลื่อนไหว


ส่วนข้อกังวลเรื่องการเยี่ยม การเจ็บป่วย อาหาร ในขณะถูกควบคุม มันมีระเบียบ มีข้อบังคับชัดเจน วันแรกที่ถูกควบคุม การเจ็บป่วยมีเจ้าหน้าที่ดูแล อาหาร 3 มื้อถูกหลักทางศาสนา สถานที่ควบคุมก็ไม่ใช่เรือนจำ ไม่มีการพันธนาการ ชัดเจน ไปเยี่ยมเมื่อไหร่ก็ได้ ดูเมื่อไหร่ก็ได้ ประกอบกิจทางศาสนาได้ ระเบียบเจ้าหน้าที่ ใครทำนอกกรอบ เจ้าหน้าที่คนนั้นต้องรับโทษ


สำหรับ พรบ.ความมั่นคงภายใน นับเป็น พรบ.ที่ดี ที่จะเปิดทางถอยให้กับคนที่หลงผิด ยังไม่ได้ประกาศใช้ คาดว่าจะใช้ในพื้นที่ของ 4 อำเภอที่สงขลา เราภาวนาให้ออกมาใช้โดยเร็ว มันจะเป็น พรบ.ที่เปิดทางถอยให้กับผู้ที่หลงผิดไปแล้ว ศาลก็อาจให้ออกมามอบตัวและปฏิบัติ อบรมแทนการฟ้อง เปิดทางถอยให้คนออกมา


ผมขออนุญาตตอบเรื่องการเมืองนำการทหารก่อนอื่น เพราะเราเคยถูกถามบ่อย แม้แต่เจ้าหน้าที่ของเราที่ปฏิบัติงาน มักถามว่า การเมืองนำการทหารทำอย่างไร แม้ผมจะขึ้นรถ ขึ้นเครื่องบินเดินทางไป เจอใครก็มักถามว่า การเมืองนำการทหารทำอย่างไร เราก็พยายามบอกเท่าที่จะบอกได้ว่า ประเด็นแรก การทำการเมืองนำการทหาร สำหรับในพื้นที่ผู้ปฏิบัติต้องทำอย่างนี้ ทุกบริบทของงานที่น้องกำลังทำอยู่นี้ น้องจะต้องอธิบายให้ประชาชนได้เข้าใจและรับทราบได้ว่า ทำไมน้องต้องทำอย่างนั้น ทำไมน้องต้องทำอย่างนี้ น้องต้องสามารถอธิบายให้ประชาชนเข้าใจให้ได้ ประเด็นที่ 2. แม้กระทั่งการปฏิบัติการในทางยุทธวิธีซึ่งเป็นการทหาร น้องก็ต้องทำการเมืองนำการทหาร ก็คือต้องตอบคำถามประชาชนได้ว่า ทำไมต้องเชิญตัวคน ๆ นี้ ทำไมเราต้องปิดล้อมและตรวจค้นในบ้านหลังนี้ พื้นที่นี้ แล้วที่เกิดเหตุยิงกันตายในหมู่บ้าน มันเกิดเหตุเพราะอะไร ความเป็นจริงมันเป็นอย่างไร เราต้องอธิบายให้ประชาชนได้ ถ้าน้องสามารถอธิบายให้กับประชาชนได้ แสดงว่าน้องกำลังทำงานการเมืองนำการทหาร แต่ถ้าน้องทำงานแบบซื่อ ๆ เดินเข้าไปยิงแล้วตรวจค้นแล้วก้ออกมา ถือว่าน้องทำงานทหารนำการเมือง อันนี้สำหรับผู้ปฏิบัตินะครับ


ภารกิจของเรามีอยู่ 2-3 ประการโดยหลัก ๆ ภารกิจแรกก็คือ การรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ภารกิจที่ 2.จะยุติความเจริญเติบโตของขบวนการ ภารกิจที่ 3.คืองานการเมือง คือการสร้างศรัทธาและความเชื่อมั่นกับประชาชนทั่ว ๆ ไปให้มีทัศนคติที่ดีต่อเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้ง 3 ภารกิจนี้ยากทั้งนั้น ที่เราจะต้องมารับบทบาท ในการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน มันยังมีภารกิจเชิงรับอยู่ 10 ประการ ครู พระ วัด โรงเรียน ทางรถไฟ เราก็ต้องไปเดินตามรางให้เขา สถานีเราก็ต้องไปเฝ้า สาธารณูปโภคก็ต้องเข้าไปดูแล โรงเรียนก็ต้องไปดูแล งานรักษาความปลอดภัยเชิงรับ 10 ประการนี้ก็ต้องตั้งรับครับ


ส่วนงานทั่ว ๆ ไปคืองานสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาให้ประชาชนมีต่อเจ้าหน้าที่รัฐ งานนี้ก็เป็นงานการเมืองที่เราเร่งดำเนินงานขึ้น โครงการต่าง ๆ ที่รัฐพยายามมองการว่างงานของเยาวชนในระบบ นอกสถานศึกษา เช่น โครงการทำดีมีอาชีพต่าง ๆ พยายามหาคนเข้าไปฝึกงานในกรุงเทพฯและพยายามหาสถานที่ทำงานให้ แต่พอดีโอกาสมันยังไม่เอื้ออำนวย เพราะภาวะปัจจุบัน เศรษฐกิจมันขาลง มันก็เป็นอุปสรรคอันหนึ่งที่สำคัญเหมือนกัน โครงการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างศาสนิก เราพยายามนึกถึงครรลองวิถีของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติบนความแตกต่าง เรากำลังหาวิธีว่า เราจะเติมให้เต็มในสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร เราพยายามทำโครงการต่าง ๆ ให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ แล้วยังมีอีกมากมายหลายโครงการ เช่น โครงการสร้างและอบรมแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง วิถีชีวิตบนเศรษฐกิจพอเพียง แม่ทัพพิเชษฐ์ท่านให้เป็นสิ่งสำคัญในการให้ชาวบ้านในพื้นที่ได้มีการเรียนรู้


ภารกิจสำคัญอันหนึ่งก็คือ งานที่ผมกล่าวก็คือ งานที่ต้องยุติความเจริญเติบโตของขบวนการ สำหรับขบวนการ มันเจริญเติบโตอยู่ 2 ที่ คือ 1.ในหมู่บ้าน โครงสร้างจัดตั้งที่สำคัญคือ อาเยาะห์อย่างที่ผมบอกไปแล้ว คือการตั้งในระดับหมู่บ้าน มันมีผู้ใหญ่บ้านจัดตั้งเรียกว่า หัวหน้าอาเยาะห์ ในหมู่บ้านจัดตั้งสีแดงที่เราพิสูจน์ทราบว่าปัจจุบันนี้มีอยู่ 216-217 หมู่บ้าน จริง ๆ มันอาจจะมีมากกว่านั้น แต่ที่เราค่อนข้างจะชัดเจนก็คือ 200 กว่าหมู่บ้าน เจตนาก็คือจะตั้งให้ได้หลาย ๆ หมู่บ้าน จำนวน 216-217 หมู่บ้านนี้ อย่าเพิ่งตกใจว่า ฟังแล้วมันเป็นภาพที่น่ากลัว พวกนี้เป็นเคลื่อนไหวทางงานการเมืองทั้งสิ้น งานการเมืองก็คือ การปลุกระดมชาวบ้าน จากการที่เราเข้าไปดำเนินการสกัดกั้นความเจริญเติบโตของหมู่บ้านในอาเยาะห์ต่าง ๆ หลายหมู่บ้านก็ยุติการเคลื่อนไหว กล่าวคืออาเยาะห์ก็ไม่สามารถที่จะเคลื่อนไหวได้อีกต่อไป หลาย ๆ อาเยาะห์ก็ต้องถูกเปลี่ยนไป เขตงานหลาย ๆ เขตงานก็ต้องถูกยุบรวม เพราะการที่เข้าไปดำเนินงานทางการเมืองในหมู่บ้านต่าง ๆ เหล่านี้ 2.งานที่สำคัญอีกงานหนึ่งก็คือ การยุติการบ่มเพาะในสถานศึกษา เราก็ให้หน่วยเฉพาะกิจในพื้นที่ต่าง ๆ เข้าไปในสถานศึกษา ไปเล่าความเป็นจริงอย่างที่ผมเล่าเมื่อสักครู่นี้ว่า ขบวนการหน้าตาเป็นอย่างไร เพื่ออะไรหรือครับ เพื่อเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้เยาวชนในสถานศึกษาไม่ต้องตกเป็นเครื่องมือ มันมีการสร้างความสัมพันธ์ทางความเข้าใจไม่ให้หวาดระแวงระหว่างสถานศึกษากับหน่วยทหารที่เข้าไปในพื้นที่ เมื่อสร้างความสัมพันธ์เสร็จก็ต้องมีการสร้างความเข้าใจกัน สร้างความเข้าใจและปรับทัศนคติให้ตรงกัน และชี้ให้เห็นว่า ความเป็นจริงมันเป็นอย่างไร ฝ่ายตรงข้าม เขามีแนวทางเดินอย่างไร มียุทธศาสตร์ ยุทธวิธีอย่างไร ซึ่งในบางโรงเรียนมันก็ไม่ได้เป็นทั้งหมด มันมีเพียงแค่ 1-2 คนในโรงเรียน แต่มันใช้ลักษณะ direct sale เอาเด็กไป 2-3 คน แล้วก็เอาไปอบรม เราก็หวังว่า เด็กที่เหลืออยู่ 4,000-5,000 คนที่เหลืออยู่ จะไม่เป็นเครื่องมือหลวมตัว นี่คือที่เราเรียกว่า การเมืองนำการทหารทำอย่างไร ผมขอเรียนชี้แจงเท่านี้




ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ คณบดีคณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์


ข้อมูลที่เราได้รับฟังจากคุณสิทธิพงษ์ จากศูนย์ทนายความมุสลิม และจากรอง ผบ.ฯ พลตรีสุภัช จะมีลักษณะแตกต่างกันโดยธรรมชาติ ทั้งของแนวคิด ของวิธีการปฏิบัติต่าง ๆ มันเป็นการมองคนละแง่มุมกันเลย


สถานการณ์ที่เรากำลังพูดถึงคือ “สถานการณ์ที่ไม่ปรกติ” ซึ่งผมขออธิบาย ในสถานการณ์ที่ปรกติ รัฐประชาชาติที่ปรกติ ระบบการปกครอง ระบบเศรษฐกิจ สังคม ดำเนินการเป็นไปตามกลไกของมัน เหมือนกับรถที่ติดเครื่อง มันก็เดินไปตามกลไกของมัน คนที่ขับก็เพียงแต่ทำตามกลไกของเครื่องยนต์ ส่วนที่มันจะเป็นปัญหาน้ำมันหมด เราก็ไปเติม มันไม่ถือว่าเป็นปัญหาที่ไม่ปรกติ ดังนั้นสังคมในระบบนี้ แม้จะสะดุดอย่างไรก็ตาม มันก็เป็นไปตามกลไกของมัน ทีนี้ในภาวะที่รัฐไม่ปรกติ มันก็ต้องตรงกันข้าม ระบบโดยรวมไม่ว่าจะเป็นการเมือง การปกครอง ต่าง ๆ แต่เมื่อเราพูดในแง่ของรัฐ เราจะเน้นไปที่การเมืองการปกครอง มันเหมือนหัวใจของรถ ที่ทำให้รถวิ่งไปได้ เรื่องเศรษฐกิจ และเรื่องอื่น ๆ ก็ตามมา ถ้ารัฐไม่ปรกติก็แสดงว่า ระบบการเมือง การปกครองอันนี้ มันไม่ดำเนินไปตามกลไกที่มันจะเป็น มันถูกเปลี่ยนหรือถูกระงับไป แล้วเอาเครื่องข้างนอกเข้ามาใช้ขับเคลื่อนแทน ในที่นี้โดยหลักใหญ่ หมายถึงระบบการปกครองที่ไม่สามารถดำเนินตามกฎหมายปรกติ เมื่อเกิดภาวะที่ไม่ปรกติ ก็แสดงว่า กลไกที่ใช้การปกครองอันนี้ไม่ได้ดำเนินไปตามกฎเกณฑ์ทางกฎหมาย กฎหมายนี้หมายถึง กฎหมายที่ออกมาโดยเจตนารมณ์ของคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่กฎหมายที่ออกมาโดยผู้ปกครองเดียว ตามอัตตาธิปไตย ซึ่งมันก็มีรัฐที่ปกครองด้วยกฎหมายเผด็จการ เมื่อเกิดสภาวะที่รัฐไม่ปรกติ แน่นอนว่าสิ่งที่กระทบกระเทือนแน่ ๆ คือ “ระเบียบทางสังคม” Social Order มันไม่สามารถดำเนินไปได้


โดยทั่วไปคนก็จะรับรู้วิธีการปฏิบัติ วิธีการดำรงชีพต่าง ๆ ตามแบบแผนที่ทำกันมา เรามักจะเชื่อว่าคนเราต้องรู้กฎหมาย ผมเชื่อว่าเราคงจำกฎหมายไม่ได้ แต่เราปฏิบัติตามสามัญสำนึก ตามขนบธรรมเนียม ตามพิธีการที่ทำกันมาต่าง ๆ ดังนั้นจริง ๆ แล้วระเบียบสังคมส่วนใหญ่ของรัฐสมัยใหม่ทั้งหลาย มันอยู่กันมาได้อย่างสงบสันติ แล้วก็เจริญมาได้ คืออาศัยความเข้าใจร่วมกัน คือใช้สามัญสำนึก common sense มากกว่าเข้าใจกฎหมาย หรือทำตามกฎหมาย เราลองสังเกตดูว่า รัฐไหนก็ตามที่อยู่อย่างสงบสุข เขาอยู่ด้วยความเข้าใจคนอื่น สำหรับรัฐปรกติ ปัญหาแนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชน มันเกี่ยวโยงตรงไหน ผมมองว่า เรื่องสิทธิในความคิดเก่า มันพูดถึงเรื่องอำนาจที่คนสามารถจะใช้ปฏิบัติกิจกรรมและผลประโยชน์บางอย่าง ในอดีตที่ผ่านมา ในรัฐก่อนรัฐสมัยใหม่ เรื่องสิทธิ มันเป็นอภิสิทธ์ของชนชั้นปกครอง คนที่ถูกปกครอง ชาวบ้าน ไพร่ ข้าทาสต่าง ๆ ไม่ต้องมีสิทธิ เพราะว่า เราเป็นผู้รับ ความสงบสุขต่าง ๆ ผลประโยชน์ต่าง ๆ นั้น เมื่อผู้ปกครองเป็นธรรม เขาก็ให้เรา เพราะฉะนั้นประชาชนก็จะได้ตามนั้น



แนวคิดมันจะเปลี่ยนเมื่อเกิดสิ่งที่เรียกว่า ระบอบปกครองแบบประชาธิปไตย ที่บอกว่าอำนาจปกครองนั้น หรืออำนาจอธิปไตยนั้น มาจากคนส่วนใหญ่ เป็นของคนส่วนใหญ่ คำว่าคนส่วนใหญ่นั้นคือ คนธรรมดา ไม่ใช่ผู้นำซึ่งเป็นส่วนน้อยแบบแต่ก่อน นี่คือจุดที่มันเปลี่ยน แต่ว่าในหลายสังคม เราจะพบว่าสังคมที่พัฒนามาตอนหลัง และเข้าสู่ประชาธิปไตยล่าช้ากว่า มีปัญหามากกว่าที่อื่น แนวคิดอันนี้มีความลำบากมากในการที่จะแปลมาเป็นรูปธรรม และแปลในทางปฏิบัติ โดยส่วนใหญ่แล้ว เราก็ยังคุ้นเคยกับการปฏิบัติสิทธิในความคิดอันเก่า คือสิทธิเป็นอำนาจของผู้ปกครอง ดังนั้นการที่ประชาชนเรียกร้องสิทธิ จึงไปท้าทายอำนาจผู้ปกครอง แต่ถ้าเป็นประเทศประชาธิปไตยเต็มที่ จะไม่มีอภิสิทธิ์ของคนกลุ่มน้อย เพราะฉะนั้น จึงไม่มีปัญหาในการเรียกร้อง หรือการอ้างสิทธิ มันไปกระเทือนอำนาจผู้ปกครอง แต่กรณีอเมริกาตั้งแต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศ 200 กว่าปีที่ผ่านมา เขาตีโจทย์แตกทันที เพราะเขาไม่มีชนชั้นศักดินา เป็นพวกชนชั้นล่าง ชนชั้นกลางเท่านั้นที่อพยพจากยุโรปไปใต้ เพราะฉะนั้นมันเหมือนกับการสร้างห้องทดลองอันใหม่ที่คนทุกคนอ้างอำนาจอธิปไตยได้ ดังนั้นวิธีที่แก้ปัญหาความขัดแย้ง คือ การที่กระจายอำนาจเอาไว้ให้คนจำนวนมากได้ต่อสู้ ต่อรองกัน ในที่สุดแล้ว ผลสุดท้ายที่ออกมาจากสิทธิ นั่นคือ ผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ วิธีแบบอเมริกานี่ มันทำยากมากในหลายประเทศอื่น ๆ ด้วยเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์และเงื่อนไขในหลาย ๆ อย่าง


ขอเสริมเรื่องแนวคิดเรื่องของสิทธิ คนก็จะมองสิทธิเป็นเรื่องของการเรียกร้อง ชาวบ้านเวลาไม่ได้อะไรก็อ้างสิทธิเรียกร้อง ถ้ามองในแง่ประวัติศาสตร์ ผมมองว่าสิ่งที่มันค่อย ๆ เกิดมาเป็นอำนาจของประชาชน จริง ๆ แล้วมีมาตลอดเวลาตามประวัติศาสตร์ เป็นขบวนการของการต่อรองอำนาจในการปกครอง และอำนาจในการถูกปกครอง เพราะฉะนั้นในระบบไพร่หรือระบบทาส สิทธิของไพร่หรือของทาส การที่จะได้รับการคุ้มครอง และหากไม่ชอบนายคนเก่า ก็มีการย้ายนาย ไปหานายคนอื่น มันก็ตรงกับปัจจุบัน ไม่ได้ไปเรียกร้อง พอนานเข้าผู้ปกครองที่มีอำนาจ อาจไม่ให้ก็ได้ เมื่อเขาพบว่า คุณไม่ให้ เขาก็ประท้วง แล้วต่อต้าน มีการกบฏ ชุมชนก็ไม่สงบ สังคมนั้นไม่สงบ ผลประโยชน์ที่ได้ ไม่เต็มที่ ถ้าเช่นนั้น นายหรือผู้ปกครองที่ฉลาดต้องเริ่มยอมให้สิ่งที่พวกเขาต้องการ ดังนั้นเรื่องสิทธิเป็นการต่อรองระหว่างผู้ปกครองกับผู้ที่ถูกปกครอง


จุดหมายสมัยใหม่ สิทธิมนุษยชนปัจจุบัน ผมสรุปว่า จุดหมายของมัน นำไปสู่สิ่งที่ระบบประชาธิปไตยให้คำมั่นสัญญากับประชาชน ตอนที่ระบบการปกครองนี้เกิดขึ้นมา 200 กว่าปีแล้ว ก็คือ การให้คนส่วนใหญ่ปกครองตนเองได้ self government เพราะฉะนั้น การพูดถึงเรื่องสิทธิในสังคมปัจจุบันนี้ จุดหมายของมันคือต้องนำไปสู่การให้อำนาจในการปกครองกับคนส่วนใหญ่


เมื่อเราลงมาดูรูปธรรม ตัวอย่างในพื้นที่ เท่าที่ผมรวบรวมจากคุณสิทธิพงษ์ที่เล่ามา คือมุมมองจากผู้ถูกจับและก็ผู้ต้องหา ทั้งหมดนี้เป็นเหตุการณ์และปัญหาที่เกิดขึ้นภายใต้กฎหมาย คือถ้าไม่มีกฎหมายอะไรเลย ไม่มีกฎหมายอาญา ไม่มีกฎหมายคดีความ ไม่มีขบวนการศาลต่าง ๆ เรื่องทั้งหมดที่เล่ามานี้ ไม่ต้องพูดเลย มันอ้างอะไรไม่ได้ ไม่ต้องมาพูดมาเถียงกัน กล่าวคือแต่ละคนก็ต้องพึ่งตนเอง อยู่ได้ก็อยู่ อยู่ไม่ได้ก็หนี แต่ว่าตอนนี้เราอยู่ภายใต้ระบบกฎหมาย ที่มีกระบวนการที่แน่นอนและมีจุดหมายของมัน เพราะฉะนั้น เรื่องที่เกิดขึ้น แสดงว่า มันมีความไม่ปรกติตรงที่กระบวนการต่าง ๆ ถึงแม้จะมีบัญญัติไว้ แต่เวลาถึงขั้นปฏิบัติ มันไปบ้างไม่ไปบ้าง หรือไปอย่างช้า ๆ เรื่องความล่าช้าของกฎหมาย ที่จริงแล้ว มันไม่ได้เกิดเฉพาะที่นี่ ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาของการต่อสู้ โดยเฉพาะเมื่อมันมีระบบกฎหมายที่ค่อนข้างเป็นธรรม อันสุดท้ายที่เจ้าหน้าที่ของฝ่ายรัฐที่จะใช้ในการบรรลุเป้าหมาย เขาต้องเชื่อว่าเขามีจุดหมายอันหนึ่ง ส่วนผู้ที่ถูกเป็นผู้ต้องหา ก็มีจุดหมายของเขา แต่เมื่อฝ่ายรัฐไม่เห็นด้วย เขาก็สามารถอาศัยกฎหมายหรือขบวนการทางกฎหมายทำให้เรื่องมันช้า จะโดยตั้งใจหรือบังเอิญก็ตาม มันกลายเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมาก ทำให้คนบริสุทธิ์ไม่อยากเข้าไปอยู่ในวังวนนี้อีกเลย เพราะมันหมายความว่า คุณเป็นฝ่ายแพ้ คุณต้องสูญเสียสิทธิเสรีภาพไปเลย


เพราะฉะนั้น ในช่วงที่ขบวนการสิทธิพลเมือง civil rights การต่อสู้เพื่อสิทธิพลเมืองของคนผิวดำในอเมริกา ได้ต่อสู้อย่างรุนแรง ในช่วง ปี ค.ศ. 1950-1960 โดยเฉพาะตอนที่ ดร.มาร์ติน ลูเธอร์ คิง ผู้นำในการต่อสู้ เขาสรุปการต่อสู้อันนั้นได้ และจริง ๆ เขาก็สู้โดยการใช้เครื่องมืออันเดียวกันกับภาครัฐ ก็คือ “กฎหมาย” เขาทั้งเรียน ทั้งศึกษากฎหมาย ไปยอมให้ถูกจับ ตอนที่ Rosa Parks ถูกจับที่แอตแลนต้า ก่อนที่เขาจะมีการเดินขบวนครั้งใหญ่ ตอนหลังมีการเขียนประวัติศาสตร์ว่า โรซ่า พาร์ค เป็นเพียงชาวบ้าน แต่เป็นชาวบ้านที่ศึกษากฎหมาย มีการตั้งกลุ่ม มีการให้การศึกษาต่าง ๆ หลังจากนั้นก็ขึ้นไปให้ถูกจับ ดร.มาร์ติน ลูเธอร์ คิงก็นำขบวนการประท้วง แล้วเขาต้องถูกจับเพราะนำประชาชนไปสร้างความวุ่นวาย นี่ขนาดประเทศอเมริกาที่กฎหมายมีความเป็นธรรมมาก ๆ กว่าหลายประเทศ คนผิวดำก็ได้รับการปฏิบัติไม่ต่างจากคนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีอันหนึ่งตอนที่ดร.มาร์ติน ลูเธอร์คิง ถูกจับในคุก แล้วเขียนจดหมายออกมา กล่าวไว้ประโยคหนึ่งก็คือ “Justice Delayed is Justice Denied” แปลว่า ความยุติธรรมที่ถูกทำให้ล่าช้า คือ การปฏิเสธความยุติธรรม ก็คือเขาไม่ได้ความเป็นธรรม ถูกจองจำนานนับ 10 ปี แต่ตอนหลังกลับพิพากษาว่า ไม่ผิด มันก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา แสดงว่าขบวนการอันนี้ เกิดความไม่ปรกติขึ้นมา


ถ้าดูจากที่พลตรีสุพัฒน์พูด ข้อมูลและเรื่องเล่านั้นตรงกันข้ามกันเลย ทางฝ่ายคุณสิทธิพงษ์บอกว่า คดีของเขาทั้ง 400 กว่าคดีที่ถูกจับใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่วนใหญ่เป็นคดีที่ชาวบ้านถูกฟ้องร้อง แต่ไม่เคยมีคดีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐถูกฟ้องร้องเกิดขึ้น ในขณะที่ทางฝ่ายเจ้าหน้าที่ก็บอกว่า มีกฎหมาย มีการลงโทษ มีการปฏิบัติกับเจ้าหน้าที่ที่ทำผิดระเบียบทุกอย่างอยู่ในนั้น แต่ว่าทำไมจึงไม่เกิดคดี ทำไมจึงไม่มีการฟ้องร้อง หรือมีแต่สืบไม่รู้ อันนี้คือ ข้อมูล 2 ชุด ซึ่งตรงกันข้ามกัน แสดงว่าความไม่ปรกติค่อนข้างจะเยอะ ในสถานการณ์ ในพื้นที่ต่าง ๆ ทำให้การมองปัญหาก็ไม่ตรงกัน


ผมขอผ่านมาที่พลตรีสุพัฒน์ เริ่มต้นท่านเล่าถึงสถานการณ์ที่เป็นจริงต่าง ๆ สรุปว่ามีขบวนการแบ่งแยกดินแดนอยู่จริงอย่างแน่นอน แม้ว่าประวัติศาสตร์จะบอกว่าไม่มีก็ตาม แล้วก็มีจุดหมายที่จะปลดปล่อยรัฐปัตตานี มีขบวนการทางการเมือง มีการใช้ความรุนแรงต่าง ๆ เท่าที่ผมฟังทั้งหมดแล้ว ถ้าใครไม่กลัวนี่ก็แสดงว่า ประสาทแข็งมาก แล้วที่น่าสนใจ เท่าที่ผมเข้าใจ ข้อมูลที่ท่านรองฯเล่ามาว่า มีการจัดตั้งทหารบ้าน ทหารคอมมานโด ผมคิดว่า รูปการทั้งหมดนี้ มันเหมือนกับแผนหรือวิธีการที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย(พคท.)ใช้รบกับทหารอย่างยาวนานที่ผ่านมา แต่ที่น่าแปลกใจก็คือ กองกำลัง พคท. ผมเชื่อว่าไม่เคยสามารถที่จะทำได้ถึงครึ่งที่ปรากฏใน 3 จังหวัดตอนนี้เลย ไม่ว่าจะเป็นกองกำลังทหารบ้าน แล้วขึ้นมาเป็นกองกำลังหลัก อำนาจรัฐก็เป็นแค่อำนาจรัฐ มีหมู่บ้านแดง หมู่บ้านขาว ไปทั่ว ก็เป็นสิ่งที่พูดกันมามากในหมู่บ้าน


แต่ที่เราเห็นก็นิด ๆ หน่อย ๆ ในช่องทางข้างหมู่บ้าน และทางขึ้นที่ห่างไกลมากจนไม่มีใครขึ้นไปได้ ก็ไปสร้างฐานลับอยู่ในนั้น แต่พอซ้อมจริง ๆ กลับซ้อมอยู่ในหมู่บ้าน ใกล้ตัวเมือง ใกล้จังหวัด สิ่งนี้ พคท. และ กองทหารปลดแอก ทปท. ไม่เคยทำได้เลย ทั้ง ๆ ที่เขามีประสบการณ์การต่อสู้มาเยอะ มีกองกำลังก็มาก มีบทเรียนอะไรมากมาย ไม่เคยทำได้เท่ากับที่ข้อมูลที่ได้จากฝ่ายกองทัพที่พูดว่า เดี๋ยวนี้ขบวนการในภาคใต้ทำถึงขั้นนี้แล้ว คือถ้าทำถึงขั้นนี้ได้ ในแง่ของการต่อสู้ภาคประชาชน มันคือขั้นสุดท้ายแล้ว คือขั้นยึดอำนาจรัฐ ใช้ชนบทล้อมเมืองแล้ว มันจะยึดอำนาจรัฐแล้ว ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ เราต้องยอมรับว่า มันเป็นสงครามกลางเมืองจริง ๆ แล้วนี่ใครจะเป็นคนยืนยันได้ว่า จริงหรือไม่จริง ผมเองก็ไม่รู้ เพียงแต่เมื่อผมรับฟังแล้วก็สะท้อนออกมา


ถ้าหากเป็นอย่างนั้นจริง มันก็จะตรงกับที่ท่านรองฯพูด คือหมายความว่า กฎหมายพิเศษ กฎอัยการศึกก็ดี กฎหมายในสถานการณ์ฉุกเฉิน มันจำเป็นต้องใช้ เพราะมันคือสภาวะสงคราม ในเมื่อมันเป็นสงครามขั้นสุดท้าย ใครจะยอม ถ้าพูดแบบนี้ก็แสดงว่า สิ่งที่เราพยายามที่จะมา dialoque พูดคุยกันต่าง ๆ นี้ เรื่องการสร้างสันติ เรื่องการสร้างสิทธิเสรีภาพ การรับรองระบบกฎหมายและระบบต่าง ๆ มันต้อง postpone เลื่อนไปก่อน คือเอาไว้พูดกันวันหลังแล้วกัน เพราะตอนนี้ไฟกำลังไหม้บ้าน หรือไหม้ข้าง ๆ บ้าน มันไม่มีทางที่จะพูดกันได้ในเรื่องสิทธิเสรีภาพ มันยากมาก ๆ ผมคงวิจารณ์มากได้ แต่มีข้อสังเกตอย่างนี้ก็คือ ถ้าหากว่า หน่วยงานของรัฐ หรือฝ่ายรัฐเชื่อในเรื่องขบวนการและการจัดตั้งว่า มีไปถึงโรงเรียน ปอเนาะ ตาดีกา มีเป็นขบวนการแบบนี้ว่าจริง และมีผลชัด ๆ อย่างนี้เลย ดังนั้น โลกทัศน์ คือทัศนะในการมองปัญหา ในการมองเรื่อง ในการมองคนอีกฝ่ายหนึ่ง หรือคนในพื้นที่ มันถูกแบ่งด้วยเส้นที่มันชัดมาก ชัดมากจนไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “ต่อรอง” negotiate ที่จะเป็นพื้นฐานของสิทธิ ของอะไรต่าง ๆ มันต่อรองไม่ได้ เพราะมันหมายถึงการแพ้ ชนะ อยู่หรือรอด ตายหรือเป็น และแนวคิดอันนี้ มีคำตอบเดียวคือ “ต้องทำลาย”


สิ่งที่ผมอยากจะต้องข้อสังเกตก็คือว่า มันคิดถึงขนาดนั้นได้ไหม มันจะเป็นอย่างนั้นจริงไหม ถ้าเราคิดอย่างนี้ มันเหมือนสมัยสงครามโลก เหมือนสมัยที่ฮิตเลอร์นาซีมองคนอื่น สมัยสงครามที่ญี่ปุ่นมองคนอื่น มองว่าพวกนั้นคือศัตรูทั้งหมด คือทำลายได้ ถึงแม้จะเป็นสงครามกลางเมืองจริง ๆ อย่างในสหรัฐอเมริกาที่แบ่งภาคเหนือภาคใต้ เขาคิดขนาดนั้นเลยไหม ไม่มีช่องว่างให้สำหรับการต่อรองกัน ให้สำหรับการยอมรับอีกฝ่ายหนึ่งเลยหรือ ผมว่าไม่ถึงขนาดนั้น เพราะยังไงเสีย คนในพื้นที่เดียวกันก็ต้องรู้ว่า อีกฝ่ายหนึ่งเป็นใคร คือมันต้องรู้บ้างล่ะ จะไม่รู้จักเสียเลย ย่อมเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าเป็นสงครามระหว่างประเทศ สงครามแบบเย็น ที่อเมริการบกับโซเวียต อุดมการณ์มันมา เพราะคนอเมริกันไม่ต้องรู้จักคนโซเวียตสักคนก็ได้ แต่เกลียดเขาได้ ด้วยการที่บอกว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เราก็เกลียดได้


สิ่งที่ผมกำลังคิดก็คือ ทำไมแนวคิดในการมองปัญหาความขัดแย้งภายในในพื้นที่ต่าง ๆ มันกลายเป็นแนวคิดทางการมองของความแตกต่างที่ตรงกันข้ามกัน และพูดได้ว่า เป็น “ความขัดแย้งที่เป็นปฏิปักษ์” แล้วคือไม่มีทางที่จะประนีประนอมกันได้ แล้วสิ่งที่เราฟังจากพลตรีสุพัฒน์ วิธีการมองฝ่ายตรงข้าม มันเป็นวิธีการมองแบบวิทยาศาสตร์ แบบที่มันมีมูลเหตุชัดเจน เหมือนหมอที่วินิจฉัยโรค และท่านก็พูดชัดว่า นี่คือโรคร้าย โรคร้ายคือขบวนการ เหมือนมะเร็งในร่างกายเรา เพราะฉะนั้น เราต้องทำลายมะเร็ง โดยการใส่คีโม ใส่ยาต่าง ๆ เพื่อทำลายมันออกไปให้ได้ คำถามคือปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น เป็นเรื่องของ เชื้อโรค หรือ โรคร้ายที่ต้องกำจัดอย่างนี้จริงหรือไม่ หรือมันเป็นแค่ไวรัสที่ทำให้ร่างกายเราอ่อนแอ แต่ถ้าหากร่างกายเราภูมิต้านทานแข็งแรงขึ้น ไวรัสนั้นก็หายไป เหมือนเราเป็นหวัด แต่ถ้าร่างกายเราแข็งแรง เชื้อนั้นก็หายไปเอง โรคหลายโรคก็หายได้ด้วยวิธีการต่างๆ


เราจะมองว่าปัญหาความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นโรคร้ายอย่างนั้นไหม แล้วอีกฝ่ายหนึ่งบอกว่า ต้องเปลี่ยนความคิด วิธีการอบรม 30 วัน เพื่อเปลี่ยนความคิดคน ในความเป็นจริง 30 วันมันน้อยไป 30 ปีก็ไม่แน่ว่าจะเปลี่ยนกันได้หรือเปล่า ผมดูประวัติศาสตร์มาหลายปี ความคิดคนมันเปลี่ยนยาก แล้วยิ่งถ้าเปลี่ยนทั้งชุด หรือทั้งสังคม หรือทั้งประเทศ อย่าไปคิดเลย นั่นคือที่มาของสงครามล่าอาณานิคม สงครามทำลายอีกฝ่ายหนึ่ง เพราะว่าคุณไปเปลี่ยนเขาไม่ได้ แล้วยิ่งโลกปัจจุบัน โลกที่เป็นอัตลักษณ์ของคน มันกลายเป็นเรื่องใหญ่ เมื่อ 100 ปีที่ผ่านมา เรื่องอัตลักษณ์คนไม่สนใจ เพราะคนยังไม่รู้ แต่ตอนนี้ความรู้มันทำให้คนอยากที่จะเป็นตัวของตัวเอง ทุกคนอยากจะเป็นทั้งนั้น ดังนั้นที่เราจะไปเปลี่ยนความคิดคน เป็นเรื่องยากมากๆ นอกจากว่า เขาอยากจะเปลี่ยนแล้วเขามาขอให้เราช่วย แต่เราก็คงช่วยอะไรไม่ได้ เขาต้องเปลี่ยนของเขาเอง


ผมคิดว่า ตอนนี้ เรากำลังเข้าสู่ทางหลายแพ่ง โลกมันเปิดทางเลือกให้มากขึ้น แต่อดีตที่ผ่านมาของเรา เราพัฒนามาในทางสายเดี่ยว การพัฒนาทางสายเดี่ยว มันง่ายต่อการควบคุม การสร้างความสงบ แต่พอสถานการณ์มันเปลี่ยน แต่ความคิดเรารับไม่ได้ มันจะเป็นอย่างนั้นไปได้อย่างไร อย่างที่อาจารย์มารคตั้งข้อสังเกตว่า ชาตินิยมในประเทศมันมีหลายชาตินิยมได้ไหม เรามักจะคิดกันว่า ถ้าเป็นประเทศไทยก็ต้องมีชาตินิยมไทย ถ้าเป็นประเทศอเมริกาก็ต้องมีชาตินิยมอเมริกัน ถ้าถามกลับไปว่า ถ้าเราจะมีชาตินิยมมอญ ชาตินิยมกะเหรี่ยง ชาตินิยมจีน ชาตินิยมเขมร รวมทั้งชาตินิยมมลายู เราจะอยู่ได้ไหมในรัฐชาติสมัยใหม่ ผมว่าตรงนี้น่าสนใจ ผมว่ามันท้าทาย แล้วอยากจะตอบว่า มันน่าจะอยู่ได้ ผมไม่มีคำตอบที่แน่นอน แต่ถ้าอยู่ได้ มันต้องมีเงื่อนไป ในทำนองที่ว่ามันต้องมีการแลกเปลี่ยน มีการต่อรองกันมาก แล้วมันต้องนำมาซึ่งการกระจายอำนาจ ฉะนั้น ชาตินิยมของหลายชาติพันธุ์ต่าง ๆ สามารถอยู่ด้วยกันได้ มันจะต้องไม่มีชาตินิยมไหนที่มีอำนาจเหนือชาตินิยมอื่น เกินกว่าเท่าที่จำเป็น



ถ้าหากอำนาจส่วนกลางนี้ กระจายลงไปอย่างมากได้ ผมคิดว่าชาตินิยมหลาย ๆ ชาติ ก็จะอยู่กันได้ ซึ่งเมื่อมาถึงจุดนั้นแล้ว ผมเชื่อว่า คนจะไม่สนใจชาตินิยมมากไปกว่าสิ่งที่ตนเองได้ เพราะฉะนั้น ชาตินิยม ผมว่ามันเป็นเพียงอารมณ์ ความรู้สึก หรือ emotion เป็นเรื่องของอารมณ์ ความรู้สึกมากกว่าเรื่องเหตุผล มันเป็นความเชื่อที่วางบนพื้นฐานของการเชื่อตามความเข้าใจของตนเอง แต่ไม่ได้คิดถึงคนอื่น สังเกตดูว่า เวลาที่เราพูดถึงชาตินิยมไทย ต้องตามมาด้วยการที่เราปฏิเสธชาติอื่น เราไม่ได้พูดเพื่อจุดหมายว่าให้คนอื่นมีผลประโยชน์ร่วมกับเรา เวลาที่เราพูด หากเราถามว่า คุณเป็นคนไทยหรือเปล่า แสดงว่า คน ๆ นั้นต้องไม่ใช่คนไทย และคน ๆ นั้นก็ไม่ควรจะพูดนอกเหนือไปจากที่จะพูดได้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่า ประเด็นมันก็วนเวียนอยู่กับเรื่องการสร้างระบบ ระเบียบการปกครอง จุดหมายของการปกครอง เราต้องการอะไร


ในแง่วิชาการ ผมคิดว่าเราไม่ได้ตรวจสอบ“จุดหมาย”กันเท่าไหร่ กล่าวคือ ต้องทำความเข้าใจกันให้ชัดเพราะว่าระบบการเมืองการปกครองนั้น เราต้องยอมรับจุดหมายร่วมกันเสียก่อน คือถ้าหากว่าบางกลุ่มคิดว่า จุดหมายคือต้องการรัฐที่อำนาจการปกครองควรจะอยู่กับคนบางคน หรือควรจะมีลำดับขั้นของการปกครอง คือไม่ใช่คนทุกคนที่ปกครองได้ หรือคนที่มีส่วนร่วมมาปกครองได้ ก็คือเป็นประชาธิปไตยแบบตรรกะ ในขณะที่คนบางกลุ่มมองว่า ถ้าหากว่าประชาธิปไตย ต้องให้คนกลุ่มใหญ่ปกครองได้ ต้องเป็นของคนหมู่มาก ถ้าจุดหมายต่างกันอย่างนี้ รับรองว่า ยังคงต้องถกเถียงกันอีกนาน มันมองไม่เห็นตรงกัน


ประเด็นเรื่องการเมืองกับการทหาร นับเป็นโจทย์ใหญ่ที่จะมีคนถาม มีคนพูดกันมาก แล้วผมพยายามรวบรวมความเห็นจากที่เราพูดคุยกันในเวทีนี้ และจากที่ผ่าน ๆ มา เท่าที่ผมเข้าใจ เวลาที่เราพูดถึงเรื่องการเมืองนำการทหาร ถ้าผมจำไม่ผิด อันนี้มันเป็นคำขวัญของขบวนการที่ต่อสู้เพื่อต้องการการปลดปล่อย โดยเฉพาะพรรคคอมมิวนิสต์ โดยเฉพาะอาจจะเป็นพรรคคอมมิวนิสต์จีนก็ได้ ที่เป็นผู้ใช้เป็นคนแรก แต่ผมไม่ยืนยัน เพราะผมยังไม่ได้ทำวิจัยในเรื่องนี้ แต่แนวคิดเรื่องการเมืองนำการทหาร ถ้ามองในแง่ของอุดมการณ์ที่มากับพรรคคอมมิวนิสต์หรือลัทธิมาร์กซ์ ผมคิดว่ามันมาตั้งแต่ 100 กว่าปีที่ผ่านมา เมื่อมีการพูดถึงชนชั้นกรรมาชีพเพื่อที่จะทำการปฏิวัติต่าง ๆ ถ้าหากว่าใครศึกษาเอกสารของฝ่ายซ้ายลัทธิมาร์กที่เป็นพรรคคอมมิวนิสต์ต่าง ๆ จะพบว่า กลุ่มชนชั้นกรรมาชีพให้ความสำคัญกับความคิดทางการเมืองมาก เพราะถือว่า ความคิดนี้สามารถที่จะสร้างพลังเกิดขึ้น ก็คือมีสำนึกทางการเมืองเกิดขึ้นแล้ว ความคิดอันนี้มันจะเป็นอาวุธที่เหนือกว่าอาวุธเช่น ปืนผาหน้าไม้ กระสุนต่าง ๆ ล้วนสู้ความคิดไม่ได้ ผมคิดว่า การปฏิวัติรัสเซียกับจีนที่เอาตรงนี้ออกมาใช้ โดยการชี้ให้เห็นว่า คนธรรมดาที่มีจำนวนมาก มันไม่มีพลัง นอกจากจะเป็นเครื่องมือของผู้นำ เอาไว้รบกันเอง แต่หลังจากนี้ มันมีอุดมการณ์ปลดปล่อยพวกนี้เกิดขึ้นมาแล้ว ที่เราเรียกว่าลัทธิคอมมิวนิสต์ คนเหล่านี้กลายเป็นพลังในตัวมันเอง เป็นพลังการเมืองครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลกในหลายร้อยพันปีที่เปลี่ยนระบอบ และสร้างระบอบการปกครองใหม่ต่าง ๆ ขึ้นมา เพราะฉะนั้นโดยง่าย ๆ ก็คือ คำว่า การเมือง ในที่นี้ก็คือ การสร้างสำนึกทางการเมืองให้กับคนซึ่งถูกปกครองโดยชนชั้นนำ แล้วก็รับอุดมการณ์ของชนชั้นนำมาตลอดเวลา ที่เราเรียกว่า การยอม การจำยอม คือไม่สู้อะไรต่าง ๆ มันจะเปลี่ยน เมื่ออุดมคติของชนชั้นกรรมาชีพมันเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นผมจึงเน้นตรงนี้


การเมืองนำการทหาร ตอนที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนสู้ ก็คือ ถ้าเอากำลังทหารสู้ มันสู้ไม่ได้หรอก เพราะไม่ว่าจะสู้กับจียงไคเช็คก็ดี สู้กับญี่ปุ่นก็ดี กำลังทหารเทียบไม่ได้เลย แต่ถ้าเปลี่ยนเอาความคิดของคน ให้คนคิดเองว่าสู้อย่างไร ส่วนพรรคคอมมิวนิสต์ก็ให้เท่าที่ให้ได้ ส่วนใหญ่ก็ไม่มีอะไรให้ นอกจากให้อุดมคติ ให้อุดมการณ์ จึงสามารถสร้างขบวนการปฏิวัติขึ้นมาต่อสู้ได้ และสามารถเอาชนะกันไป


แต่ตอนนี้ เรากำลังเข้าสู่ประวัติศาสตร์ใหม่ก็คือว่า ทางฝ่ายรัฐโดยเฉพาะกองทัพจะเป็นคนใช้คติอันนี้ คือ เอาการเมืองนำการทหาร คือมันสวนทางกับที่ประวัติศาสตร์เขาใช้ คือประวัติศาสตร์เขาใช้เพื่อมาปลุกคนที่ไม่มีอาวุธ ไม่มีความคิดแบบรวบยอดที่จะมายึดอำนาจรัฐ เกิดสามารถจะใช้พลังของตนเองขึ้นมา ทำความเข้าใจให้ถูกว่า เขาต่อสู้เพื่ออะไรต่าง ๆ แต่ว่ากองทัพจะใช้การเมือง คำถามคือ การเมืองในที่นี้คือการเมืองอะไร จุดหมายคืออะไร จะไปปลุกระดมให้เขาตื่น ตื่นจากอะไร คำตอบคือตื่นจากการหลงเชื่อขบวนการ แต่หลังจากนั้นแล้ว ให้อะไรบ้าง เขาจะได้อะไรจากนั้นไหม กล่าวคือ เขาก็กลับไปเชื่อและยอมรับในอำนาจรัฐ ทำให้คนเหล่านี้หลงผิด แล้วเราก็ทำให้ถูกและยอมรับ พูดง่าย ๆ ว่า มันจะยาก ถ้าดูตามประวัติศาสตร์ กล่าวคือ อุดมการณ์อันนี้ ไม่ได้ empower เติมพลังให้ประชาชน เพราะฉะนั้นจุดหมายของมันก็เป็นจุดหมายของภาครัฐ ไม่ใช่จุดหมายเพื่อประชาชนนี่ไม่ใช่วิพากษ์วิจารณ์ แต่อธิบายให้เข้าใจตามหลักวิชาการ เพราะผมเป็นนักวิชาการ ไม่เช่นนั้นมันเป็นแค่การโฆษณาชวนเชื่อ เราไม่เข้าสู่ความเป็นจริงกัน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าต้องใช้ปัญญา ถ้าใช้ปัญญาก็ต้องศึกษา ผมพยายามอธิบายให้เห็นว่า หากอยากจะใช้ก็ใช้ แต่ก็ต้องทำให้การเมืองมันกระจ่างว่า การเมืองนั้นของใคร ถ้าหากมันเป็นของกองทัพอยู่ มันไม่ได้เป็นของประชาชน เราคิดว่าเราจะได้จริง ๆ หรือ มันก็ได้เหมือนกับสินค้าแอมเวย์ ก็คือ แค่ขายสินค้า เขาก็จะซื้อ หรือให้ฟรีเขาก็เอา แต่ว่าพอได้เสร็จเขาก็โยนทิ้งไป ใจเขาจะมากับเราไหม อันนี้ไม่รู้ เพราะว่าเราไปเปลี่ยนความคิดเขา แต่พรรคคอมมิวนิสต์เขาเปลี่ยนความคิดคน โดยการทำให้คนเชื่อในความสามารถของตนเองมากขึ้น โดยเราต้องเลิกมองคอมมิวนิสต์ในแง่ของการทำให้คนไปฆ่ากันได้ แต่เรามองในแง่ของวิชาการจริง ๆ มันมีพลังที่ทำให้คนตระหนักถึงความสามารถว่าตนเองเป็นผู้ควบคุมชะตาโลก เขารู้สึกว่าตัวเขาเองสามารถสร้างโลกใหม่ เราจะไม่พูดในแง่ของรัฐบาล เพราะรัฐบาลมักเอาตัวเองไม่รอด เพราะเอาอำนาจเข้ามาทำในสิ่งต่าง ๆ แต่ในช่วงที่ลัทธิมาร์กเข้ามาทำให้คนธรรมดา กรรมกรชาวไร่ชาวนาเกิดจิตสำนึกทางการเมืองใหม่ แล้วเกิดเข้าใจในพลานุภาพของเขา ผมคิดว่านอกจากศาสนาแล้ว ศาสนาคือความเชื่ออย่างที่เราเข้าใจกัน ไม่มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็น secular ที่เป็นทางโลกทางไหนที่มีพลังเท่ากับแนวคิดลัทธิมาร์ก เพราะฉะนั้นเรากำลังจะพิสูจน์ว่า กองทัพจะใช้การเมืองโดยเอาแนวคิดฝ่ายซ้าย แล้วใส่อุดมการณ์ของภาครัฐเข้าไป มันจะทำให้ได้ผลอย่างไร


อีกเรื่องหนึ่ง ผมขอตั้งข้อสังเกตในแง่ประวัติศาสตร์ สิ่งที่เรียกว่า กองทัพสมัยใหม่ modern standing army คือการเกณฑ์คนธรรมดาพลเรือนเข้ามาเป็นกองกำลังประจำการ มันเริ่มมาตั้งแต่ 200 กว่าปีที่ผ่านมา ตอนที่มันเริ่มมา จุดหมายมันคือ ไปรบกับประเทศอื่น มันจะมาพร้อมกับการเกิดรัฐประชาชาติสมัยใหม่ เพราะฉะนั้นมันจะต้องมีทหารชาติของตนเอง ไปรบกับประเทศชาติอื่น บทบาทของกองทัพอยู่ข้างนอก ไม่ใช่อยู่ในประเทศ เราไม่ได้อยู่เพื่อรักษาความสงบในประเทศ เพราะมันมีกองกำลังอย่างอื่น เช่นตำรวจ ทหารบ้าน แล้วการรักษาความสงบภายในที่ดี ก็คือ การเอาคนในพื้นที่นั้นมารักษาความสงบกันเอง การเอาคนอื่นมารักษานั้นยาก เพราะเขาไม่มีความรู้ เข้าก็ไม่ถูกจุด เพราะจุดตรวจ รปภ. ไปตรวจวัด โรงพยาบาล ไปเอาคนในหมู่บ้านมาตรวจกันเอง การที่เราจะเอาคนอีสานมาเดินทางตรวจในอำเภอยะหา ยะลา ตรวจอย่างไรก็ไม่มีทางพบได้


เพราะฉะนั้นผมตั้งข้อสังเกตว่า สถาบันกองทัพสมัยใหม่ มันไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อรักษาความสงบแล้วปราบประชาชนอย่างเดียว มันกำลังสวนทางกัน เพราะฉะนั้น เราจะฝืนตรงนี้ แล้วจะทำอย่างไรให้มันไปสู่จุดนั้น ผมตั้งข้อสังเกตไว้เท่านี้




ชิดชนก ราฮีมมูลา รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มอ.ปัตตานี


สำหรับเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนในสถานการณ์ไม่ปรกติ มันจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของระดับสิทธิเสรีภาพของประชาชนว่า ต้องการแค่ระดับไหน และของกลุ่มใด เรื่องการคุมกำลังทหาร และก็เรื่องของกฎหมายพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกฎอัยการศึก หรือในเรื่องของ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน


ประเด็นที่ 1. อยากที่จะขอพูดถึงในเรื่อง “สิทธิเสรีภาพของประชาชน”ก่อนว่า ในสถานการณ์ไม่ปรกติ มันจะต้องมีการจัดกลุ่มประชาชนก่อนว่า แต่ละกลุ่มนี่ เขามีความต้องการเรื่องสิทธิเสรีภาพในระดับที่เท่ากันหรือไม่ ดิฉันขอยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพความเป็นจริง ที่ไม่ใช่การแสดงทัศนะว่า กลุ่มแรกคือประชาชนที่เขาไม่ต้องการให้มี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะเขาได้รับผลกระทบ ไม่ต้องการให้มีการประกาศกฎอัยการศึก เพราะเขาได้รับผลกระทบต่อการตรวจค้น จับกุม หรือ อาจจะถูกซ้อมบ้าง ขอยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมคือ มีนักศึกษาที่คณะรัฐศาสตร์คนหนึ่ง สมัยที่เรียนอยู่ พาแนวร่วมคนหนึ่งมาพบ บอกว่า ให้อาจารย์ช่วยหาทุนให้เด็กคนนี้เรียนหนังสือที การที่ยกตัวอย่างในมหาวิทยาลัย หรือทุก ๆ แห่งนี้ มันมีสิ่งเหล่านี้อยู่ทั้งพื้นที่แล้ว ไม่จำเป็นต้องรักษาภาพแล้ว เพราะมันเป็นเรื่องปรกติแล้ว นักศึกษาคนนี้มีเพื่อนซึ่งเคยเข้าร่วมอยู่ในขบวนการด้วยกัน แต่เขาเรียนหนังสือต่อระดับปริญญาตรี ส่วนเพื่อนไม่ได้เรียน จึงพาเพื่อนมาพบบอกว่า เขาอยากจะมีชีวิตปรกติ อยากเรียนหนังสือแล้ว ก็เป็นคนให้ทุนการศึกษากับเด็กคนนั้น ให้เขาไปเรียน กศน. เพราะเด็กคนนั้นออกจากโรงเรียน เมื่อตอนมัธยมศึกษาปีที่ 2 แต่เด็กคนนั้นพอเห็นเพื่อนกำลังจะรับปริญญาก็เลยอยากจะเรียนต่อ ดังนั้นจึงให้ทุนเด็กคนนั้นไปเรียน กศน. หลังจากที่ไปเรียน กศน. เขาถูกตำรวจจับไปอยู่ศูนย์วิวัฒน์สันติที่โรงเรียนตำรวจที่ยะลา 1 เดือน ข้อหาไปล่อยิงคน แต่ไม่มีหลักฐานชัดเจน หลังจากที่เคลียร์ตนเองออกจากโรงเรียนตำรวจแล้ว อีก 1 ปีผ่านไป ตอนนั้นไปเรียนระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงแล้ว ก็มาถูกทหารจับอีก ในลักษณะที่ว่า เขาเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ทำไมเขาถูกตำรวจจับแล้ว ออกมาอีก 1 ปี เขายังถูกทหารจับอีก เหตุผลเพราะการใช้อำนาจ พ.ร.ก. ความจริงอำนาจ พ.ร.ก. ดีในบางเรื่อง แต่สิ่งที่พลาดที่สุดก็คือว่า เจ้าหน้าที่ยังคงใช้ข้อมูลเดิม blacklist บัญชีเดิม ไม่ได้ล้างบัญชีรายชื่อนั้น ได้สอบถามไปยังทั้งตำรวจและทหาร ก็ได้รับคำตอบว่า ทหารรุ่นที่กลับไปแล้ว ทิ้งบัญชีรายชื่อเดิมเอาไว้ เมื่อเขามาใหม่ เหมือนกับว่า เขาต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่ง จึงไปเอาบัญชีรายชื่อเดิมขึ้นมา ดังนั้นหลายคนที่อยู่ในสภาพนี้ ก็เพราะพ.ร.ก. เพราะการข่าวที่ลอกข่าว แล้วใช้การข่าวของเมื่อวันวาน ซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนี้ ดังนั้นหลายคนจึงถูกจับด้วยประเด็นเดียวกัน นี่คือรูปธรรมส่วนหนึ่งที่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน นี่คือกลุ่มคนที่เขาได้รับผลกระทบโดยตรง


อีกกลุ่มหนึ่งก็คือ เขายอมที่จะเสียสิทธิบางประการเพื่อแลกกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ตอนที่ได้สัมภาษณ์นักศึกษารัฐศาสตร์ ปี 50 เด็กเอกวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คนหนึ่ง พ่อของเขาเป็นกำนัน เป็นคนมุสลิม พ่อเขาถูกยิงในบ้านต่อหน้าเขา 3 เดือนก่อนที่เขาจะมาสัมภาษณ์เข้าคณะรัฐศาสตร์ เขาเห็นพ่อตายต่อหน้าก่อนที่เขาจะกระโดดออกทางหน้าต่าง รอดชีวิตมาได้ เขาได้เงินชดเชยจากมหาดไทย 8 แสนบาท ส่วนแม่ของเขาได้ทำงานที่อำเภอนั้นด้วยโครงการจ้างงาน 4,500 บาท อีกกรณีหนึ่งเป็นเด็กผู้หญิงอยู่บ้านน้ำดำ เป็นไทยพุทธ เพิ่งจบมัธยม 6 มา เขาเล่าให้ฟังว่า ตอนนั้นเขาเรียนอยู่โรงเรียนเดชะชั้นมัธยม 6 ตอนต้นปี การมาโรงเรียนของเขาทุกวัน จะมีนายทหารพาเด็กนักเรียนมาส่งกระจายตามโรงเรียนต่างๆ ในปัตตานี มากับทหารจึงรู้สึกถึงความปลอดภัย วันหนึ่งมีรถกระบะคันหนึ่งบรรทุกผู้หญิงไทยพุทธเกือบทั้งหมด ซึ่งอยู่ในศูนย์ฝึกอาชีพของราษฎรไทยที่หนองจิก ถูกกราดยิงตามที่เป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ แล้วยังมีผู้หญิง 2-3 คนในนั้นยังไม่ได้ขาดใจตาย ผู้ชายซึ่งเป็นคนขับรถกระบะพยายามขับหนีออกมาผ่านหน้าบ้านเขา แล้วก็ไปขอความช่วยเหลือให้พาผู้หญิงที่บาดเจ็บไปส่งโรงพยาบาล แต่กลับไม่มีใครยอมช่วย ส่วนตัวเด็กเองเข้าไปในรถกระบะและบอกว่า เขาจะช่วยเอง เขาก็เองผู้หญิงไทยพุทธ 2 คนมาวางบนตัก 2 ข้าง คนหนึ่งขาดใจตายต่อหน้าเขา แต่อีกคนหนึ่งยังไม่เสียชีวิต เขาก็ไปส่งที่โรงพยาบาลปัตตานี ตอนหลังก็รอดชีวิตออกมาได้ และก็ได้รู้จักกัน เด็กเล่าต่อว่า ช่วงที่เขาเรียนอยู่โรงเรียนเดชะ เขาก็ไปกลับกับพวกทหารตลอดเวลาเพื่อความปลอดภัย จนกระทั่งเรียนจบจากโรงเรียนเดชะ แล้วมาเข้าคณะรัฐศาสตร์


นี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากชีวิตของเด็ก ๆ เหล่านี้ ซึ่งเราก็เห็นอยู่ว่า มีตัวตนจริง เพราะฉะนั้นประชาชน 2 กลุ่มนี่ต้องการสิทธิเสรีภาพในระดับที่ไม่เท่ากัน ฉะนั้นการที่เรามองจากสังคมข้างนอก ยืนหยัดในเรื่องของสิทธิเสรีภาพในหลักสากลหรือหลักสิทธิมนุษยชน แต่ในสถานการณ์ที่ไม่ปรกติมีบางคน บางกลุ่ม ยังพึงพอใจที่จะเสียสิทธิบางประการ และยังมีความพึงพอใจที่จะอยู่กับอำนาจรัฐ เพราะว่า การต่อสู้ ณ วันนี้ มีกลุ่มประชาชนผู้บริสุทธิ์ถูกรัฐกระทำ แต่ขณะเดียวกัน การต่อสู้ของประชาชนที่เรียกร้องความเป็นธรรม แต่ ณ ปัจจุบันนี้ ได้ใช้วิธีการที่ไม่เป็นธรรมและก่อเหตุกับผู้บริสุทธิ์ เพราะฉะนั้นผู้บริสุทธิ์เหล่านี้ เขายังต้องการอำนาจรัฐอยู่ เพราะฉะนั้นแล้ว สิ่งเหล่านี้มันไม่ได้ออกมาพูดบนเวทีมากนัก เพราะการที่มาพูดเหมือนกับว่า มีแค่ 2 ข้าง เพราะฉะนั้นแล้ว ถ้ามันมีองค์กรใด มีกลุ่มใด สามารถเรียกร้องหรือร้องขอว่า ขอให้ผู้ที่เป็นชายขอบ ผู้ที่ได้รับความไม่เป็นธรรมในอดีตต่อสู้อย่างวิธีที่สง่างามแล้วไม่ใช้ความรุนแรง คงจะมีคนจำนวนมากในพื้นที่ ที่สนับสนุนในเรื่องของสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพอย่างแน่นพื้นที่ แต่ทุกวันนี้ มันก็พูดไม่ได้เต็มปาก เพราะว่า บรรทัดฐานของการแสดงออก ต้องมองว่า มันได้ดุลกันหรือเปล่า เพราะฉะนั้น ประเด็นนี้จึงอยากจะขออธิบายว่า โดยภาพของสิทธิเสรีภาพของประชาชนในสถานการณ์ไม่ปรกติควรอยู่ระดับไหน กล่าวคือสังคมก็ต้องช่วยหาทางออกตรงนี้ด้วย ที่มันต้องได้ดุลกัน


ประเด็นที่ 2. เรื่องการประกาศกฎอัยการศึก ขอยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมก็คือ เมื่อปี พ.ศ.2548 มีการกราดยิงในร้านน้ำชาบ่อยมาก นั่นเป็นวิธีการหนึ่ง เสร็จแล้วก็หาผู้กระทำไม่ได้ มีอยู่ 2 กลุ่มที่ถูกมองว่าเป็นเป้าหมายคือ 1.ขบวนการยิง 2.เจ้าหน้าที่รัฐยิงใส่ประชาชน เพราะฉะนั้น ตอนนั้นท่านแม่ทัพวิโรจน์ก็มีการประกาศกฎอัยการศึกบางพื้นที่ ด้วยเหตุผลซึ่งได้ข้อมูลมาจากการสอบถามข้อมูลจากพลตรีสำเร็จ ศรีหร่าย ด้วยเหตุผลเพียงว่า เพราะการไปนั่งในร้านน้ำชา เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเอากำลังไปคุ้มครองได้ตลอดเวลา วิธีก็คือ หลังละหมาดหัวค่ำแล้ว ประกาศกฎอัยการศึก พวกเขาจะได้กลับบ้าน เพื่อเขาจะได้ไม่ต้องไปนั่งในร้านน้ำชาให้เสี่ยงต่อการถูกยิง แต่ก็มีการถูกเรียกร้องทั้งจากนอกพื้นที่และในพื้นที่ว่า มันเป็นการขัดต่อวิถีชีวิต เช่น ออกมากรีดยางก่อนหัวรุ่งไม่ได้ วิถีชีวิตที่นั่งในร้านน้ำชาก็หมดไป เพราะถูกริดรอนเสรีภาพบางประการ อันนี้มันเป็นข้อพิจารณา 2 มิติ ก็คือ มิติในเรื่องของสัญชาตญาณในการป้องกันชีวิตตนเอง ในสถานการณ์ที่ค่อนข้างเป็นสงคราม หรือ จะเลือกดำเนินวิถีชีวิตแบบเดิมและมีเสรีภาพเยี่ยงพื้นที่อื่น เพราะฉะนั้น วิธีการต่อสู้ ณ วันนี้ ถึงท่านไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ เราไม่รู้เดินไปอยู่ตรงไหน อาจจะโดนระเบิดตายแล้ว ทั้งที่เขาไม่เจตนาจะฆ่าเรา เพราะฉะนั้น เราในสังคมทุกวันนี้ในพื้นที่ เราขาดสัญชาตญาณในการปกป้องชีวิตของตนเองหรือไม่ เราให้ความร่วมมือในการดูแลชีวิตตนเองหรือไม่ นักศึกษา 2 คน มีคนหนึ่งถูกระเบิดตายเมื่อตอนโต้รุ่ง เขาเรียนอยู่ปี 4 ใกล้จบแล้ว อีกคนถูกกราดยิงที่หน้าเทศบาล ขณะนั่งกินก๋วยเตี๋ยวกับเพื่อน หลังจากที่ทหารเคลียร์พื้นที่เสร็จ เขาก็กลับมานั่งกินใหม่ ดังนั้นชีวิตของเขาคงไม่สามารถถูกบังคับให้นั่งอยู่แต่ในบ้าน ชีวิตเขาต้องดำเนินได้ตามปรกติ อันนี้เป็นสัญชาตญาณที่ทุกคนควรจะมีหรือเปล่า


สิ่งที่เป็นปัญหาของกฎอัยการศึกก็คือว่า การละเมิดของเจ้าหน้าที่ คือ กฎอาจจะหวังเพื่อประสิทธิภาพบางอย่างในการป้องกันชีวิตประชาชน แต่วิธีดำเนินงานอาจจะไม่สามารถควบคุมระดับผู้ปฏิบัติงานให้มีความสุภาพ หรือเกินเลยกว่าเหตุในการใช้ความรุนแรง อันนี้มันก็เป็นผลกระทบต่อการใช้กฎหมายที่เราอาจจะละเลยในระดับผู้ปฏิบัติในบางกรณีไป ซึ่งถ้าเกิดบางกรณีที่เกิดผิดพลาดขึ้นมา ถึงแม้เจ้าหน้าที่รัฐจะทำดีมาโดยตลอด แต่กรณีที่ทำผิดพลาดไป จะถูกนำมาเล่าใหม่เหมือนกับว่า มันเป็นภาพรวมทั้งหมด เช่น กรณีของโต๊ะอิหม่ามยะถา ดังนี้เป็นต้น


ประเด็นที่ 3. ที่อยากพูดถึงก็คือว่า แล้วการคงกำลังทหารไว้จำนวนมาก ซึ่งเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิเสรีภาพ เพราะไม่สามารถจะควบคุมความประพฤติของผู้ปฏิบัติงานระดับล่างได้ ซึ่งต้องใช้ชีวิตอยู่กับประชาชน มันก็อาจจะนำมาซึ่งภาพสะท้อนว่า การมีกำลังเจ้าหน้าที่รัฐมาก ประชาชนถูกละเมิด หรือการปฏิบัติการใช้กฎหมายอย่างไม่ถูกต้อง อย่างไรก็แล้วแต่ มันก็มีคำถามค้างคาใจว่า ขอยกตัวอย่างกรณีนี้ว่า อย่างทีอาจารย์มาร์คพูดถึงกรณีเหตุการณ์ 9/11 โลกทั้งใบมองว่า การควบคุมสถานการณ์การก่อการร้าย ก็คือต้องใชกำลังจำนวนมากเหมือนอย่างในสงครามอิรัก สงครามอัฟกานิสถาน แต่เมื่อสองเดือนที่ผ่านมาแล้ว ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของสหรัฐอเมริกาได้ขอกำลังทหารเพิ่มเติมจากประธานาธิบดีบารัค โอบามา ว่า จากเดิมที่มีทหารในอัฟกานิสถาน 4 หมื่นนาย ขอเพิ่มอีก 3 หมื่นนาย แต่ประธานาธิบดีโอบามากลับตอบว่า จงอธิบายว่าการมีทหารจำนวนมาก คำตอบอยู่ที่อะไร แล้วก็ให้ไปแค่ 18,000 นาย พร้อมกับบอกว่า การคงกำลังทหารจำนวนมากในท้องถิ่นเป็นระยะเวลายาวนาน นอกจากมันจะหาคำตอบไม่ได้แล้ว ก็ไม่รู้ว่าชัยชนะจะหยุดลงได้วันไหน จะลงเอยเมื่อไหร่ เหตุการณ์จะจบลงอย่างไร แต่สิ่งที่สูญเสียก็คือว่า เสียจิตวิทยาของประชาชนในท้องถิ่นแน่นอน เพราะฉะนั้นจึงต้องเกิดการทบทวนว่า มันควรมีมาตรการอื่นใดบ้างที่จะทำให้การแก้ไขปัญหาที่มันจะดีขึ้นกว่า แนวทางการใช้กำลังมาก ๆ


เรามามองดูในเรื่องของพื้นที่ เมื่อย้อนดูก่อนเกิดเหตุการณ์ปล้นปืน ในพัน ท.43 มีกองกำลังเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 3,000 คน ทั้ง 2 ค่ายคือ ค่ายสิรินธรและค่ายอิงคยุทธ กองพันพัฒนาที่ปีเหล็ง ทั้งหมดมีกำลังไม่เกิน 3,000 นาย แต่ ณ ปัจจุบันวันนี้ มีกำลังเจ้าหน้าที่ในอัตรา กอ.รมน. 70,000 นาย โดยเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ 18,000 นาย เจ้าหน้าที่กองทัพไทย 800 นาย กองทัพบก 35,000 นาย และเพิ่งขอเพิ่มมาอีก 4,000 นาย ดังนั้นกองทัพบกมีทั้งหมด 39,000 นายโดยประมาณ ทหารเรือ 3,000 นาย ทหารอากาศ 700 นาย เจ้าหน้าที่พลเรือน 7,000 นาย ซึ่งพลเรือนทั้ง 7,000 นายในที่นี้กระจายอยู่ตาม ศอ.บต. ศูนย์สันติสุข หรือใน พ.ท. ในอัตราของ กอ.รมน. 70,000 นาย แต่มีพลเรือน 7,000 นาย แล้วอย่างนี้จะเรียกว่า การเมืองนำการทหารได้อย่างไร เพราะฉะนั้นในมิตินี้ต้องพูดถึงแล้วว่า ถ้าใช้กฎหมายปรกติหรือกฎหมายพลเรือนอย่างการประชุมสัมมนา อาจจะมีเป้าหมายว่าอยากจะเรียกร้องให้มีการใช้กฎหมายพลเรือนอย่างไรก็แล้วแต่ หรือให้อยู่ในสถานการณ์ปรกติ เราก็มีการนำเสนอมากมายเหมือนกัน เลิกใช้กฎหมายพิเศษเหมือนกัน เสนอให้ลดกำลังลง อัตรากำลังเจ้าหน้าที่ใน กอ.รมน. 70,000 นาย พลเรือน 7,000 นาย การเมืองนำการทหารอย่างไร ในขณะนี้ หรือทหารทำการเมืองเอง ก็ต้องมีวิธีในการอธิบายว่า ทหารทำการเมืองอย่างไร เช่น การฝึกอาชีพ การปล่อยตัวหลังจากสอบสวนโดยไม่มีการซ้อมผู้ต้องสงสัย ยังมีอีกมากมายที่ทหารทำและต้องมีการอธิบาย


ประเด็นจุดตัดของการตัดสินใจว่า จะขอลดกำลังทหารลง หรือไม่ต่ออายุ พ.ร.ก. มันก็มีข้อพิจารณาว่า ทางฝ่ายรัฐ หมายถึง ฝ่ายความมั่นคง ได้รายงานต่อรัฐบาลว่า ตอนนี้สถานการณ์ดีขึ้นแล้ว สถานการณ์ดีขึ้นแต่กลับขอกำลังเพิ่มขึ้น งบประมาณเพิ่มขึ้น มันดีอย่างไร หรือแค่ว่ามันยังสถานการณ์อยู่ แล้วจะคงกำลังอย่างนี้อีกนานเท่าใด วันใดที่พลเรือนจะเข้ามาดูแลได้ แล้วเมื่อไหร่ที่จะอยู่กันอย่างสันติสุขได้ เมื่อไหร่ที่จะหยุดใช้อำนาจพิเศษ มันต้องมีคำตอบว่าวันไหน แต่ไม่ใช่อธิบายว่า ทุกวันนี้ที่เราใช้อย่างนี้ ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น แล้วเราจะอยู่อย่างนี้อีกนานเท่าไหร่ คือสถานการณ์มันคงไม่ได้ฉุกเฉินตลอดไป แต่ว่ามันต้องมีอีกวันว่า เมื่อไหร่


ตอนนี้มันอยู่ในช่วงของการตัดสินใจว่า ช่วงรัฐบาลที่เข้ามาใหม่ ๆ ซึ่งก็เป็นที่ผิดหวังสำหรับคนส่วนใหญ่ว่า เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมา ในฐานะที่ทำเรื่องภาคใต้แล้วต่อต้าน พ.ร.ก. มาโดยตลอด แต่รัฐบาลอภิสิทธ์ก็ตัดสินใจต่ออายุ พ.ร.ก. ช่วงของการเข้ามาเป็นรัฐบาลใหม่ ๆ ด้วยเหตุผลว่า รัฐบาลไม่มีข้อมูลชัดเจน แล้วปัญหาการเมืองที่กรุงเทพฯก็มาก ขณะที่ฝ่ายความมั่นคงเองรายงานว่า ทุกวันนี้การมีอำนาจรัฐตรงนี้ มันรักษาชีวิตประชาชนได้ แต่ถ้ามันมีการถอนกำลังทหารออกไป หรือยกเลิก พ.ร.ก. ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นต่อชีวิตผู้บริสุทธิ์ รัฐบาลต้องรับผิดชอบ คือมันมีการตัดสินใจโดยการมีชีวิตของประชาชนเป็นเดิมพัน เพราะฉะนั้นเมื่อรัฐบาลไม่มั่นใจว่า เมื่อถอนกำลังทหารออกมาแล้ว ผู้บริสุทธิ์จะเป็นอย่างไร สถานการณ์จะพลิกกลับหรือไม่ นี่คือประเด็นที่ถูกนำมาพิจารณาอย่างมากในขณะนั้นของการตัดสินใจ ขณะเดียวกันการต่ออายุ พ.ร.ก.ในรอบเดือนเมษายนนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีเองก็พูดในที่ประชุมพรรคหลายครั้ง โดยได้มีการพบกับท่านผู้บัญชาการทหารบกว่า ให้มีการทบทวนก่อนที่จะมายื่นว่า ข้อดีข้อเสียของมันเป็นอย่างไร มีน้ำหนักอย่างไร ขอความชัดเจน แต่ก็เป็นที่คาดเดาไม่ได้ว่า จะต่ออายุหรือไม่ต่อ แต่แนวโน้มรัฐบาล การไม่ต่อนั้นสูงมาก แต่ปัจจุบันปัญหาเรื่องอื่น มันเป็นข้อต่อรองที่เหนือกว่าภาคใต้เหมือนกัน ก็คือว่า เสถียรภาพของรัฐบาลวันนี้ ยังต้องการสนับสนุนจากกองทัพพอสมควร รัฐบาลคิดอย่างนั้น โดยอิงฝ่ายรองนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นประเด็นนี้อาจจะอยู่บนเงื่อนไขของการตัดสินใจว่า ไม่อยากจะมีการหักหน้าทางความคิดอะไรกัน มันจะมีปัจจัยอื่น ๆ เข้ามา แต่ว่า ก็ไม่มีการยืนยันว่า วันนั้นจะตัดสินใจต่อหรือไม่ต่อ แต่ได้มีปัจจัยอื่นมาสนับสนุนความคิดเรื่องจะต่อหรือไม่ต่อ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ไม่เกี่ยวข้องกับพื้นที่


ส่วนในเรื่องของแนวทางว่า ถ้าเราพูดถึงการมีสิทธิเสรีภาพของประชาชน แล้วให้มีกฎหมายปรกติ อย่างที่อาจารย์ธเนศพูด และอย่างที่ท่านรองฯพูด มันอาจจะมาพบกันตรงครึ่งทางว่า การใช้ ป.วิอาญา อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเราเห็นว่าการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในระยะหลังดีกว่าเมื่อก่อนมาก พัฒนาการของตำรวจดีขึ้นมาก ในงานนิติวิทยาศาสตร์ ตำรวจก็ช่วย ถ้าจะต้องอยู่ในสภาวะที่ว่าใช้กฎหมายปรกติ ตำรวจจะเป็นกำลังหลักที่สำคัญมาก แต่ในสถานการณ์อย่างนี้ ซึ่งไม่รู้ว่า การต่อสู้มันจะอยู่กระจัดกระจายตรงไหน แล้วยังชี้ตัวไม่ได้ ความชัดเจนไม่มี การใช้กฎหมายพิเศษ การใช้กฎอัยการศึก การใช้ พ.ร.ก.ยังมีความจำเป็นอยู่ แต่ว่ามันมีวิธีใช้ว่า มันควรจะจำกัดบริเวณที่แคบลง เช่น เมื่อคุณสืบทราบข้อมูลที่แน่ชัดว่า พื้นที่หมู่บ้านนี้มันเข้มข้นในเรื่องของแนวร่วมหรือประเด็นปัญหาความเสี่ยง การใช้กฎอัยการศึก การใช้การข่าวที่แม่นยำ และปฏิบัติการที่รวดเร็ว และประกาศพื้นที่ให้เป็นปรกติอย่างรวดเร็ว มันก็จะลดทอนความกดดันของประชาชนในพื้นที่ได้ในระดับหนึ่ง


ทุกวันนี้ พ.ร.ก.ประกาศเต็มพื้นที่ 3 จังหวัด 4 อำเภอ ซึ่งเป็นการครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางมาก บางครั้งเราจะเห็นว่า หอพักนักศึกษาภายนอกมหาวิทยาลัยก็ถูกตรวจค้นอยู่เป็นประจำภายใต้ พ.ร.ก.นี้ เนื่องจากปัญหาว่า ไม่สามารถจะชี้ชัดว่า ขบวนการนั้นมันอยู่ตรงจุดไหน เพราะนี่คือการก่อการร้ายในสถานการณ์รูปแบบใหม่ มันไม่ใช่เหมือนในสมัยพูโลเรืองอำนาจ ซึ่งอยู่ในป่าในเขา พูโลมีที่ของเขาชัดเจน ดังนั้นนี่ก็คือประเด็นอุปสรรคอันหนึ่งที่ว่า ถ้าเราทำพื้นที่แคบลง ไม่ใช่ 3 จังหวัด 4 อำเภอ แต่ทำเป็นจุด ๆ แล้วก็ปล่อยให้เป็นพื้นที่ปรกติ แล้วก็ค่อยไปทำในพื้นที่อื่น ซึ่งมันไม่ควรครอบคลุมทั้งหมดเหมือนเอามุ้งมากางหมดทั้งพื้นที่ ถ้าทำอย่างนี้ มันอาจจะดูดีขึ้นไหม ในความรู้สึกของประชาชน แต่ก็ยังมองว่า กฎหมายพิเศษลักษณะอย่างนี้ มันก็ยังมีความจำเป็น แต่มันควรจำกัดเวลา และลดพื้นที่ลง ไม่ใช่จะอยู่กันอย่างนี้ต่อไปเรื่อย ๆ อีก 4-5 ปี ที่ผ่านมาก็อยู่มา 3 ปีแล้วด้วยสถานการณ์อย่างนี้ เพราะว่าผู้บริสุทธิ์ที่ไม่เกี่ยวข้อง มันก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย


อีกเรื่องหนึ่งก็คือว่า ถ้าเราลดกำลังทหารลง คือไม่ได้มีการถอนทหารแต่หมายถึงให้ลดกำลังทหารลง เพื่อให้การกระทบกระทั่งหรือการละเมิดสิทธิเสรีภาพมันน้อยลง หรือให้มันลดความตึงเครียดลงไป มันก็ควรจะปรับหนุนกำลังประจำถิ่นให้มีความเข้มแข็ง เช่น กองทัพภาคที่ 4 ซึ่งถูกมองหรือมีทัศนคติจากส่วนบนว่า ไม่มีประสิทธิภาพและไม่มีศักยภาพเพียงพอ จึงต้องเอากำลังจากที่อื่นมา ถ้าคิดอย่างนี้แล้ว เมื่อไหร่กองทัพภาคที่ 4 จะเข้มแข็ง เพราะว่ากำลังประจำถิ่นคือกำลังที่ต้องอยู่กับประชาชนตลอดไป หมายถึงกำลังประจำถิ่นที่เป็นโครงสร้างปรกติของกองทัพภาค 4 คือ กองพล 15 กองพล 5 กองพลพัฒนา ตชด. และ นาวิกโยธิน ซึ่งเขาต้องมีความแข็งแกร่งและมีงบประมาณเพียงพอ มีประสิทธิภาพที่จะดูแลสถานการณ์ที่ไม่ปรกติได้ในลักษณะกองกำลังขนาดที่เหมาะสม เพราะการนำทหารมาเป็นจำนวนมาก อย่างที่เราบอก มันก็ส่งสัญญาณอะไรบางอย่าง ในเมื่อสถานการณ์ดีขึ้น การคงทหารไว้ คำตอบมันคืออะไร ขณะที่กองกำลังท้องถิ่นมันจะต้องอยู่กับประชาชน อย่างตำรวจ มันต้องมีการพัฒนาศักยภาพให้เขาเข้ามาอยู่ตรงนี้ มันเป็นสิ่งที่เราต้องทำตรงนี้มากกว่าที่จะมาอธิบายว่า ไม่มีศักยภาพจึงต้องเอากองกำลังจากที่อื่นลงมา มันก็เติบโตไม่ได้ในศักยภาพที่ต้องอยู่กับประชาชน แล้วเมื่อกำลังท้องถิ่นที่อยู่กับประชาชนในระยะเวลาที่ต่อเนื่อง ก็จะมีความเข้าใจ มีการทำงานร่วมกัน มีการละเมิดสิทธิ์น้อยลง มีความเห็นอกเห็นใจกันในลักษณะของคนที่อยู่ในสังคมเดียวกัน เพราะฉะนั้นมันคงต้องมีการมองในแง่มุมนี้บ้าง


อีกประเด็นหนึ่งก็คือ สัดส่วนของการทำงาน ถ้าอยู่ในสถานการณ์ปรกติ หรือลดกฎหมายพิเศษ มันก็ต้องมีการพัฒนาว่า เราได้มีการประเมินงานพลเรือนหรือยัง ณ ปัจจุบัน ประเมินว่าพลเรือนมีศักยภาพและความสามารถพร้อมที่จะทดแทนกำลังบางส่วนที่ต้องหายไปจำนวนมาก หรือยัง มันต้องประเมินด้วย ไม่เช่นนั้นมันก็จะมีคำอธิบ่ายว่า พลเรือนก็ยังดูแลไม่ได้ อีกฝ่ายหนึ่งก็ยังคงอยู่ต่อไป ต้องถามว่า วันนี้พลเรือนทำงานบรรลุเป้าหมายอะไรแล้วบ้าง สามารถที่จะขึ้นมาทดแทนได้แล้วหรือยัง หรือมีแนวโน้มวิธีการที่จะสถาปนาความเข้มแข็งของพลเรือนขึ้นมาบ้างหรือยัง ซึ่งก็ต้องพิจารณาในหลาย ๆ ด้านด้วยกัน


ส่วนในเรื่องของตำรวจ ถ้าเป็นในสถานการณ์ปรกติ หมายถึงว่า ลดกำลังลง ไม่ใช้อำนาจพิเศษ ตำรวจต้องทำงานได้สัดส่วนกับทหาร แต่ทุกวันนี้เราจะเห็นว่างบประมาณของตำรวจน้อยมาก ๆ เมื่อเทียบกับภารกิจในการปฏิบัติงานในสถานการณ์การก่อความไม่สงบหรือการก่อการร้าย เอาง่าย ๆ ว่า ตำรวจมีเสื้อเกราะใส่หมดครบทุกคนหรือยัง หรือยังคงเวียนกันใส่อยู่ จะเห็นได้ว่า ความเหลื่อมล้ำของงบประมาณ การจัดภารกิจของแต่ละหน่วยงาน มันก็ต้องได้ดุล ภารกิจของพลเรือนที่ต้องถูกนำมาจัดสรรกับภารกิจของความมั่นคง มันจะต้องได้สัดส่วนกันประมาณไหน ถ้ามันไม่มีกฎหมายพิเศษ


สังคมไทยได้สร้างความตื่นตัวในเรื่องความมั่นคงของสาธารณะ public security awareness หรือยัง ถ้าเราไม่อาศัยกำลังทหารจำนวนมาก เรามีทางออกให้เขาไหม เราคิดถึงเรื่องนี้ไหมว่า การตระหนักถึงความมั่นคงหรือความไม่ปลอดภัยในสังคมประเทศไทย เราพร้อมไหม ถ้าเรามองว่าปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นวาระแห่งชาติ เราเตรียมรบทุกระบบทั้งประเทศหรือยัง ยกตัวอย่างเช่น เรามีการบันทึกข้อมูลของผู้ที่ไปซื้อยาในร้านขายยาไหมว่า ยาที่จะไปประกอบสารเสพติด ใครบ้างที่ขอซื้อยาประเภทนี้ เราทำไหมในเรื่องนี้ วัตถุระเบิดที่ถูกเก็บได้ในพื้นที่คือปลายทาง แต่ต้นทางที่ไปหามาประกอบมาจากพื้นที่อื่น มีการ record ของการซื้อวัตถุที่ต้องสงสัยที่จะประกอบเป็นวัตถุระเบิด เราทำไหม เราหละหลวมไหมในเรื่องนี้ มันต้องครอบคลุมกันทั้งระบบ ทั้งประเทศ ไม่ใช่แค่บริเวณใน 3 จังหวัด 4 อำเภอ สังคมตระหนักตรงนี้หรือยัง ถ้าสังคมทำตรงนี้ได้ แม้แต่กองตรวจคนเข้าเมือง มันก็จะช่วยลดภาระของการมีกำลังเจ้าหน้าที่มหาศาลได้ แต่ตอนนี้ เราให้คำตอบกับพวกเรากันเองได้หรือยังว่า ระบบต่าง ๆว่า ระบบต่าง ๆ เหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมาทดแทนไหม เพราะในเมื่อเราพบว่า ต้องลดกำลังทหารลง ต้องยกเลิกกฎหมายพิเศษ ต้องมีสิทธิเสรีภาพเต็มขั้น แต่ส่วนประกอบอื่น ๆ ล่ะ เราพัฒนามันขึ้นมาหรือยังอย่างยั่งยืน เพราะฉะนั้นก็อยากจะพูดอย่างมีเหตุมีผลของการนำเสนอแนวทางอะไรบางอย่างออกไปว่า มันต้องมีรูปธรรมอธิบายอย่างชัดเจนมากกว่าอารมณ์และความรู้สึก


ช่วงที่ได้ไปอเมริกาได้เจอกับรัฐมนตรีกระทรวงสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ของฟิลิปปินส์ เขาแก้ไขปัญหาที่มินดาเนา ความขัดแย้งในฟิลิปปินส์ตอนใต้ คือ ณ ปัจจุบันนี้ สิ่งที่รัฐบาลทำเพิ่มขึ้นก็คือ มีนโยบายการแก้ไขปัญหาลูกหลานของเหยื่อที่ต้องลุกขึ้นมาต่อสู้กัน ภายใต้ความขัดแย้งของฟิลิปปินส์ 40 ปี ปัจจุบันเป็น 50 ปีแล้วว่า กลุ่มของชาตินิยมมอโรกลุ่มหนึ่ง กลุ่มของอิสลามนิยมอีกกลุ่มหนึ่งก็ขัดแย้งกันแล้ว ต่อสู้กัน กลุ่มของรัฐก็อีกฝ่ายหนึ่ง กลุ่มที่เพิ่มเข้ามาใหม่คือ กลุ่มผู้บริสุทธิ์ที่ถูกสังหารจากกลุ่มต่าง ๆ ทั้งถูกสังหารจากภาคประชาชนของกลุ่มอิสลามมิกหรือกลุ่มชาตินิยม ก็เป็นเหยื่อ ทุกวันนี้เขาโตขึ้นมาแล้ว คนต่าง ๆ เหล่านี้ ลูกหลานคนเหล่านี้ได้มาต่อสู้กันแล้ว ณ ปัจจุบัน ทำให้ปัญหามันซับซ้อนมากยิ่งขึ้นไปอีก กลายเป็นว่า แทนที่ว่า เมื่อก่อนนี้มีนโยบายการแก้ไขปัญหา conflict ในมินดาเนาของกลุ่มรัฐ กลุ่มอิสลามนิยม กลุ่มชาตินิยม แต่กลายเป็นว่า ต้องมามีนโยบายแก้ไขปัญหาลูกหลานของเหยื่อ ของกลุ่มต่าง ๆ เราก็หวังว่า ถ้าเราเข้าใจเหตุการณ์ในวันนี้แล้วอุดช่องว่างของมันได้ ที่มันจะไม่ไปไกลมากไปกว่านี้ เราคิดว่า เราก็คงไม่อยากจะเป็นอย่างประเทศฟิลิปปินส์ที่ว่า ในอนาคต เราจะมีลูกหลานของพวกเราทุกฝ่ายนั่นแหละมาต่อสู้กัน เพราะตอนนี้เราก็ได้เห็นแล้ว อย่างที่อธิบายเป็นตัวอย่างว่า นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ในการสัมภาษณ์แต่ละปี คนนี้ก็ลูกของกำนันที่ถูกกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบยิง คนนี้ก็ลูกของเจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกยิง นี่ก็ลูกของประชาชนที่พ่อเขาถูกจับกุม มันมีคนเหล่านี้ในสังคมมากมายแล้ว แล้วตอนนี้เขามีอายุ 18-19-20 ปีกันแล้ว เพราะฉะนั้น เราจะมีวิธีและมาตรการในการหาทางออกอย่างไร


ส่วนประเด็นในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ คือการฟื้นคืนความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชนในพื้นที่ ภาคประชาชน นักสิทธิมนุษยชน นักวิชาการ นักสิทธิเสรีภาพต่าง ๆ เราพยายามอุดช่องว่างความไม่ไว้วางใจนั้น ในลักษณะใด เรามีมายาคติผูกพันกับจุดยืนของเราเพียงใด เรามองเห็นผู้อื่นที่ไม่ใช่แนวทางของเราอย่างไร มันต้องมีวิธีการหาทางออกที่มาอยู่ ณ จุดกึ่งกลางร่วมกัน ก่อนที่มันจะมีความบานปลาย มี Conflict รุ่นลูกหลานขึ้นมาอีก



 


มารค ตามไท : ผู้ดำเนินรายการ


จุดที่น่าสนใจอย่างน้อย 2 อย่างที่น่าคิดต่อ อย่างหนึ่งคือเรื่อง “ชาตินิยมปัตตานี” ว่ามีกระบวนการผลิตอย่างนี้อย่างไร รายละเอียดน่าจะเป็นงานของนักประวัติศาสตร์ เพราะสิ่งที่เราเห็นชัดในการศึกษาเรื่อง “จินตนาการใหม่ ความเป็นไทยใน 2-3 ปีที่ผ่านมา” ก็คือ มีขบวนการผลิตชาตินิยมไทยที่ชัดเจนใน 100 ปีที่ผ่านมา แท้จริงแล้วอาจจะเป็นชาตินิยมทั้ง 2 อย่างหรือเปล่าไม่รู้ นักประวัติศาสตร์ก็ควรที่จะศึกษารายละเอียด อย่างน้อยก็มีงานของอาจารย์สายชลที่ทำเรื่องขั้นตอนตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นอีกด้านหนึ่ง ผมว่าน่าสนใจ



อีกเรื่องหนึ่งก็คือ ความตั้งใจตั้งแต่ต้น ตอนคิดเรื่องหัวข้ออย่างนี้ อาจจะเป็นประโยชน์ มันไม่ใช่เฉพาะหัวข้อที่เรากำลังคุยกันเกี่ยวกับเรื่องขอบเขตและข้อจำกัดของการใช้ความรุนแรง และปัญหาเรื่องสิทธิเสรีภาพ อย่างเดียว แต่จริง ๆ ก็อยากพูดถึงหัวข้อว่า มีขอบเขตข้อจำกัดของการปฏิบัติงานของฝ่ายขบวนการปัตตานีด้วยหรือเปล่า เราก็มีคำถามเหมือนกันคือ สงครามปลดปล่อยหรือต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม มีข้อจำกัดในวิธีการที่ใช้ อย่างไร เพียงแต่หัวข้อนั้นจัดอย่างนี้ยาก จะมานั่งเสวนาอย่างนี้อาจจะยาก ต้องหารูปแบบอื่น แต่มันก็เป็นคำถามที่สังคมก็ควรจะถามเหมือนกัน สำหรับเจ้าหน้าที่รัฐมีหน้าที่อีกแบบหนึ่ง เขาถืออาวุธตามกฎหมาย เราถึงจัดอย่างนี้ได้ แล้วเราซักถามได้ในฐานะที่เราเป็นประชาชน เป็นพลเมือง ส่วนคำถามที่เราจะถามกับขบวนการเป็นคำถามที่ถามบนฐานของสังคมมากกว่า ไม่ใช่ถามในลักษณะให้อธิบายบนฐานของกฎหมาย มันเป็นเรื่องของมาตรการที่สังคมเป็นคนวาง


ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจก็คือว่า “การสร้างความชอบธรรมให้เกิดการปฏิบัติการของเรา มันมาจากตัวสถานการณ์ หรือโดยวิธีที่เราเข้าใจสถานการณ์” ประเด็นตรงนี้ผมว่า กรณี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมว่าสำคัญมาก บางครั้งเราบอกว่าสถานการณ์เป็นอย่างนี้ ดังนั้นต้องปฏิบัติอย่างนี้ แต่มันคือตัวสถานการณ์หรือตัววิธีที่เราอธิบายสถานการณ์ ความจริงจังของขบวนการ โครงสร้างทั้งหลาย การปฏิบัติการตามรายละเอียด สมมุติเป็นอย่างที่พลตรีสุพัฒน์ว่า ก็ไม่ได้เป็นตัวกำหนดว่า ควรปฏิบัติอย่างไร หรือ สงสัยต้องรบกัน เท่ากับเป้าหมาย มันไม่ใช่ความจริงจังของตัวปฏิบัติ แต่เป็นตัวเป้าหมายมากกว่า ถ้าเป้าหมายคือเพื่อสิทธิเสรีภาพ หรืออะไรก็ตาม มันก็น่าจะเป็นเรื่องที่น่าจะพอหาทางออกได้ มันไม่ได้อยู่ที่ว่า มันเข้มข้นแค่ไหน เพราะฉะนั้นผมว่าตรงนี้คล้าย ๆ ว่า สำคัญที่ รัฐเข้าใจเป้าหมายขบวนการปัตตานีอย่างไร ไม่ใช่แค่เรื่องรายละเอียด ผมเคยคิดตอนหลังนี้ว่า ถ้าเราบอกว่าเราจะแก้ปัญหา ไม่ใช่ด้วยการทหาร ด้วยการเมือง ก็ลดความสนใจนิดหน่อย ในรายละเอียด เช่น โครงสร้างของ BRN-Coordinate ว่าเป็นยังไง มีแกนนำอย่างไร นั่นมันคือ ข้อมูลสำหรับการรบ แล้วเพิ่มข้อมูลขึ้นมานิดหน่อยว่า ขบวนการมีแนวคิดอย่างไรกับการพัฒนา ขบวนการคิดอย่างไรกับการศึกษา คือ การที่เราจะถามคำถามพวกนี้ มันคือการคิดการแก้ปัญหาแบบแนวทางทางการเมืองนำการทหาร


อาจารย์ชิดชนกได้ตั้งประเด็นที่ทำให้เราเห็นความซับซ้อนขึ้นมาในอีกระดับหนึ่งว่า มันอาจจะไม่ใช่แค่เรื่องประชาชนเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ ส่วนทางเจ้าหน้าที่รัฐก็บอกว่า จำเป็นที่จะต้องปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน อาจจะเกิดมีอีกแบบหนึ่ง คือมีประชาชนส่วนหนึ่ง ยินดีที่จะให้สิทธิและเสรีภาพของตนเองถูกจำกัด คราวนี้มันยิ่งซับซ้อนขึ้นมา เพราะมันกลายเป็นส่วนหนึ่ง แต่ความซับซ้อนนี้ดี เพราะถ้ามันทำให้เราคุยกันแล้วมันคือความจริง มันก็จะเห็นภาพ ซึ่งก็หมายความว่าความคิดของเราก็ต้องประณีตขึ้นมาหน่อย เพื่อจัดการกับความซับซ้อนอันนี้


ฟังบางส่วนที่อาจารย์พูด มันอาจถึงเวลาหรือยังที่จะขอให้ฝ่ายความมั่นคงควรเขียน road map เส้นทางสันติสุข ที่มีกำหนดระยะเวลา time line ต่าง ๆ เพราะหลายอย่างที่ฟังอาจารย์พูดมันเหมือนมากกับที่อื่นในโลก พอเรียกร้องว่าจำเป็นต้องมีคนเท่านี้ จำเป็นต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ สร้างสมรรถนะ capacity ของคนอื่นในพื้นที่ อย่างที่อาจารย์พูดถึงเรื่องเจ้าหน้าที่ตำรวจ ถ้าอย่างนั้นมันต้องมี road map ชัด เวลามา defense เสนอขอ งบประมาณ ก็บอกว่า ใช้เวลา 10 ปี ตอนปีแรกมีจำนวนคนแค่นี้ เพื่อให้ทำอย่างนี้ ทำแบบทุกวันนี้มันค่อนข้างเปิดไม่มีข้อผูกพันอะไร ตรวจสอบอะไรก็ไม่ได้ ไม่รู้ว่ากำลังประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว ดูอะไรไม่ออกสักอย่าง ไม่ทราบว่าอันนี้จะเป็นประเด็นได้หรือไม่


การเมืองนำการทหาร ไม่ใช่เป็นวัฒนธรรม หรือทิศทางของรัฐไม่ใช่เฉพาะที่นี่ เดี๋ยวนี้มีอยู่ทั่วโลก โดยเฉพาะในโลกตะวันตกเป็นหลัก มีชื่อต่าง ๆ กัน เช่น Soft Power บ้าง เป็นการทูตบ้าง บางคนก็พัฒนาประชาธิปไตย มาเป็นการส่งออกประชาธิปไตย เขาเรียกว่า การเมืองนำการทหาร มันมีหลายความหมาย สุดท้ายนี้ผมขอเชิญทุกคนร่วมขอบคุณวิทยากรทั้ง 4 ท่านในการให้ความรู้ครั้งนี้




********************


ถอดเทปเรียบเรียงโดย : คณะทำงานวาระทางสังคม สถาบันวิจัยสังคม จุฬาฯ


ดาวน์โหลดเนื้อหาทั้งหมด : freedom_in_crisis.pdf


จำนวนผู้เข้าชม : 5606